บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 80 ราวกับดวงอาทิตย์ที่ทอแสงเพียงดวงเดียว
บทที่ 80 ราวกับดวงอาทิตย์ที่ทอแสงเพียงดวงเดียว
ยามค่ำคืนที่มืดมิดยังมีเวลากว่าที่อรุณรุ่งจะมาถึง
แต่เมื่อพลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวนั้นปรากฏขึ้น ราวกับดวงอาทิตย์อันเจิดจ้าลอยขึ้นมาจากเขาไป๋เยี่ยน ขับไล่ความมืดมิดส่องสว่างไปทั่วฟ้าดิน ขุนเขา และสายน้ำ
เพียงชั่วพริบตาความมืดก็กลายเป็นกลางวันสว่างไสว ทุกคนที่รออยู่นอกเขาไป๋เยี่ยนต่างรู้สึกเจ็บแปลบที่ดวงตา
เขาไป๋เยี่ยนที่อยู่ห่างออกไปกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง
เหล่าปีศาจที่อาศัยอยู่ในภูเขาต่างตื่นตระหนกและสิ้นหวัง
พวกผู้แข็งแกร่งที่ยังคงทำการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิอยู่นั้นล้วนรู้สึกหวาดกลัวราวกับตกลงไปในหลุมน้ำแข็ง
“นี่มันอะไรกัน?”
ดวงตาที่งดงามของราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณหดเล็กงฉับพลัน “บรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์?”
ในบรรดาห้าขอบเขตของการฝึกฝน ขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์เป็นขอบเขตสูงสุดในโลกมนุษย์
ผู้ที่บรรลุถึงขอบเขตนี้สามารถก่อตั้งสำนักและตระกูลได้ จึงได้รับการขนานนามว่าบรรพจารย์ผู้ก่อตั้ง
ด้วยเหตุนี้ผู้ฝึกตนมักให้ความเคารพนับถือและเรียกผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ว่าบรรพชน
แต่ในทั่วทั้งต้าเฉียนผู้ที่มีพลังบำเพ็ญขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ นั้นมีอยู่น้อยนิดจนนับได้ด้วยนิ้วมือ
ล้วนได้รับการยกย่องเป็นเซียนบนพื้นดิน เป็นผู้ที่หาพบเห็นตัวไดยาก
เช่นเดียวกับบรรพจารย์แห่งเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนที่ไม่เคยปรากฏตัวมาหลายปีแล้ว
ในขณะนี้เมื่อพลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวที่ราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังปรากฏขึ้น แม้แต่ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณก็ยังตกใจ
ในฐานะปีศาจที่มีพลังเทียบเท่าปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ ร่างกายของนางในตอนนี้แข็งเกร็งไปหมด จิตใจสั่นสะท้านโดยไม่สามารถควบคุมได้
รู้สึกถึงแรงกดดันราวกับหายใจไม่ออก
พลังลมปราณนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไป!
แข็งแกร่งจนถึงขั้นไม่อาจคาดเดาได้
“ไม่ถูกต้อง นี่… นี่มีความเป็นไปได้สูงมากว่าไม่ใช่บรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์!”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณพึมพำในใจ
เมื่อหลายปีก่อนนางเคยมีโอกาสได้พบกับบรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์สายตระกูลมารปีศาจผู้หนึ่ง และได้เห็นพลังลมปราณของบรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ท่านนั้นด้วยตาตนเอง
แต่ก็ไม่อาจเทียบกับพลังลมปราณที่ปรากฏขึ้นในยามนี้ได้เลย!
