บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 86 การแก้แค้นมาถึงแล้ว!
บทที่ 86 การแก้แค้นมาถึงแล้ว!
ชาวเมืองเทียนเหอทุกคนต่างทราบดีว่า การที่ตระกูลลูสามารถได้รับความสงบชั่วคราวได้ ก็เพราะมีเชี่ยหลิงชิวคอยคุ้มครองอยู่
แต่หากเชี่ยหลิงชิวจากไป สถานการณ์ของตระกูลลูจะต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างรุนแรงที่สุดอย่างแน่นอน!
จริงอยู่ที่ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูยังมีฉินอูซางอยู่ แต่ฉินอูซางเพียงคนเดียว ย่อมไมอาจปกป้องคนทั้งหมดของตระกูลลูได้
นัวนัวก็เข้าใจเรื่องเหล่านี้ดี
ดวงตาที่งดงามของนางจ้องมองไปที่ลูเยี่ย หวังจะดูว่าลูเยี่ยจะมีความรู้สึกอย่างไร
แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ ลูเยี่ยกลับพยักหน้าตอบว่า “ท่านแม่ทัพได้ช่วยเหลือตระกูลลูมามากแล้ว แม้ท่านจะจากไป ตระกูลลูก็จะรู้สึกซาบซึ้งใจเสมอ”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง ลูเยี่ยกล่าวต่อว่า “การกระทำของตระกูลเชี่ยเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล หากเป็นข้าอยู่ในฐานะคนของตระกูลเชี่ย ก็คงทำเช่นเดียวกัน”
ตระกูลเชี่ยเป็นตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดิน ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับตระกูลลู เหตุใดจึงต้องเสี่ยงต่อการทำให้ตระกูลเวยขุ่นเคืองเพื่อช่วยเหลือตระกูลลูด้วย?
ลูเยี่ยเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้
เชี่ยหลิงชิวมองดูลูเยี่ยอย่างลึกซึ้ง แล้วกล่าวว่า “ฮ่า! ข้าไม่ได้มองเจ้าผิดไป! ข้าจะบอกความจริง ข้าไม่ได้จะไปที่ใดทั้งนั้น”
“หือ?” ลูเยี่ยตกตะลึง
“ข้าได้ส่งสารไปยังตระกูลแล้ว และขอให้พวกเขาปลดชื่อข้าออกจากทะเบียนตระกูล”
เชี่ยหลิงชิวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “นอกจากนั้น ข้าก็ได้รายงานไปยังกรมปราบปีศาจแห่งเมืองหลวง เพื่อขอให้ปลดข้าออกจากตำแหน่งหน้าที่แล้ว”
ใจของลูเยี่ยสั่นสะเทือน “ท่านแม่ทัพ ท่าน…”
เชี่ยหลิงชิวหัวเราะพลางกล่าวตัดบทว่า “มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ไม่ว่าข้าจะทำอะไร ก็จะเป็นการกระทำในนามของข้าเพียงผู้เดียว จะไม่ทำให้ตระกูลต้องเดือดร้อน และไม่ต้องถูกผูกมัดโดยกรมปราบปีศาจ”
ดวงตาที่สวยงามของนางกลอกไปมา กล่าวด้วยสีหน้าผ่อนคลายว่า “ต่อจากนี้ ข้าก็สามารถปลดปล่อยตัวเองได้อย่างเต็มที่ ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ!”
ลูเยี่ยรู้สึกปั่นป่วนในใจ ไมอาจสงบลงได้
เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เชี่ยหลิงชิวเพื่อช่วยเหลือตน จะถึงกับยอมแยกตัวจากตระกูล สละตำแหน่งแม่ทัพอาภรณ์สีแดงแห่งกรมปราบปีศาจ!
บุญคุณเช่นนี้ ช่างมากมายยิ่งนัก!
แม่นางนัวนัวถอนหายใจเบา ๆ “ข้ายังคิดไม่ออกเลยว่า เหตุใดท่านอาจารย์จึงให้ความสำคัญกับเจ้านัก ลูเยี่ย เจ้าต้องไม่ทำให้ท่านอาจารย์ของข้าผิดหวังนะ”
ลูเยี่ยเม้มริมฝีปาก แน่นอนว่าเขาจะไม่ทำเช่นนั้น!
