บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 85 สะเทือนเลื่อนลั่นไปดินแดนหลิงชาง!
บทที่ 85 สะเทือนเลื่อนลั่นไปดินแดนหลิงชาง!
ในจินตนาการของผู้คนทั่วไป บนสวรรค์ย่อมมีเซียนและเทพอย่างแน่นอน
มีภูเขาศักดิ์สิทธิ์และดินแดนมงคลที่มากมายราวกับดวงดาว
มีมังกรศักดิ์สิทธิ์และหงส์วิเศษที่สามารถเรียกลมเรียกฝน
มีดินแดนลับและถ้ำสวรรค์นับไม่ถ้วน รวมถึงตำหนักและหอคอยที่ส่องแสงระยิบระยับนับไม่ถ้วน
มีอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถเอื้อมคว้าดวงดาวและดวงจันทร์ มีเซียนหญิงงดงามเลอเลิศหาที่ใดเปรียบ…
และดินแดนหลิงชางแท้จริงแล้วเป็นสถานที่ฝึกฝนที่กว้างใหญ่และงดงามเช่นนั้นจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมหัศจรรย์และงดงามยิ่งกว่าที่ผู้คนธรรมดาสามัญจะจินตนาการได้
ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนเดียวกันนี้ เมื่อลูเยี่ยทะลวงขอบเขต ทันใดนั้น เหนือท้องฟ้าของแดนหลิงชางก็มีเสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่นไปทั่วสารทิศ
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องไปทั่วทุกทิศทาง แผ่ขยายไปทั่วทุกพื้นที่ของดินแดนหลิงชาง
ไม่ว่าจะเป็นทะเลใต้อันไกลโพ้น เขตหวงห้ามโรกพร้างที่ผู้คนแทบไม่เคยไปเยือน ถ้ำสวรรค์และดินแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุด หรือแม้แต่ ‘ยมโลก’ ที่อยูลึกลงไปใต้พื้นพิภพราวกับเป็นภพภูมิจิ่วโยว…
เสียงฟ้าร้องที่ทำให้หัวใจสั่นสะเทือนนั้น ทุกคนต่างได้ยิน
สรรพชีวิตนับไมถ้วนที่อาศัยอยู่ทั่วทั้งดินแดนหลิงชางต่างถูกปลุกให้ตื่นในยามดึกนี้
“นี่มันอะไรกัน?”
“เสียงฟ้าร้องดังราวกับคลื่น กึกก้องไปทั่วทั้งสิบทิศ หรือว่ามีภัยพิบัติครั้งใหญ่ปรากฏขึ้น”
“ไม่ถูกต้อง! ไม่มีพลังลมปราณของหายนะปรากฏให้เห็น กลับเป็นบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ซ่านอยู่ในเสียงฟ้าร้องนั้น”
สำนักเตาชั้นนำต่าง ๆ ที่ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของดินแดนหลิงชางต่างก็ออกมาทันที
เหล่าผู้มีพลังบำเพ็ญเตาล้ำลึกจนประมาณไม่ได้ ได้แสดงวิชาลับเพื่อทำนาย
ในการรับรู้ของพวกเขา ปรากฏการณ์ประหลาดคืนนี้ช่างเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง
ดูราวกับว่ามันสั่นพ้องกับกฎเกณฑ์ของวิถีสวรรค์แห่งดินแดนหลิงชาง!
ไม่นานนัก ณ ส่วนลึกของท้องฟ้ายามราตรีที่มืดดังหมึก พร้อมกับเสียงฟ้าร้องกึกก้อง ได้ปรากฏเงาเลือนรางของ ‘วังหลวงสวรรค์’ อันลึกลับ
วังหลวงสวรรค์ตระหง่านอันยิ่งใหญ่ ยืนหยัดอย่างเย่อหยิ่งในความสูงไร้ขอบเขตที่ไมอาจเอื้อมถึง โอบล้อมด้วยดวงดาวสีม่วงสุกสวางนับไม่ถ้วน
มองเพียงปราดเดียว ราวกับได้เห็น ‘วังเซียนเก้าชั้นฟ้า’ ปรากฏบนท้องฟ้ายามราตรี
ช่างลึกลับ ยิ่งใหญ่ และตระการตายิ่งนัก!