“คนผู้นั้นคือผู้ใดกัน? หรือว่ามังกรวารีที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกปรากฏตัวแล้ว?”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา
ท่านยายเคยกล่าวถึงว่าผู้ที่มีพลังไร้เทียมทานจากทั่วทุกทิศในโลกมนุษย์ ล้วนซุ่มซ่อนตัวอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกเป็นจำนวนมาก
ไม่รู้ว่าท่านยายจะรับรู้ถึงพลังลมปราณสายนี้ได้หรือไม่
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณคิดในใจ บางทีคงมีเพียงท่านยายผู้เปรียบเสมือนเทพเจ้าในโลกมนุษย์เท่านั้นที่สามารถมองออกถึงต้นกำเนิดของพลังลมปราณสายนี้ได้
“ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กหนุ่มคนนั้นไปที่ไหนแล้ว หวังว่าเขาจะไม่ถึงขั้นเสียสติไปเสียก่อนนะ!”
ร่างของหลิวจิ่นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วมุ่งตรงไปยังส่วนลึกของเขาไป๋เยี่ยน
เมื่อครู่นี้นางเพิ่งพบว่าลูเยี่ยได้หายตัวไปจากถ้ำนั้นอย่างกะทันหัน
เรื่องนี้ทำให้หลิวจิ่นรู้สึกหงุดหงิดอย่างยิ่ง
เพิ่งจะสร้างความขุ่นเคืองกับเวยเทียนหลานไปเมื่อคืนนี้ แล้วลูเยี่ยคนนี้ก็ยังไม่ยอมสงบลงบ้างเลยหรือ?
การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิจะสิ้นสุดลงในเช้าวันพรุ่งนี้ สำหรับหลิวจิ่นแล้วก็ถือว่าได้ทำภารกิจปกป้องลูเยี่ยเสร็จสิ้นแล้ว แน่นอนว่านางสามารถกลับไปรายงานต่อฉินอูซางได้
แต่นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าลูเยี่ยจะหายไปจากภายใต้สายตาของนาง!
หวังเพียงว่าเจ้าเด็กหนุ่มคนนั้นจะไม่เกิดอุบัติเหตุอันใด มิเช่นนั้นคงยากที่จะไปรายงานฉินอูซาง
หลิวจิ่นคิดในใจ
นางตัดสินใจว่าเมื่อพบลูเยี่ยเมื่อใดนางจะต้องสั่งสอนเด็กหนุ่มผู้นั้นให้หนักเสียหน่อย
ช่างเป็นตัวสร้างปัญหาจริง ๆ!
ทันใดนั้นหลิวจิ่นก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ
นางเดินตามกลิ่นคาวเลือดไป ทันใดนั้นก็เห็นภาพสยองขวัญทันที
เวยเทียนหลานถูกตัดศีรษะ ร่างไร้วิญญาณนอนจมกองเลือด!
“นี่มัน…”
หลิวจิ่นสูดลมหายใจเฮือกด้วยความตกใจ สีหน้าของนางเปลี่ยนไปทันที
ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่จะมาตายอย่างแปลกประหลาดที่นี่ได้อย่างไร?
เมื่อดูจากบาดแผล เห็นได้ชัดว่าถูกตัดศีรษะด้วยดาบเดียว!
หลิวจิ่นก้าวไปข้างหน้าพยายามหาร่องรอยบางอย่าง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้นางผิดหวังก็คือที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยใดเหลืออยู่เลย
ตรงกันข้าม ข้าวของบนตัวของเวยเทียนหลานกลับหายไปหมดสิ้นโดยไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว
เห็นได้ชัดว่าหลังจากสังหารเวยเทียนหลานแล้ว ฆาตกรยังได้กวาดเอาวัตถุล้ำค่าของเวยเทียนหลานไปด้วย
“หรือว่าในเขาไป๋เยี่ยนแห่งนี้ยังมีผู้แข็งแกร่งกว่านี้อีก?”
