บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 93 ดาบเล่มนี้มีนามว่า 'เพลิงโลหิตฉางคง'
บทที่ 93 ดาบเล่มนี้มีนามว่า ‘เพลิงโลหิตฉางคง’
นัวนัวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็ถอดสร้อยข้อมืออย่างระมัดระวังแล้วเก็บไว้กับตัว หากสวมไว้ที่ข้อมือแล้วเกิดทำหายไป ก็จะไม่มีอีกแล้ว
“เฮ้อ ไม่รู้ว่าครั้งนี้กลับบ้านไป ท่านแม่จะบังคับให้ข้าไปฝึกฝนที่บ้านท่านอาอีกหรือไม”
หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
เมื่อได้ยินหญิงสาวพูดถึง ‘ท่านอา’ ชายชราสวมหมวกดำที่กำลังขับรถม้าก็มือสั่นเล็กน้อย ชายร่างใหญ่ในชุดขนสัตว์ที่ตามหลังรถม้ามาก็แข็งทื่อไปทั้งตัว
ในห้วงความคิดของคนทั้งสอง ต่างก็ปรากฏภาพความทรงจำอันเจ็บปวดที่ไม่ฉาจหวนคิดถึง
“ตราบใดที่ไม่ได้บังคับให้ข้าแต่งงาน การไปเที่ยวเล่นที่บ้านท่านอาก็ไม่เป็นไร เขานอกจากกลัวท่านแม่ของข้าแล้วก็มีแต่กลัวข้าเท่านั้น…” หญิงสาวหัวเราะคิกคัก
เพียงแต่ เมื่อรถม้าออกจากเมืองเทียนเหอ หัวใจของหญิงสาวกลับรู้สึกว่างเปล่า รู้สึกเหมือนได้สูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป ดังนั้น ตลอดการเดินทางต่อจากนั้น หญิงสาวผู้มีอุปนิสัยร่าเริงสดใสก็เงียบไปตลอดทาง
ที่ประตูเมือง
“หากนางไม่ใช่ศิษย์ของเชี่ยหลิงชิว แล้วยังกล้าด่าพวกเราว่าเป็นพวกหัวทึบเช่นนั้น ข้าจะไม่ปล่อยนางไว้แน่” หลีหยวนชงแค่นเสียงเย็นชาขณะมองรถม้าสีดำคันนั้นเคลื่อนห่างออกไป
เซวียไปซงหัวเราะพลางกล่าวว่า “ตระกูลลูกำลังเผชิญหายนะใหญ่ แม้แต่ศิษย์เชี่ยหลิงชิวก็ยังถอนตัวล่วงหน้า ดูเหมือนว่าเชี่ยหลิงชิวเองก็ตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์แล้ว!”
ทุกคนมีจิตใจฮึกเหิมขึ้น ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นคาดหวังมากขึ้นไปอีก ส่วนประโยคที่นัวนัวพูดเมื่อครู่นั้น ไม่มีใครสนใจแม้แต่น้อย
“คราวนี้ หากพวกเราคว้าโอกาสได้ อาจจะสามารถปีนป่ายขึ้นไปบนกิ่งก้านสูงของตระกูลเวย ซึ่งเป็นตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดินได้!”
เทียนปอฉงเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหันว่า “รอให้ท่านใต้เท้าตระกูลเวยเดินทางมาถึง พวกเราจะไปตระกูลลูด้วยกัน!”
“เช่นนี้ดียิ่งนัก!” เหล่าใต้เท้าทั้งหลายรู้สึกกระหายใคร่จะลงมือ หากตระกูลลูล่มสลาย การฮุบเอาทรัพย์สินของตระกูลลูก็เท่ากับงานเลี้ยงที่กำลังจะเริ่มสำหรับพวกเขา!
“ท่านใต้เท้า! ไมดีแล้ว ท่านใต้เท้าแห่งตระกูลเวยสิ้นใจแล้ว!”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวดังมาแต่ไกล เทียนปอฉง เซวียไปซง และคนอื่น ๆ ต่างรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า
อะไรนะ? พวกเขาทุกคนต่างรออยู่ที่ประตูเมือง แล้วเหตุใดท่านใต้เท้าแห่งตระกูลเวยถึงได้สิ้นใจไปแล้ว?