แต่แล้วเชี่ยหลิงชิวกล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน “จำไว้ ไม่จำเป็นต้องสำนึกในบุญคุณต่อข้า เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ส่วนข้าเพียงแต่ตอบแทนบุญคุณเท่านั้น”
การทำให้ผู้อื่นติดค้างบุญคุณถือเป็นเรื่องดี แต่หากนำ ‘บุญคุณ’ มาใช้เป็นแรงกดดันผู้อื่น นั่นก็คือการอาศัยบุญคุณเพื่อขู่กรรโชก เชี่ยหลิงชิวไม่อยากให้ลูเยี่ยเข้าใจผิด
เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางก็อธิบายอีกว่า “นี่เป็นคำแนะนำจากพี่ชายของข้า อ๋องฝูไห่”
“หากตระกูลลูสามารถต้านทานพายุลูกนี้ไว้ได้ ในอนาคตข้าก็ยังสามารถกลับคืนสู่ตระกูลได้ทุกเมื่อ และกลับมารับตำแหน่งแม่ทัพอาภรณ์สีแดงของกรมปราบปีศาจอีกครั้ง เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
ลูเยี่ยรู้สึกประหลาดใจทันที “ท่านอ๋องฝูไห่ถึงกับสนับสนุนให้ท่านทำเช่นนี้หรือ?”
เชี่ยหลิงชิวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ใครใช้ให้เขาเป็นพี่ชายของข้าเล่า?”
ลูเยี่ยนึกถึงพี่ใหญ่ลูเชียวของตัวเอง ทันใดนั้นก็รู้สึกเข้าใจความรู้สึกเดียวกัน จึงกล่าวว่า “เข้าใจแล้ว”
พี่ใหญ่ลูเชียวก็เป็นคนที่พร้อมจะทุ่มเททุกสิ่งเพื่อตัวเองเช่นกัน!
หลังจากสนทนาเล็กน้อยอีกครู่หนึ่ง ลูเยี่ยก็เตรียมตัวบอกลา
เชี่ยหลิงชิวถามว่า “พลังลมปราณลึกลับที่น่าสะพรึงกลัวที่ปรากฏที่เขาไปเยียนนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเจ้า ใช่หรือไม่?”
ลูเยี่ยชะงักไปเล็กน้อย แล้วพอเข้าใจความหมาย ไม่ต้องสงสัยเลย เชี่ยหลิงชิวคงจะเดาความจริงบางอย่างออกแล้ว!
แต่นางไม่ได้มาพิสูจน์กับตัวเขา และไม่ได้ถามว่าพลังลมปราณอันลึกลับน่าสะพรึงกลัวนั้นเป็นของผู้ใด แต่กลับเตือนเขาไม่ให้ยอมรับ!
เมื่อเปรียบเทียบการกระทำของหลิวจินกับราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ ลูเยี่ยก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจ
ช่างห่างชั้นกันเหลือเกิน ความแตกต่างระหว่างคนกับคนบางครั้งก็ใหญ่หลวงนัก!
การแก้แค้นจากตระกูลเวยมา เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
ในวันเดียวกันนั้นเอง หลัวหงผู้ดูแลจวนที่ว่าการแห่งกรมโหรหลวงนำยอดฝีมือสามร้อยนายบุกมาถึงตระกูลลูอย่างดุดัน
“จากการสืบสวนพบว่า การเสียชีวิตของท่านแม่ทัพเวยเทียนหลานในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิที่เขาไปเยียน มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับตระกูลลู”
หลัวหงยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของตระกูลลูแล้วประกาศเสียงดัง
“ตามคำสั่งของกรมโหรหลวงแห่งเมืองหลวง นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปให้ปิดล้อมตระกูลลู ห้ามผู้ใดในตระกูลลูออกไปจากที่นี่โดยพลการ จนกว่าทูตพิเศษกรมโหรหลวงแห่งเมืองหลวงจะมาถึง”
ข่าวนี้สร้างความตื่นตระหนกในตระกูลลู สมาชิกทุกคนรู้สึกหนักอึ้งในใจ
ลูเยี่ยออกมาเผชิญหน้าด้วยตนเอง ยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่มีหลักฐาน แต่กลับปิดล้อมตระกูลลูของข้า กรมโหรหลวงช่างทรงอำนาจเสียจริง”
เขาเคยได้ยินมาว่าตระกูลเวยมีอำนาจอย่างมากในกรมโหรหลวง ถึงขั้นเรียกได้ว่าครอบครองครึ่งหนึ่งของกรมโหรหลวง วันนี้ในที่สุดก็ได้ประจักษ์กับตาแล้ว
หลัวหงเอ่ยเสียงเย็นด้วยความโกรธ “อย่างไร? พวกเจ้าตระกูลลูยังกล้าขัดขืนไม่ปฏิบัติตามอีกหรือ?”