“หมู่ดาวนับหมื่นล้อมรอบ เสียงสะท้อนดังฟ้าร้อง เงาวังสวรรค์อันลึกลับนั้น แท้จริงแล้วมีที่มาอย่างไรกันหนอ?”
ในสำนักชั้นนำแห่งหนึ่ง บรรพจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก ออกจากการปิดด่านฝึกฝน เมื่อได้เห็นภาพนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตะลึง
“หรือเป็นไปได้ว่ามีปีศาจเฒ่าตนใดบรรลุเตาและทะลวงขอบเขต จนก่อให้เกิดปรากฏการณ์ของฟ้าดินอันน่าเหลือเชื่อ?”
ชายชราสำนักเตาผู้มีพลังอำนาจทัดเทียมสวรรค์ ควบคุมเมฆาสีเขียวทะยานขึ้นสู่ห้วงลึกของท้องฟ้ายามราตรี
ชายชราสำนักเตาผู้นี้พยายามจะมองทะลุ ‘ความลับของสวรรค์’ ที่ซ่อนอยู่ในปรากฏการณ์นี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์คือ เขากลับต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าพลังบำเพ็ญเตาอันแข็งแกร่งของเขาที่สามารถทะยานขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้าได้ กลับถูกกีดขวางไว้ใต้ท้องฟ้าในยามค่ำคืน ไม่อาจเข้าใกล้ได้เลย!
“บางทีอาจจะเป็นเพราะมีโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ปรากฏออกมา ถึงได้ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้!”
เหนือน่านน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาลของทะเลใต้ พญาวิหคต้าเผิงที่มีปีกคู่กว้างนับหมื่นจั้ง พุ่งทะยานขึ้นจากผิวน้ำ
ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ม้วนตัวกระเพื่อมไปทั่ว เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของดินแดนหลิงชาง
ไม่เพียงแต่การดำรงอยู่ที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกเท่านั้นที่ถูกรบกวน
ในโลกนี้ ไม่ว่าผู้ใดที่มีพลังบำเพ็ญในตัว ไม่ว่าอยู ณ ที่แห่งใด ล้วนเห็นภาพประหลาดที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ปาฏิหาริย์’ นี้อย่างชัดเจน
ทั่วหล้าสั่นสะเทือนไปพร้อมกัน
“แปลกนัก นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน?”
ชายหนุ่มอาภรณ์ขาวดังหิมะยืนอยู่ในกลางแท่นส่งตัวขนาดใหญ่ แหงนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี
‘คุณชาย ได้เวลาแล้ว ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว หากพลาดช่วงเวลานี้ก็จะไมสามารถข้าม ‘ช่องว่างแห่งมิติกาลเวลา’ ลงไปยังโลกเบื้องล่างได้”
นอกแท่นส่งตัว ชายชราผู้รับใช้ที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเร่งเร้าอย่างร้อนรน
“เฮ้อ ข้าเดินทางไปโลกเบื้องล่างครั้งนี้ ก็ไมรู้เมื่อใดจะได้กลับมา เจ้ากลับไปบอกกับญาติมิตรในตระกูลด้วยว่าอย่าได้เป็นห่วงข้ามากนัก”
ชายหนุ่มอาภรณ์ขาวสองมือไพล่หลัง ถอนหายใจอย่างอ้างว้าง
“คุณชายวางใจได้ ทุกคนจะไม่คิดถึงท่านหรอก”
บ่าวรับใช้ชราเอ่ยเสียงเบา “พวกเขาล้วนแล้วแต่ต้องการให้ท่านรีบไปเสียเร็ว ๆ มิเช่นนั้น เหตุใดจึงมีเพียงข้าผู้เฒ่าเพียงคนเดียวที่มาส่งท่าน?”
