บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 92 ลาก่อน เจ้าโจรหน้าด้าน
บทที่ 92 ลาก่อน เจ้าโจรหน้าด้าน
ก่อนความตาย หลัวอวินเจิงเบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจตะลึง
ฝ่ามือนี้ สามารถกดข่มเขาซึ่งเป็นปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์จนไมอาจขยับเขยื้อนได้เลย!
จะต้องเป็นพลังบำเพ็ญระดับใด จึงจะทำได้ถึงขั้นนี้?
เสียงเอียดดังขึ้น ประตูใหญ่ของที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลูถูกเปิดออกจากด้านใน
ฉินอูซางมองผ่านประตูไปยังบุรุษร่างใหญ่ชุดหนังสัตวที่อยู่ตรงนั้น
“ขออภัย กำลังปล้นอยู่ ไมได้รบกวนท่านกระมัง?”
บุรุษร่างใหญ่ในชุดหนังสัตวเกาศีรษะ เผยรอยยิ้มซื่อ ๆ แฝงด้วยความรู้สึกผิด ดูเกรงใจยิ่งนัก
ฉินอูซางชะงักไปครู่หนึ่ง ชายผู้นี้ช่างมีมารยาทเสียจริง
“ไม่รบกวน ท่านทำต่อไปเถิด ข้าจะทำเหมือนไม่เคยเห็นอะไรก็แล้วกัน”
ฉินอูซางก็มีมารยาทมากเช่นกัน เขาปิดประตูลงทันที
“คนผู้นี้น่าสนใจนัก พลังบำเพ็ญบนร่างของเขาถูกซ่อนด้วยพลังลึกลับบางอย่างไว้อย่างชัดเจน…”
บุรุษร่างใหญ่ในชุดหนังสัตวจ้องมองไปยังทิศทางของที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลูพลางลูบคางของตน “ดูเหมือนว่าครั้งนี้แม้ข้าจะไม่ลงมือ คนผู้นี้ก็ต้องตายอยู่ดี”
เขาก้มหนลมองศพของหลัวอวินเจิง แล้วโบกมือใหญ่ครั้งหนึ่ง
ร่างไร้วิญญาณกลายเป็นเถ้าถ่านฟุ้งกระจายในชั่วพริบตา
ขณะที่ของมีคาทั้งหมดยังคงถูกทิ้งไว้
“บัดซบ ล้วนแต่เป็นของที่ทิ้ง ดูไม่ได้และใช้ไมได้ทั้งนั้น” บุรุษร่างใหญ่ในชุดขนสัตว์หยิบของมีค่าเหล่านั้นขึ้นมา “แต่ช่วยไมได้ จำเป็นต้องแสดงความสามารถในการขูดเนื้อจากขายุง!”
ในชั่วพริบตา เงาร่างของบุรุษร่างใหญ่ในชุดขนสัตว์ก็หายวับไปจากที่นั้น
ภายในที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู ฉินอูซางขมวดคิว จมอยู่ในห้วงความคิด
บุรุษร่างใหญ่ที่มาปล้นชิงนั้น ใครกันเป็นผู้ว่าจางมา?
นอกประตูใหญ่ของตระกูลลู
บรรยากาศเงียบสงัด จนได้ยินเสียงเข็มตก
มีเพียงเสียงของชายชราสวมหมวกดำเท่านั้นที่ดังขึ้น “คุณหนูเชี่ยสุภาพเกินไปแล้ว”
ชายชราสวมหมวกดำกล่าวว่า “สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเราควรทำอยู่แล้ว”
เชี่ยหลิงชิวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็กล่าวว่า “ขอให้พวกท่านเดินทางราบรื่น”
ชายชราสวมหมวกดำยิ้มพลางพยักหน้า จากนั้นก็หันไปมองลูเยี่ย
“เป็นหนุ่มหล่อที่ไม่เลวเลยทีเดียว!”
ชายชราสวมหมวกดำหัวเราะพร้อมกล่าวชมเชยประโยคหนึ่ง แล้วหมุนตัวจากไป
ขณะก้าวเดิน ร่างของเขาก็หายไปในอากาศอย่างน่าประหลาด โดยไม่เหลือร่องรอยใด ๆ ไว้เลย
ลูเยี่ยงงงันไปหมด ข้ารูว่าตัวเองหน้าตาไม่เลว แต่ท่านชมตรงไปตรงมาเกินไป นี่มันตื้นเขินเกินไปหรือไม่?
