บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 83 จดหมายของอ๋องฝูไห่
บทที่ 83 จดหมายของอ๋องฝูไห่
เมื่อข่าวการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิของเขาไปเยียนแพร่กลับมา มันได้ก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในเมืองเทียนเหอ
พานโซวหูหนึ่งในสิบปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์แห่งชางโจวถูกสังหารอย่างปริศนา!
เวยเทียนหลาน ผู้อาวุโสเจ็ดแห่งตระกูลเวย ซึ่งเป็นตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดิน สิ้นชีวิตที่เขาไปเยียน
และผู้ที่เสียชีวิตพร้อมกับเวยเทียนหลาน ยังมีเวยซุนบุตรหลานแห่งตระกูลเวยอีกด้วย!
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณเคยปรากฏตัวที่เขาไปเยียน!
นอกจากนี้ ยังมีปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์อีกท่านหนึ่งซึ่งไม่ทราบนามปรากฏตัวขึ้นอีกด้วย!
ข่าวคราวเหล่านี้ล้วนสร้างความตกตะลึงยิ่งนัก ก่อให้เกิดความปั่นปวนอย่างรุนแรงในเมืองเทียนเหอ
เมื่อเทียบกันแลว ผลงานของลูเยี่ยในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิและการตายของคนอื่น ๆ ในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิกลับกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญไปเสีย
ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู
“ดินแดนต้าเฉียนมีสิบสี่แคว้น ท่ามกลางผู้คนนับพันล้าน ผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์จนได้เป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์นั้น มีไม่ถึงสามร้อยคน”
“บัดนี้ กลับมีปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์สองคนผู้มีชื่อเสียงกึกก้องในใต้หล้า พร้อมใจกันสิ้นชีวิตบนเขาไปเยียน เรื่องเช่นนี้ยากนักที่จะไม่ดึงดูดความสนใจจากทั่วหล้า”
ฉินอูซางถอนหายใจ “เป็นที่คาดการณ์ได้ว่า ในช่วงเวลาต่อจากนี้ เมืองเทียนเหอจะต้องเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่”
“และที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูเกรงว่าจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของพายุนั้น”
ระหว่างคิ้วของฉินอูซางปรากฏความกังวลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน “ลูซิงอีเจ้าคนผู้นี้ ช่างสร้างปัญหาใหญ่หลวงให้ข้าเสียจริง”
ยิ่งคลื่นลมแรงเท่าใด การจะรักษาที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น!
“สหายเตา ท่านยังตั้งใจจะจากไปอีกหรือไม่?”
ด้านข้าง หลิวจินถาม
“ไม่ไปแล้ว!”
ฉินอูซางส่ายหน้า “ข้าได้ส่งข่าวไปให้ตระกูลแล้ว บอกให้พวกเขารออีกสักระยะ”
ช่วงก่อนหน้านี้ เขาเคยกำชับลูเยี่ยว่า เขาจะกลับไปที่ตระกูลในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า ขอให้ลูเยี่ยเปิดดินแดนบรรพบุรุษตระกูลลูให้ได้ภายในครึ่งเดือน
ทว่าสถานการณ์ได้พัฒนาไปอย่างเหนือความคาดหมาย
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ฉินอูซางย่อมต้องเปลี่ยนแผนอย่างไม่ต้องสงสัย
หลิวจินเอ่ยเตือนว่า “อีกสองวัน ทูตที่ท่านตาของชิงหลีส่งมาก็จะมาถึงแล้ว หากท่านไม่อยู่ที่นี่ เกรงว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกขุ่นเคืองใจเอาได้”
“ช่างมันเถอะ”
ฉินอูซางเอยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “ข้าเคยสัญญากับลูซิงอีไว้ว่าจะรักษาที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูไว้ ย่อมไม่อาจผิดคำพูดได้!”
“เรื่องของตระกูลลูสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
หลิวจินแสดงความกังขาอยู่บ้าง “ทูตท่านนั้นมาจากโลกเบื้องบน การมาครั้งนี้ก็เพื่อเรื่องที่ชิงหลีจะไปฝึกฝนที่ดินแดนหลิงชางในอนาคต!”
ฉินอูซางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นทันที “หลังจากที่เจ้ากลับมาจากเขาไปเยียนก็มีคำติติงต่อลูเยี่ยมากมาย เกิดอะไรขึ้น บุตรเขยในอนาคตของข้าทำให้เจ้าขุ่นเคืองใจหรือ?”