ชายหนุ่มอาภรณ์ขาว “…”
“แล้วท่านป้าของข้าว่าอย่างไรบ้าง? การไปโลกเบื้องล่างของข้าครั้งนี้ก็เพื่อรับญาติผู้น้องชิงหลีกลับมารวมญาติกับท่านป้า นางไม่มีอะไรจะกำชับเลยรึ?’
ชายหนุ่มอาภรณ์ขาวถาม
“ไม่มีขอรับ”
บ่าวรับใช้ชราส่ายหัว “แต่ท่านประมุขตระกูลมีคำกำชับอยู่หนึ่งประโยค”
ชายหนุ่มอาภรณ์ขาวฮึกเหิมขึ้นมาทันที “ท่านพ่อของข้าบอกว่าอะไร? เป็นเพราะไม่อยากให้ข้าจากไปใช่หรือไม่?”
บ่าวรับใช้ชรานิ่งเงียบครู่ใหญ่ ก่อนเอ่ยว่า “ท่านประมุขตระกูลบอกว่า ขอเตือนให้คุณชายระวังตัวอย่าอวดดีในโลกเบื้องล่าง หากถูกรังแกขึ้นมา ไม่มีใครช่วยท่านได้ ทุกคนกำลังรอดูท่านเป็นตัวตลกอยู่ ยิ่งท่านทุกข์ทรมานเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งสนุกเท่านั้น”
ชายหนุ่มอาภรณ์ขาว “…”
เขานิ่งเงียบครู่หนึ่ง ถอนหายใจพลางกล่าวว่า “กลับไปบอกท่านพ่อของข้า ข้าขออวยพรให้ท่านอายุยืนยาวเป็นร้อยปี!”
บ่าวรับใช้ชรา “…”
ท่านประมุขตระกูลมีชีวิตอยู่มานานจนไม่รู้กี่ปีแล้ว ท่านยังจะอวยพรให้เขามีอายุยืนร้อยปีอีกหรือ?
นี่เป็นการสาปแช่งใช่หรือไม่?
สมแล้วที่เป็น ‘บุตรกตัญญู’ ผู้ไม่ลังเลที่จะทำร้ายบิดาเพื่ออวดดีซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
“ไปแล้ว การไปโลกเบื้องล่างครั้งนี้ ชื่อของข้าอวินเปยเฉิน จะต้องโด่งดังไปทั่วสารทิศ ทั้งผู้มีพรสวรรค์และหญิงงาม เมื่อเห็นข้าแล้วต้องก้มหัวให้!”
ชายหนุ่มอาภรณ์ขาวกล่าวช้า ๆ แล้วจากไปอย่างสง่างามท่ามกลางเสียงคำรามของแท่นส่งตัว
ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนที่สะท้อนบนท้องฟ้าเหนือดินแดนหลิงชาง ก็ค่อย ๆ จางหายไปตามการจากไปของเขา
ภายในห้อง
พลังลมปราณรอบกายของลูเยี่ยหมุนเวียนอย่างช้า ๆ
รัศมีศักดิ์สิทธิ์สีม่วงอันลึกลับราวกับมังกรท่องนภา โคจรไปรอบกายเขา
ทะลวงขอบเขตแล้ว!