เทียบกับคำชมอาจารย์แล้วช่างแตกต่าง! พอเปรียบเทียบกันดูแล้ว ปากน้อย ๆ ของอาจารย์ราวกับทาน้ำผึ้งไว้ ช่างหวานอะไรเช่นนั้น!
แม้ว่าชายชราในอาภรณ์ดำจะจากไปแล้ว แต่บรรยากาศในบริเวณใกล้เคียงยังคงกดดันอย่างมาก ผู้คนต่างตกตะลึงและสับสน และไมอาจสงบใจได้เป็นเวลานาน
การสังหารหมู่ครั้งนี้ที่ตระกูลเวยเป็นผู้ริเริ่ม เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และจบลงอย่างกะทันหันเช่นกัน
ไม่มีใครคาดคิดว่าเชี่ยหลิงชิวแทบไม่ต้องลงมือเลย ด้วยซ้ำ แต่เวยชางเจียกับโมซิงโจวก็ตายแล้ว ถูกบีบจนระเบิดราวกับมดปลวก!
คนชราในอาภรณ์ดำผู้นั้นเป็นใคร? และมีพลังบำเพ็ญที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด?
“จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว! ครั้งนี้ข้าต้องเดือดร้อนไปด้วยอย่างแน่นอน…”
หลัวหงหมดอาลัยตายอยาก ราวกับสูญสิ้นเรี่ยวแรงทั้งหมด ร่างทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง อยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา
วันนี้ เขาตั้งใจมาทำลายตระกูลลูให้ราบคาบด้วยความตื่นเต้น แต่ใครเลาจะคิดว่า จะมีการพลิกผันเช่นนี้?
เหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งกรมโหรหลวงที่อยู่ในที่นี้ผุ้อื่น สีหน้าซีดเผือดราวกับสูญเสียบิดามารดา
จบสิ้นแล้วแน ๆ หากตระกูลเวยโกรธขึ้นมา พวกเขากลุ่มคนเล็ก ๆ เหล่านี้ย่อมต้องถูกสอบสวนอย่างแน่นอน!
ลูเยี่ยไมได้สนใจเรื่องเหล่านี้
เขามองดูเชี่ยหลิงชิว “ท่านแม่ทัพ เมื่อครู่นี้…”
เชี่ยหลิงซิวกวาดสายตามองไปรอบ ๆ “มีสายตามากมายจับจ้องมาที่นี่ กลับไปแล้วค่อยคุยกัน”
ลูเยี่ยรู้สึกหวาดหวั่นในใจ พยักหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวกับลูเชียวว่า “พี่ใหญ่ รบกวนท่านไปปลอบโยนคนในตระกูลด้วย”
ลูเชียวตอบ “มอบให้ข้าเถิด”
ภัยพิบัติใหญ่หลวงที่มุ่งเป้าไปที่ตระกูลลูในวันนี้ สุดท้ายก็เป็นเพียงความตื่นตระหนกที่ไร้สาระ นี้นับเป็นเรื่องที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
“ดูเหมือนว่า…พวกเราไม่จำเป็นต้องสู้ตายอีกต่อไปแล้ว” หยวนคุนพึมพำ
ความโศกเศร้าและความยินดีอันยิ่งใหญ่ในชีวิตนี้ ช่างกระตุ้นความรู้สึกมากเกินไป จนทำให้เขารู้สึกราวกับว่าได้ผ่านช่วงชีวิตหนึ่งไปแล้ว
ทั้งผู้คนในตระกูลตระกูลลูล้วนเตรียมพร้อมที่จะตายมานานแล้ว เมื่อได้รู้ว่าวิกฤตได้คลี่คลายลงแล้ว ทุกคนต่างรู้สึกราวกับได้รอดชีวิตจากเคราะห์กรรม หลายคนถึงกับร้องไห้ด้วยความดีใจ
“เมืองเทียนเหอนี้นับวันยิ่งประหลาดมากขึ้น วันนี้ถึงกับมีมังกรข้ามแม่น้ำถึงสองตัวบุกเข้ามา…”
ที่ประตูใหญ่สำนักศึกษาเทียนเหอ เหลาเกานั่งยอง ๆ บนพื้น สูบกล้องยาสูบเสียงดัง ดวงตาขุ่นมัวของเขาเต็มไปด้วยประกายแปลกประหลาด
“แต่ว่า พวกเขาดูเหมือนไมได้มาเพื่อที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู ซึ่งหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ที่จะจมลงในหลุมโคลนไปได้”
ทันใดนั้น เหลาเกาก็ตกตะลึง “ช่างประหลาดจริงๆ เจ้าหนุ่มแซ่ลูนั่นเชิญคนมาชวยจากที่ไหนกันนะ?”
เหลาเกาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน เหมือนกำลังจะสำรวจตรวจสอบอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจยาว แล้วนั่งยอง ๆ ลงที่เดิมด้วยท่าทางเหงาหงอย
ยังไมถึงเวลา! ในเมืองนี้ แม้แต่พวก ‘มังกรวารี’ ที่ซ่อนตัวมานานหลายปียังอดทนไม่โผล่หัวออกมา ตัวเขาเองจะต้องออกมาทำไมกัน
ภายในห้องโถงใหญ่ของตระกูลลู
“ข้าเคยสัญญาไว้ว่าจะไม่เปิดเผยเรื่องใด ๆ”
ก่อนที่ลูเยี่ยจะถามอะไร เชี่ยหลิงชิวก็กล่าวว่า “แต่ข้าคิดว่าเจ้าคงคาดเดาบางอย่างออกมาบ้างแล้ว”
ลูเยี่ยกวาดสายตาช้า ๆ ไปทั่วห้องโถงใหญ่ในที่สุดก็พยักหน้า “ข้าคาดเดาได้แล้ว แต่เหตุใดนางถึง…”
เชี่ยหลิงชิวมองด้วยแววตาอ่อนโยน “นางมีนิสัยดื้อรั้น อีกทั้งในใจก็เกลียดเจ้ามาก จึงย่อมไม่อยากให้เจ้ารู้ และสิ่งที่สำคัญที่สุด นางไม่ต้องการให้เจ้าต้องซาบซึ้งในบุญคุณของนาง”
ลูเยี่ยถอนหายใจ “เกลียดข้าแต่ยังช่วยเหลือข้า ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้ายอมให้นางเกลียดข้ามากกว่านี้อีกหน่อยก็ได้”
เชี่ยหลิงชิวจ้องมองลูเยี่ยอย่างดุดัน “ได้รับประโยชน์แล้วยังจะทำตัวเหลวไหล!”
ลูเยี่ยหัวเราะพลางกล่าวว่า “ข้าเพียงแต่เสียดายที่มีขาใหญ่อยู่ตรงหน้า แต่ข้ากลับไมได้กอดไว้ให้แน่น พอนึกถึงก็รู้สึกเจ็บใจนัก”
เชี่ยหลิงชิวอดยิ้มออกมาไมได้
ลูเยี่ยเก็บรอยยิ้ม กล่าวอย่างจริงจัง “งั้น…ข้าจะได้พบกับนางอีกหรือไม่?”
เชี่ยหลิงชิวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ตอบว่า “ยากมาก”
ลูเยี่ยกลับมองโลกในแง่ดี กล่าวว่า “ในใต้หล้านี้ไม่มีสิ่งใดยาก เพียงแต่กลัวว่าไม่มีผู้ลงมือทำ ข้าเชื่อว่าไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะสามารถกอดขาใหญ่ของนางได้อีกครั้ง เพื่อรักษาโรคกระเพาะของข้าให้หายดี”
เชี่ยหลิงชิวอึ้งไป “โรคกระเพาะหรือ?”
ลูเยี่ยพูดมุกเก่าซ้ำอีกครั้ง “หมอบอกว่าข้ามีปัญหาเรื่องกระเพาะตั้งแต่เด็ก ชาตินี้ได้แต่กินข้าวอ่อน (พึ่งพาผู้อื่น)”
เชี่ยหลิงชิว “……”
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เชี่ยหลิงชิวจึงเอ่ยว่า “เจ้าวางใจได้ ตราบใดที่เจ้าไม่ไปยั่วโมโหตระกูลเวย ในอนาคตตระกูลเวยจะไม่กล้าโจมตีตระกูลลูอีก”
หัวใจของลูเยี่ยสั่นสะเทือน เขาตกตะลึง
เวยเทียนหลาน เวยชางเจีย โมซิงโจว… เท่าที่ลูเยี่ยรู้ ตระกูลเวยสูญเสียชีวิตปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ไปถึงสามคน!
หลังจากได้รับความเสียหายอย่างหนักถึงเพียงนี้ ในฐานะตระกูลเวยที่เป็นหนึ่งในตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดิน จะสามารถอดกลั้นได้อย่างนั้นหรือ?