ก่อนหน้านี้ หลิวจินได้เล่าถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนเขาไปเยียนอย่างละเอียด
เมื่อพูดถึงลูเยี่ย หลิวจินวิจารณ์อย่างไม่เกรงใจว่า “อุปนิสัยวู่วาม ทำการหุนหันพลันแล่น หากไม่ได้รับการฝึกฝนให้มากขึ้น ย่อมยากที่จะประสบความสำเร็จได้!”
และในตอนนี้ เมื่อเผชิญกับคำถามของฉินอูซาง หลิวจินก็ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้าไม่ได้มีความเห็นอะไรกับเขา แต่การแสดงออกของเขาทำให้ข้าผิดหวัง”
“ผิดหวัง?”
ฉินอูซางลุกขึ้นยืน จ้องมองหลิวจิน “วันนี้เมื่อลูเยี่ยกลับเข้าเมือง เขาได้ส่งคนนำจดหมายฉบับหนึ่งมา ซึ่งเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับปฏิบัติการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิทั้งหมดไว้ในจดหมาย เจ้าต้องการอ่านหรือไม่?”
พลิกฝ่ามือ จดหมายฉบับหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
หลิวจินตกตะลึง “เขา…นี่กำลังฟ้องร้องข้าต่อท่านหรือกล่าวโทษว่าข้าไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องเขาอย่างสุดความสามารถหรือ?”
ฉินอูซางกล่าวอย่างเรียบเฉย “คิดมากไปแล้ว เจ้าตำหนิลูเยี่ยต่อหน้าข้า แต่ลูเยี่ยกลับไม่ได้ตำหนิเจ้าแม้แต่คำเดียวในจดหมายฉบับนี้!”
หลิวจินรู้สึกอึดอัดในใจ “สหายเตาคิดว่า ข้ามีวิสัยทัศน์คับแคบเกินไปหรือ?”
ฉินอูซางกล่าวว่า “ไม่ถึงขนาดนั้น ข้าเพียงแต่เสียใจที่จัดให้เจ้าไปเป็นผูคุมกันให้ลูเยี่ย!”
เขาชี้ไปที่ประตูด้านนอก “เจ้าไปเถิด กลับไปยังตระกูลฉิน รอจนกว่าทูตจากตระกูลของตาชิงหลีจะมาถึง เจ้าจงพาท่านไปยังสำนักกระบี่เกาสวรรค์เพื่อไปพบชิงหลีเสีย”
หลิวจินสูดหายใจเขาลึก ๆ แล้วกล่าวว่า “ข้ายังคงยืนยันคำเดิม ข้าไม่เห็นด้วยกับลูเยี่ยเลยสักนิด!”
กล่าวจบ นางก็หมุนตัวจากไป
ฉินอูซางขมวดคิ้ว
หลิวจินเคยเป็นสาวใช้ข้างกายมารดาของชิงหลี ตลอดหลายปีนี้นางคอยปกป้องชิงหลีมาตลอด
หากไม่เป็นเช่นนั้น แค่การกระทำของนางในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิที่เขาไปเยียน ฉินอูซางก็คงไม่ปล่อยผ่านไปง่าย ๆ
‘ยังคงเป็นบุตรเขยของข้าช่างใจกว้างและเข้าใจสถานการณ์ยิ่งนัก ที่ไม่ถือสาเอาความกับหญิงสาวที่สำคัญตนเองว่าถูกต้องเช่นนี้!’
ฉินอูซางคิดในใจ
เมื่อนึกถึงลูเยี่ย ฉินอูซางอดที่จะถอนหายใจยาวไม่ได้
ลมฝนกำลังจะมา หอคอยก็เริ่มสั่นคลอน
ตระกูลลู
ที่พักของเชี่ยหลิงชิว
ผู้บัญชาการใหญ่ลวี่ เชอแห่งกรมปราบปีศาจกำลังรายงานเรื่องราวต่าง ๆ ของการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิที่เขาไปเยียน
“ในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้ เหล่ายอดฝีมือขอบเขตตำหนักวิญญาณของตระกูลหลี ตระกูลฟาง และสำนักศึกษาเทียนเหอแทบจะเสียชีวิตที่เขาไปเยียนทั้งหมด มีประมาณหกสิบคน”
“เวยซุนและผู้ใต้บังคับบัญชาสิบสามคนของเขาก็ถูกทำลายล้างทั้งหมด”
เสียงทุ้มต่ำของลวี่เซอดังก้องอยู่ในห้องโถงใหญ่อย่างต่อเนื่อง
เชี่ยหลิงชิวและแม่นางนัวนัวต่างก็ตั้งใจฟังอย่างมาก
“คนพวกนั้นมากมายรุมรังแกคนสกุลลูผู้นั้น แต่กลับถูกสังหารกลับทั้งหมดเลยหรือ?”