ภายในตันเถียนของเขามีตำหนักวิญญาณราวกับตำหนักสวรรค์อันยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
ด้านบนมีกลุ่มหมอกสีม่วงลอยระเหยขึ้น ส่วนด้านล่างคือทะเลพลังวิญญาณที่กำลังเดือดพล่าน
‘ไม่รู้ว่าตำหนักวิญญาณในตันเถียนของข้าจะมีระดับคุณภาพเช่นไรกันนะ…’
ลูเยี่ยคิดในใจ
คุณภาพสูงต่ำของตำหนักวิญญาณในตันเถียนนั้น เกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งของรากฐานในขอบเขตตำหนักวิญญาณ
ยิ่งคุณภาพสูง รากฐานก็ยิ่งแข็งแกร่ง
ในทางกลับกัน รากฐานก็จะยิ่งอ่อนแอลง
ตระกูลลูเก็บซ่อนตำราโบราณไว้มากมาย ในนั้นได้บันทึกความลับที่เกี่ยวข้องกับรากฐานของขอบเขตตำหนักวิญญาณไว้ไม่น้อย
ตามระดับคุณภาพแล้ว ‘ตำหนักวิญญาณ’ ในตันเถียนจะถูกแบ่งเป็นเก้าระดับ โดยแต่ละระดับมีความแตกต่างกันไป
ตำหนักวิญญาณที่อ่อนแอที่สุด เปรียบเสมือนกระท่อมที่ทรุดโทรม สามารถสะสมพลังวิญญาณได้อย่างจำกัด
ส่วนตำหนักวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุด เปรียบเสมือนปราสาทหยกและหอคอยอันงดงาม มีพลังงานมหาศาล
ไม่เพียงแต่หมายถึงพลังที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังสามารถรองรับพลังวิญญาณอันมหาศาลได้อีกด้วย
ทว่าลูเยี่ยกลับพบว่า ‘ตำหนักวิญญาณ’ ของตนเองไมได้อยู่ในระดับเก้าเลย!
และยังห่างไกลจากคำว่า ‘ปราสาทหยกและหอคอย’ ที่จะมาใช้บรรยายได้
เมื่อมองไปปราดเดียว ตำหนักนั้นดูราวกับตำหนักสวรรค์อันยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขต
มีบรรยากาศลึกลับที่สามารถกดข่มเก้าชั้นฟ้าและสิบดินแดนได้!
‘บรรดาผู้เฒ่าเหล่านั้นเคยกล่าวไว้ว่า ในขอบเขตตำหนักวิญญาณแห่งดินแดนหลิงชางเคยมีผู้สร้างตำหนักวิญญาณในตันเถียนที่ไม่มีใครเทียบได้ในใต้หล้า ซึ่งถูกเรียกว่า ‘หอสิบแปดชั้น’ ที่มีพลังอันแข็งแกร่งที่สามารถกดดันผู้อื่นในขอบเขตเดียวกันได้…’
ลูเยี่ยคิดในใจ ‘เมื่อเทียบกับตำหนักวิญญาณในตันเถียนของข้า ไม่รู้ว่าฝ่ายใดจะเหนือกว่ากัน’
โดยสรุปแล้ว ลูเยี่ยมั่นใจว่าตำหนักวิญญาณในตันเถียนของตนนันได้ก้าวข้ามขอบเขตของระดับเก้าไปแล้ว
ส่วนว่าจะแข็งแกร่งถึงระดับใดนั้น ไมอาจประเมินได้
นอกจากนี้ลูเยี่ยรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่ารูปร่างของตำหนักวิญญาณของตนนันช่างคุ้นตาอย่างประหลาด!
หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนเป็นเวลานาน ลูเยี่ยก็นึกขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน
บนจุดสูงสุดของ ‘บันไดสวรรค์แห่งจิ้งหมิง’ ในผังดาบเก้าคุมขังก็มีตำหนักลึกลับตั้งอยู่
แม้จะเห็นเพียงโครงร่างที่ไม่ชัดเจน แต่ลูเยี่ยกลับพบว่า ‘ตันเถียน’ ของตน กลับมีความคล้ายคลึงกับ ‘ตำหนักลึกลับ’ แห่งนั้นอย่างมาก!
“นี่คงไม่ได้หมายถึงอะไรกระมัง?”
ลูเยี่ยรู้สึกสะท้านใจ
“รอให้พลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณของข้า มั่นคงเสียก่อน แล้วข้าจะหาโอกาสเข้าไปในโลกภายในผังดาบเก้าคุมขังสักครา”
ลูเยี่ยตัดสินใจแล้ว
รุ่งเช้าวันถัดมา หลังจากลูเยี่ยล้างหน้าล้างตาแล้วก็ไปเยี่ยมเชี่ยหลิงชิว
“เอ? เจาก้าวเข้าสู่ขอบเขตตำหนักวิญญาณแล้วหรือ?”