ทันทีที่กล่าวจบ ผู้บัญชาการองครักษ์ของจวนเจ้าเมืองนามว่าหยวนเหมิงก็นำกำลังคนมาถึง
หยวนเหมิงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “ตามคำสั่งของเจ้าเมือง นับจากบัดนี้เป็นต้นไป ไม่อนุญาตให้ผู้ใดจากตระกูลลูออกจากเมืองเทียนเหอ หากผู้ใดฝ่าฝืน จะถูกตัดสินโทษประหาร!”
ลูเยี่ยหัวเราะแล้วกล่าวว่า “กรมโหรหลวงเป็นตัวแทนของตระกูลเวย การกระทำของจวนเจ้าเมืองเช่นนี้ เกรงจะเป็นตัวแทนท่าทีของตระกูลพานกระมัง?”
หยวนเหมิงแค่นเสียงเย็นชา “ตระกูลลูกำลังจะสิ้นแล้ว เจ้ายังมีอารมณ์คิดเรื่องพวกนี้อยู่อีกหรือ?”
ลูเยี่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “รอดูกันต่อไปแล้วกัน”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินเข้าประตูใหญ่
ในวันเดียวกัน การกระทำของกรมโหรหลวงและจวนเจ้าเมืองต่อตระกูลลูได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วเมือง
“ฮ่า ๆ ได้ยินหรือไม่ ตระกูลลูถูกกรมโหรหลวงปิดล้อมไว้แล้ว เปรียบเสมือนเต่าในหม้อ! แม้มีปีกก็บินหนีไม่ได้!”
เมื่อหลีหยวนชงประมุขตระกูลหลีได้รับข่าว ก็อดไม่ได้ที่จะตบโต๊ะหัวเราะลั่น
“มีแม่ทัพอาภรณ์สีแดงเชี่ยหลิงชิวนั่งคุมสถานการณ์แล้วจะเป็นอย่างไร? ผู้ที่ลงมือครั้งนี้คือตระกูลเวย!”
ฟางหงถูประมุขตระกูลฟางแค่นหัวเราะเย็นชา “ตระกูลลูถูกลิขิตไว้แล้วว่าหนีไม่พ้นหายนะครั้งนี้”
“ตระกูลลูกำลังจะจบสิ้นแล้ว!”
ท่านเจ้าสำนักเซวียไปซงแห่งสำนักศึกษาเทียนเหอถอนหายใจยาว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า การกระทำของตระกูลเวยและตระกูลพานอาจไม่ใช่แค่ฉวยโอกาสในการยึดครองที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูเท่านั้น!
ตระกูลลูกำลังจะจบสิ้นแล้ว!