นัวนัวอดไมไดที่จะพูดขึ้นว่า “ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง!”
ลวี่เซอหัวเราะเบา ๆ แล้วรำพันว่า “ก็ไดแต่บอกว่าลูเยี่ยนั่นแข็งแกร่งเกินไป แม้แต่พานโซวหูและเซวียไปซงต่างก็ไม่กล้าเชื่อว่าในโลกนี้จะมีขอบเขตชักนำวิญญาณที่ฝืนลิขิตสวรรค์เช่นนี้ได้”
เชี่ยหลิงชิวขมวดคิ้วเล็กน้อย “สุนัขตัวนั้นร้ายกาจขนาดนั้นเลยรึ? แต่ทำไมข้าถึงมองไม่ออกเลย?”
“อย่าพูดแทรก”
เชี่ยหลิงชิวกล่าว “ลวี่เซอ เจ้าเล่าต่อเถิด”
ลวี่เซอไม่ได้เข้าไปยังเขาไปเยียน เขาเป็นเพียงคนนอกที่รู้เพียงผลลัพธ์ แต่ไม่ทราบรายละเอียดของการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิ
แต่ถึงกระนั้น เมื่อเขาเล่าถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิออกมา แม่นางนัวนัวก็ตกตะลึงจนนิ่งงันอยู่นตรงนั้น
ตื่นตระหนกจนเสียสติ!
เชี่ยหลิงชิวก็ตกอยู่ในความเงียบเช่นกัน จิตใจไม่อาจสงบได้
ในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิครั้งหนึ่ง มีปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ปรากฏถึงสี่คน
แต่กลับมีสองคนสิ้นชีพในเขาไปเยียน!
ใครจะไม่ตกใจ?
และสิ่งที่ทำให้เชี่ยหลิงชิวรู้สึกเหลือเชื่อคือ พลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวดุจดวงอาทิตย์นั้นเป็นของผู้ใดกันแน่?
บรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์?
หรือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวที่มาจากเขตหวงห้ามลึกลับที่หก?
สิ่งเดียวที่เชี่ยหลิงชิวกล้ายืนยันได้ก็คือ การตายของเวยเทียนหลานและพานโซวหูย่อมเกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่ที่ลึกลับและน่าสะพรึงกลัวนั้นอย่างแน่นอน!
“ช่างต่ำช้า พวกเขาช่างต่ำช้าเหลือเกิน!”
เมื่อแม่นางนัวนัวได้สติกลับมา นางก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว “เพียงเพื่อที่จะกำจัดลูเยี่ย พวกคนเฒ่าเหล่านั้นถึงกับวางแผนหลายอย่างเช่นนี้ ช่างไร้ยางอายเหลือเกิน”
หญิงสาวแสดงความไม่พอใจอย่างมาก ใบหน้าทิงดงามบริสุทธิ์ของนางแดงก่ำ ริมฝีปากเล็กอิ่มเอิบสีชมพูกระจางใสพร่ำสาปแช่งอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่านางโกรธจริง ๆ
สำหรับเรื่องนี้ เชี่ยหลิงชิวก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
นางก็โกรธจนควันออกหูเช่นกัน หลายครั้งที่จิตสังหารผุดขึ้นมาในใจ
แต่เมื่อใจเย็นลง เชี่ยหลิงชิวตระหนักได้ว่าสถานการณ์ร้ายแรงแล้ว!
หลังจากเรื่องนี้ ตระกูลพานจะไม่ยอมปล่อยเรื่องไปแน่ ตระกูลเวยก็จะยิ่งโกรธแค้นอย่างที่สุด
แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่จะพิสูจน์ว่าการตายของเวยเทียนหลานและพานโซวหูเกี่ยวข้องกับลูเยี่ยก็ตาม
ลูเยี่ยและตระกูลลูถูกกำหนดให้ไมอาจรอดพ้นจากพายุลูกนี้ไปได้!
ไม่มีหลักฐานแล้วเป็นอย่างไรเล่า?
แม้ไม่ใช่ฝีมือลูเยี่ยแล้วจะเป็นอย่างไร?