เด็กสาวโง่เขลาที่มีนิสัยหยิ่งทะนงผู้นั้น นางต้องจ่ายราคาเช่นไรกันแน่ ถึงได้ทำถึงขั้นนี้?
“เจ้าอย่าคิดมาก นางไม่ต้องการให้เจ้ารู้ ก็เพราะไม่ต้องการให้เจ้าติดค้างบุญคุณผู้อื่น” เชี่ยหลิงชิวกำชับ
ลูเยี่ยเม้มปากและค่อย ๆ พยักหน้าหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เพียงแต่ในใจของลูเยี่ยได้จดจำบุญคุณนี้ไว้แล้ว
ณ ประตูเมือง
เจ้าเมืองเทียนปอฉง ท่านเจ้าสำนักเซวียไปซงแห่งสำนักศึกษาเทียนเหอ หลีหยวนชงประมุขตระกูลหลี ฟางหงถูประมุขตระกูลฟาง และบรรดาผู้มีตำแหน่งใต้เท้าทั้งหลาย ล้วนรออยู่ที่นั้นเพื่อต้อนรับอย่างนอบน้อมแล้ว
พวกเขาได้รับข่าวเมื่อวานว่า วันนี้จะมีใต้เท้าจากกรมโหรหลวงแห่งเมืองหลวงเดินทางมา ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เช้าตรู่พวกเขาจึงมารวมตัวกันอยู่ที่ประตูเมืองล่วงหน้า
“ทุกท่านทราบหรือไม่ว่า ท่านใต้เท้าที่จะมาในครั้งนี้คือผู้ใดกันแน่”
“ยังต้องเดาอีกหรือ แน่นอนว่าต้องเป็นใต้เท้าจากตระกูลเวย!”
“ในครั้งนี้ ฉินอูซางและเชี่ยหลิงชิวก็คงปกปองตระกูลลูไมได้อีกต่อไป! พวกเราในที่สุดก็จะได้ถอนหายใจโล่งอกเสียที”
ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นคาดหวัง
พวกเขารอแล้วรอเล่า กระนั้นก็ยังไม่เห็นผู้คนจากกรมโหรหลวงแห่งเมืองหลวงมาถึง ในใจทุกคนต่างเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจแล้ว
แม้แต่เทียนปอฉงก็อดทนไม่ไหวแล้ว “นานขนาดนี้แล้ว ทำไมยังไม่มาสักที”
เซวียไปซงปลอบประโลมว่า “ท่านใต้เท้ามักจะมาถึงช้าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้!”
“พวกหัวทึบทั้งหลาย ต่อให้พวกเจ้าจะรอจนแก่ตายก็ไม่มีวันได้พบแล้ว!”
ทันใดนั้น เสียงที่ไพเราะและชัดเจนก็ดังขึ้น ทุกคนหันศีรษะไปมอง
เห็นเพียงรถม้าสีดำคันหนึ่งกำลังแล่นเข้าสู่ประตูเมือง หญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงามโดดเด่นผู้อื่น เปิดม่านรถม้าออก เผยรอยยิ้มอันสดใสมาทางพวกเขา
ผู้ที่ขับรถม้าคือชายชราสวมหมวกดำ ผู้ที่ตามหลังรถม้ามาคือบุรุษร่างใหญ่ในชุดขนสัตว์
เมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาว ชายชราสวมหมวกดำก็กล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยนว่า “คุณหนูพูดถูกต้องแล้ว” บุรุษร่างใหญ่ในชุดขนสัตว์เผยรอยยิ้มซื่อ ๆ “ตราบใดที่คุณหนูพูด ย่อมถูกต้องเสมอ!”
“เอาแต่ประจบสอพลอ น่ารำคาญ!”
หญิงสาวนึกถึงอะไรบางอย่าง รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็เลือนหายไป ดวงตางดงามของนางมองไปที่ข้อมือของตน มีสร้อยข้อมือสีทองสว่างพันอยู่รอบข้อมือขาวหิมะ ทำจากเถาวัลย์ของปีศาจเถาวัลย์ใยแมงมุม ถักทอเป็นลวดลายดอกไม้และเมฆขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าว
สร้อยข้อมือนีไมนับว่าเป็นวัตถุล้ำค่าอะไร แต่เมื่อเห็นสิ่งนี้ แววตาของหญิงสาวค่อย ๆ หม่นหมองลง
ต่อจากนี้ คงยากที่จะได้พบกับโจรหน้าด้านผู้นั้นอีกแล้ว