เชี่ยหลิงชิวตกตะลึง สัมผัสได้ในทันทีว่าพลังลมปราณทั่วร่างของลูเยี่ยแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง
ลูเยี่ยยิ้มพลางกล่าว “ทะลวงขอบเขตได้เมื่อคืนนี้เอง”
แม่นางนัวนัวพึมพำ “มีอะไรยอดเยี่ยมนักเชียว ข้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่แปดมานานแล้ว ไม่เกินสามเดือนข้าก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่เก้าได้!”
ลูเยี่ยกล่าวด้วยความชื่นชม “นัวนัวเก่งยิ่งนัก ต่อไปต้องพึ่งพาให้เจ้าคอยดูแลข้าให้มากขึ้นแล้ว”
นัวนัวจ้องมองลูเยี่ยด้วยสายตาเขม็ง “เจ้าแสดงความองอาจในการล่าสัตว์ที่เขาไปเยียนมากขนาดนั้น ข้าคงปกป้องเจ้าไม่ไหวหรอก!”
ลูเยี่ยหัวเราะออกมา เขาชอบเป็นอย่างมากที่ได้พูดคุยเล่นหยอกล้อกับแม่นางนัวนัว
ทุกครั้งที่ได้เห็นสีหน้าฮึดฮัดของเด็กสาว ก็ดูน่ารักเป็นที่สุด
อย่างไรก็ตาม เมื่ออยู่ต่อหน้าเชี่ยหลิงชิว ลูเยี่ยก็ไม่กล้าที่จะแสดงความเลอะเทอะมากเกินไป
“เรื่องการล่าสัตว์ที่เขาไปเยียนนัน ได้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วต้าเฉียนแล้ว”
ดวงตาของเชี่ยหลิงชิวใสราวกับน้ำ จ้องมองลูเยี่ย “ในความวุ่นวายครั้งนี้ สถานการณ์ของเจ้า และตระกูลลูอันตรายที่สุด เจ้าคิดวิธีรับมือไว้บ้างหรือไม่?”
ลูเยี่ยกล่าวอย่างไมใส่ใจว่า “ไม่มีวิธีการที่ดีอะไรหรอก ทำได้เพียงแครับมือกับสิ่งที่มา ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาใช้ดินต้าน [1]”
กล่าวจบ เขาก็เดินไปนั่งตรงข้ามเชี่ยหลิงชิว จับมือหยกของนางไว้ แล้วเริ่มทำการรักษาอาการบาดเจ็บให้เชี่ยหลิงชิว
ท่วงท่าของเขาชำนาญ และเป็นธรรมชาติ
ด้วยเหตุที่ได้รักษาอาการบาดเจ็บมาหลายครั้ง ทั้งสองจึงประสานงานกันได้อย่างกลมกลืน เชี่ยหลิงชิวเองก็คุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นปกติแล้ว
ไม่นานนัก การรักษาก็เสร็จสิ้นลง ลูเยี่ยกล่าวว่า
“คำสาปปีศาจกูพิษเผาใจนันได้ถูกขจัดออกไปเกือบหมดแล้ว หากไม่มีเหตุผิดปกติใด อีกเพียงครั้งเดียว อาการบาดเจ็บของท่านแม่ทัพก็จะหายสนิท”
เซียหลิงชิวพยักหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวขึ้นอย่างฉับพลันว่า
“เมื่อวานนี้ พี่ชายของข้าส่งจดหมายมาให้ข้าฉบับหนึ่ง ตระกูลได้ลงความเห็นพร้อมกันว่า ไม่อนุญาตให้ข้ายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลลูอีกต่อไป”
เชิงอรรถ
[1] ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาใช้ดินต้าน หมายถึง แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น