เมื่อคิดได้เช่นนั้นหลิวจิ่นก็เงยหน้าขึ้นมองไปที่ท้องฟ้าอย่างฉับพลัน
ทันใดนั้นนางก็เห็นพลังลมปราณที่น่าสะพรึงกลัวดุจดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น
ทันใดนั้นหลิวจิ่นรู้สึกขนลุกซู่
เขาไป๋เยี่ยนมีอาณาเขตติดกับเขตหวงห้ามลึกลับที่หก
เมื่อกระแสพลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวนั้นปรากฏขึ้น มันได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วเขตหวงห้ามที่หกซึ่งถูกปกคลุมด้วยความมืดอันเป็นนิรันดร
ในความมืดมิดสิ่งมีชีวิตมากมายที่ซุ่มซ่อนอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
“ใครกัน?”
“นี่พลังลมปราณของผู้ใด?”
“ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก!”
“หรือว่าท่านผู้นี้ก็มาเพื่อที่จะเข้าสู่แดนปรโลกราตรีพิศวงเช่นกัน?”
เขตหวงห้ามลึกลับที่หกนั้นกว้างใหญ่ไพศาล พื้นดินเป็นสีแดงเข้มราวกับถูกชโลมด้วยเลือดเทพ ผู้คนแทบไม่เคยย่างกรายเข้าไปและพลังชีวิตเหือดแห้ง
ในกาลก่อนเขตหวงห้ามลึกลับที่หกเงียบสงบมากแต่บัดนี้กลับกลายเป็นคึกคักยิ่งนัก!
เทือกเขาเฉียนเฟิง
ณ เชิงเขาแห่งหนึ่งใกล้กับลำธารถานซี ใต้ต้นหม่อนเก่าแก่
หญิงชราที่กำลังปะชุนเสื้อผ้าเก่าอย่างขะมักเขม้นพลันชะงักทันที นางเงยหน้ามองไปทางทิศที่เขาไป๋เยี่ยนตั้งอยู่
บนใบหน้าเหี่ยวย่นที่แสนเมตตาและอ่อนโยนนั้น ปรากฏแววตกตะลึงซึ่งแทบไม่เคยปรากฏมาก่อน
“ระหว่างดินแดนหลิงชางเบื้องบนกับโลกมนุษย์นั้น ถูกขวางกั้นด้วยห้วงเหวอันลึกล้ำ เหตุใดคืนนี้จึงมีผู้คนจากเบื้องบนปรากฏตัวที่นี่ได้เล่า?”
หญิงชราค่อย ๆ ลุกขึ้น ในห้วงลึกของดวงตาขุ่นมัวนั้น ปรากฏลวดลายเส้นแห่งวิถีที่แปลกประหลาดลึกลับขึ้นมาราวกับมองทะลุผ่านห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขต มองเห็นเขาไป๋เยี่ยนในชั่วพริบตา
“ไม่ถูกต้อง พลังลมปราณนี้ไม่มีพลังลมปราณของพลังชีวิต ดูเหมือนจะเป็นเพียงพลังที่แปลกประหลาดบางอย่างเท่านั้น”
ท่านยายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
นางควรจะไปดูสักหน่อยหรือไม่เพื่อดูว่าเป็นเทพเซียนจากที่ใดกันแน่?
แต่สุดท้ายท่านยายก็ค่อย ๆ นั่งลงใต้ต้นหม่อนเก่าแก่อีกครั้ง
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเขตหวงห้ามลึกลับที่หกวุ่นวายมากขึ้นเรื่อย ๆ กระแสใต้น้ำกำลังปั่นป่วน
บรรดามังกรวารีที่มาจากทั่วทุกสารทิศ รวมถึงสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวจำนวนมากที่แฝงตัวอยู่ในเขตหวงห้าม ล้วนจับตามองความเคลื่อนไหวทุกย่างก้าวของนาง ในช่วงคับขันเช่นนี้ นางไมอาจจะจากไปได้
“ก่อนที่ฟ้าดินจะถล่ม มักจะมีความแปรปรวนและความวุ่นวายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ดูเหมือนว่าจังหวะเวลานั้นกำลังจะใกล้มาถึงแล้ว…”
ท่านยายหยิบเข็มและด้ายขึ้นมาแล้วเย็บปะชุนอาภรณ์เก่าผืนนั้นต่อไป แต่ในใจกลับคิดถึงเรื่องราวในอดีตอันยาวนานมาแล้ว
ความมืดมิดยามราตรีถูกขับไลไปแล้ว
ผืนฟ้าผืนดินรอบบริเวณเขาไป๋เยี่ยนนั้นสว่างราวกับกลางวัน
คนที่อยู่นอกเขาไป๋เยี่ยนต่างเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงและงุนงง
นั่นเป็นพลังลมปราณที่มาจากผู้มีอยู่ตัวตนใดกันแน่?
และเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์ผันผวนเช่นนี้?
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
พานโชวหูเองก็ยังไม่รู้เช่นกัน
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ ทำให้เขาผู้เป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์รู้สึกว่าแปลกประหลาดและผิดปกติ
“เพียงแค่สังหารลูเยี่ยคนเดียวเท่านั้น เหตุใดถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายขนาดนี้…”
พานโชวหูขมวดคิ้วแน่น “ช่างประหลาดพิลึกเหลือเกิน!”
ในชั่วขณะนั้นเอง ร่างกายของพานโชวหูพลันตึงเครียดขึ้น จิตเทวะของเขาเสมือนถูกพันธนาการ ถูกตรึงไว้ด้วยพลังที่น่าสะพรึงกลัวไร้ขอบเขต
จากนั้นภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในจิตเทวะของเขา
ชายหนุ่มอาภรณ์ขาวที่เกือบโปร่งแสงยืนอยู่เหนือยอดเขาไป๋เยี่ยน
ร่างนั้นราวกับดวงอาทิตย์ เปล่งรัศมีนับหมื่นสาย!
ที่แท้พลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวนั้นแผ่ออกมาจากร่างของชายผู้นีนั่นเอง
พานโชวหูรู้สึกตกใจ ขณะเดียวกันก็ทั้งสะพรึงและวิตกกังวล
เพราะพลังลมปราณของชายหนุ่มอาภรณ์ขาวผู้นั้นได้มุ่งหมายไปที่เขา!
แม้จะอยู่ห่างกันไกลแสนไกลแต่ก็ทำให้พานโชวหูรู้สึกหนาวเหน็บทั้งกายและใจ จิตเทวะและพลังบำเพ็ญของเขาถูกกดข่มอย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถดิ้นรนได้
แม้แต่การยกนิ้วขึ้นก็ยังทำไม่ได้!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้สีหน้าของพานโชวหูเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ร่างกายเย็นเฉียบไปทั้งตัว
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?
เหตุใดผู้ลึกลับผู้นั้นถึงจับจ้องเขาเช่นนี้?
“น้องชาย เจ้าอยากทักทายคนผู้นี้สักหน่อยหรือไม่ ส่งเขาเดินทางสักหน่อย?”
ชายหนุ่มอาภรณ์ขาวผู้นั้นเอ่ยปาก แม้อยู่ห่างไกลแต่เสียงกลับดังก้องในจิตเทวะของพานโชวหู
“ไม่จำเป็น”
เสียงอีกสายหนึ่งดังขึ้น
พานโชวหูรู้สึกทันทีว่าเสียงนี้คุ้นหูอย่างยิ่งแตนึกไม่ออกในทันที
“ก็จริงอยู่ สุดท้ายก็ต้องตาย ตายอย่างไม่รู้ตัวยังดีกว่าตายไปพร้อมความแค้นในใจ…”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ พานโชวหูตกใจสุดขีด ในใจร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
“ไม่! ไม่! ท่านผูอาวุโส ข้า…”
จิตเทวะดับสูญ
พลังชีวิตสลาย
จวบจนลมหายใจสุดท้ายแห่งความตาย พานโชวหูจึงนึกขึ้นได้ในที่สุด
เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่นี้
คือลูเยี่ย!!