สำนักน้อยใหญ่ทั่วเมืองเทียนเหอต่างรู้สึกได้ว่า พายุร้ายที่มุ่งเป้าไปที่ตระกูลลูได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
ตระกูลลูเต็มไปด้วยบรรยากาศหม่นหมอง ทุกคนแสดงความกังวลออกมาทางสีหน้า จิตใจล้วนเลื่อนลอยไร้จุดหมาย
ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถรักษาความสงบเยือกเย็นได้เหมือนลูเยี่ย
ยิ่งไปกว่านั้น ภัยพิบัติที่กำลังเผชิญอยู่ครั้งนี้รุนแรงเกินไป ทำให้ผู้คนมองไม่เห็นความหวังใด ๆ แม้แต่เชี่ยหลิงชิวยังคงนั่งคุมสถานการณ์อยู่ ณ ที่นี้ก็ไม่อาจทำให้ผู้คนรู้สึกอุ่นใจได้
“มีความมั่นใจหรือไม่?” ลูเชียวถาม
ลูเยี่ยครุ่นคิดก่อนตอบว่า “พี่ใหญ่ ท่านไปบอกคนในตระกูลว่า ตราบใดที่มีขาลูเยี่ยอยู่ ตระกูลลูจะไม่เป็นอันตราย ให้พวกเขาทำในสิ่งที่ควรทำต่อไป”
ลูเชียวไม่เข้าใจว่าลูเยี่ยมีความมั่นใจมาจากไหน แต่ก็เลือกที่จะเชื่อโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย พลางพยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าจะจัดการเอง”
“อาจารย์หยวนคุนและครอบครัว เป็นอย่างไรบ้าง?” ลูเยี่ยเอ่ยขึ้นอย่างฉับพลัน
เมื่อวานหลังจากกลับมา ลูเยี่ยก็ได้จัดการให้คนในตระกูลรับหยวนคุนและคนในครอบครัวทั้งหมดมายังตระกูลลู เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกศัตรูแก้แค้นอีก
“อาจารย์หยวนคุนทราบแล้วว่า เจ้าได้แก้แค้นให้บุตรชายและหลานชายของเขาแล้ว เขารู้สึกสะใจยิ่งนัก”
ลูเชียวกล่าวว่า “เขายังบอกอีกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ครอบครัวของเขาจะร่วมเป็นร่วมตายกับพวกเราตระกูลลู”
ลูเยี่ยพยักหน้าเบา ๆ
ในวันเดียวกัน ฉินอูซางก็ส่งคนมาถามลูเยี่ยว่าตั้งใจจะทำอย่างไรต่อไป
ลูเยี่ยตอบกลับเพียงสั้น ๆ ว่า “รอดูท่าที”
ไม่ว่าจะเป็นจวนที่ว่าการกรมโหรหลวงหรือจวนเจ้าเมือง ล้วนไม่นับว่าเป็นภัยคุกคามแต่อย่างใด
ลูเยี่ยก็ไม่จำเป็นต้องรีบเปิดฉากฆ่าล้างในทันที รอให้ผู้ยิ่งใหญ่ของตระกูลพานและตระกูลเวยออกโรง นั่นแหละคือเวลาที่พายุจะปะทุขึ้นอย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้ ลูเยี่ยตั้งใจจะไปทำธุระบางอย่างก่อน
ยามเย็น หน้าประตูใหญ่ของสำนักศึกษาเทียนเหอ
“คุณชาย ตระกูลของพวกท่านไม่ได้ถูกกรมโหรหลวงสั่งปิดล้อมหรอกหรือ? ไฉนท่านยังกล้าออกมาอีก?”
เหล่าเกาผู้ดูแลประตูใหญ่ของสำนักศึกษาเทียนเหอมาหลายปี รู้สึกประหลาดใจอย่างมากเมื่อเห็นลูเยี่ยมาหาตน
ขณะที่พูด เหล่าเกาก็หยิบกล้องยาสูบขึ้นมาสูบเสียงดัง เปลวไฟในกล้องยาสูบวูบวาบ ควันพวยพุ่งฟุ้งกระจาย
ลูเยี่ยหัวเราะพลางกล่าวว่า “ข้ายังไม่กลัวเลย แล้วท่านกลัวไปทำไมกัน”
เขาหยิบไหสุราออกมาใบหนึ่ง ส่งให้เหล่าเกา “ข้ามาหาท่านครั้งนี้ เพื่อจะสอบถามบางเรื่อง”
เหล่าเการับมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม “เจ้าว่ามาเลย!”
เขารีบแกะผนึกดินเหนียวของไหสุราอย่างไม่รอช้า แล้วแหงนหน้าดื่มอึกใหญ่
ลูเยี่ยทรุดตัวลงนั่งข้างกายเหล่าเกา จากนั้นก็ถามด้วยรอยยิ้มว่า
“เหล่าเกา ท่านว่าในเมืองเทียนเหอนี้ มีมังกรที่ซุ่มซ่อนอยู่จากทั่วทุกมุมโลกมากแค่ใดกัน?”
พรวด! เหล่าเกาพ่นสุราดี ๆ ที่เพิ่งดื่มเข้าปากออกมาในทันที