เมื่อตระกูลพานและตระกูลเวยซึ่งเป็นตระกูลใหญ่สองตระกูลโกรธแค้น พวกเขาย่อมไม่สนใจเรื่องพวกนี้หรอก
“ลูเยี่ย ครั้งนี้เจ้าได้ก่อเรื่องใหญ่เสียแล้วจริงๆ”
เชี่ยหลิงชิวนวดหัวคิ้วของตนเบา ๆ แล้วกล่าวเสียงแผ่วเบา “หากเป็นเพียงแค่ตระกูลพานเพียงตระกูลเดียว ข้าก็พอจัดการได้ แต่หากรวมตระกูลเวยเข้ามาด้วย แม้ข้าจะไปขอให้ตระกูลของข้าออกหน้า ตระกูลขาก็คงจะปฏิเสธ…”
ตระกูลเชี่ยก็เป็นหนึ่งในตระกูลผูพิทักษ์แผ่นดินเช่นกัน
แต่ตระกูลเชี่ยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเชี่ยหลิงชิวเพียงผู้เดียว!
และตระกูลลูกับตระกูลเชี่ยไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน ทั้งไม่เคยมีเรื่องเกี่ยวข้องกันมาก่อน
เชี่ยหลิงชิวเข้าใจดี ตระกูลเชี่ยไม่มีทางที่จะเพื่อตระกูลลูไปงัดข้อกับตระกูลเวยอย่างแน่นอน
แม้ข้าจะไปวิงวอนขอด้วยตนเอง น้ำหนักความสำคัญก็ยังไม่เพียงพอ!
“เช่นนั้นก็เท่ากับว่าลูเยี่ยจะต้องจบสิ้นแล้วมิใช่หรือ?”
นัวนัวรู้สึกใจหายวาบ “ท่านอาจารย์ แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”
เชี่ยหลิงชิวอดไมได้ที่จะเอ่ยขึ้นว่า “ก่อนเริ่มล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิเจ้ามิได้บอกหรือว่าไม่เป็นห่วงเขาแล้ว เหตุใดเวลานี้กลับเป็นห่วงขึ้นมาเล่า?”
นัวนัวใบหนางามแดงเรื่อ กล่าวอ้ำอึ้งว่า “ข้าเป็นห่วงก็เพราะหากลูเยี่ยเกิดเรื่องขึ้นมา จะไม่มีผู้ใดคอยรักษาอาการบาดเจ็บให้ท่านอาจารย์นะสิเจ้าคะ”
“ลูเยี่ยเล่า? เขามิใช่กลับมาแล้วหรือ ตอนนี้อยู่ที่ใด?”
เชี่ยหลิงชิวตั้งใจจะพูดคุยกับลูเยี่ยด้วยตนเอง
ลวี่เซอรีบตอบทันที “ลูเยี่ยหลังจากพบกับลูเซียวแล้ว เขาก็กลับไปพักผ่อนในห้องของตน บอกว่าพรุ่งนี้จะมาเข้าพบท่านใต้เท้าอีกครั้ง”
“เจ้าคนสกุลลูตัวนี้ยังมีอารมณ์พักผ่อนอีกหรือ? ช่างไร้หัวใจและขี้ขลาดโดยแท้!”
นัวนัวแค่นเสียงเย็นชา กลาวอย่างโกรธเกรี้ยว “เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ตระกูลของตัวเองกำลังจะเผชิญหายนะ เขายังทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร!”
เชี่ยหลิงชิวกล่าวชื่นชมว่า “ยังสามารถรักษาความสงบในยามเช่นนี้ได้ จิตใจเช่นนี้ช่างหาได้ยากยิ่งนัก!”
ท่านอาจารย์ ท่านมองปัญหาจากมุมใด เหตุใดจึงเข้าข้างลูเยี่ยอยู่เสมอเล่า?
ค่ำวันนั้น เชี่ยหลิงชิวได้รับจดหมายลับฉบับหนึ่งจากพี่ชายของนาง ‘อ๋องฝูไห่’
เมื่ออ่านเนื้อความในจดหมายจบ หัวใจของเชี่ยหลิงชิวก็ดิ่งลงสู่ก้นเหว ได้แต่นิ่งอึ้งไร้คำพูด
‘หลิงชิว ทางจวนที่ว่าการกรมโหรหลวงของเมืองเทียนเหอได้รายงานเรื่องการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงที่เขาไปเยียนไปยังกรมโหรหลวงแห่งเมืองหลวงแล้ว บัดนี้เรื่องนี้ได้สร้างความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวงในเมืองหลวง’
‘ทุกคนในตระกูลเวยต่างโกรธเกรียว’
‘หลังจากที่ตระกูลของพวกเราได้ปรึกษาหารือกันแล้ว ก็ได้ตัดสินใจออกคำสั่งว่า เจ้าห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลลูอีกต่อไป!’
‘หากฝ่าฝืน ผลที่ตามมาเจ้าต้องรับผิดชอบเอง!’