ในวันนั้น การตายของเวยชางเจียและโมซิงโจวสองปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ก่อให้เกิดความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งเมืองเทียนเหอ เสียงอื้ออึงดังขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ
“ในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิที่เขาไปเยียน มีปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ตายไปสองคน แล้ววันนี้ในเมืองก็มีอีกสองคนที่ตาย! ตระกูลลูนี้ช่างน่าขนลุกเกินไปแล้วกระมัง?”
“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การตายของปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์เพียงหนึ่งคนก็นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งใต้หล้าแล้ว แต่ตอนนี้กลับดีเสียอีก การตายของปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์สี่คนติดต่อกัน ล้วนเกี่ยวข้องกับเมืองเทียนเหอของพวกเรา!”
“ให้ตายสิ! เมืองเทียนเหอกลายเป็นสุสานของปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ไปแล้ว!”
ทั่วเมืองเทียนเหอกำลังเกิดความโกลาหล ทุกซอกทุกมุมถนนต่างพากันสนทนาเรื่องนี้ จริง ๆ แล้วมันช่างเป็นเรื่อง ‘สดใหม่’ เหลือเกิน ในสิบสี่เมืองใหญ่ทั้งหมดของต้าเฉียน เมืองเทียนเหอที่ตั้งอยู่ในเขตแดนชางโจวเป็นเพียงเมืองหนึ่งในหลาย ๆ เมืองเท่านั้น ไมได้มีอะไรโดดเด่นเลย แต่ระยะหลังมานี้ กลับมีปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ล้มตายไปหลายคนติดต่อกัน นับเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างแท้จริง!
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดก็คือ ความตายของเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์เหล่านั้น แทบทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับตระกูลลู!
“ในสงครามที่ด้านเทียนหลาง ผู้อาวุโสของตระกูลลูล้วนตายสิ้น เดิมทีคิดว่าตระกูลลูคงจะล่มสลาย แต่ใครเลยจะคิดว่า จะเกิดเรื่องประหลาดเช่นนี้ขึ้นได้!”
“ก็ลูเยียนั่นแหละที่เก่งกาจ นับตั้งแต่เขาฟื้นจากการหลับใหล ตระกูลลูก็เปลี่ยนไปแล้ว!”
ผู้คนต่างรู้สึกทอดถอนใจ มุมมองที่มีต่อตระกูลลูล้วนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
“ตระกูลเวยประสบความสูญเสียครั้งใหญ่ จะเป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขาจะยอมแพ้เพียงเท่านี้” เทียนปอฉงกัดฟันกรอด “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าตระกูลเวยจะอดทนได้!”
เซวียไปซง หลีหยวนชง ฟางหงถู และคนอื่น ๆ ก็ไม่เชื่อเช่นกัน จนถึงตอนนี้ พวกเขาทั้งหมดต่างโกรธจนหน้ามืด แผนการของพวกเขาล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้ในใจพวกเขาอัดอั้นที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือ พวกเขาทุกคนต่างรู้ดีว่า หากปล่อยให้ตระกูลลูยืนหยัดได้อย่างมั่นคง พวกเขาทุกคนจะถูกคิดบัญชี! นี้คือสิ่งที่พวกเขาไมอาจทนรับได้
ฟางหงถูถึงกับประกาศกร้าวว่า “หากตระกูลเวยสามารถอดกลั้นได้ คราวนี้ข้าขอสาบานว่าจะกินอุจจาระฆ่าตัวตาย” คำพูดประโยคนี้ไม่รู้ว่าใครเป็นคนนำไปเผยแพร่ จนทำให้เกิดการวิพากษวิจารณ์มากมายในเมืองเทียนเหอ
“พูดจาว่าจะกินอุจจาระฆ่าตัวตายอีกแล้ว ฟางหงถูผู้นี้ช่างอยากอาหารจริงๆ” ลูเยี่ยหัวเราะขึ้นมา เขากำลังพูดคุยกับพี่ใหญ่ลูเชียว
“ก็แค่โกรธจนเสียสติเท่านั้น” ลูเชียวก็หัวเราะเช่นกัน “สิ่งที่ข้าแปลกใจก็คือตระกูลพานกลับไมได้ฉวยโอกาสนี้ลงมือ”
ลูเยี่ยกล่าวว่า “ตระกูลพานสูญเสียพานโซวหูไปหนึ่งคน พวกเขาย่อมไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่นอน แต่หลังจากเหตุการณ์ในวันนี้ ข้าเชื่อว่าตระกูลพานคงไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยไม่ไตร่ตรองอีก”
ลูเชียวพยักหน้า ตระกูลพานไมได้หูหนวก หากรู้ข่าวการตายของเวยชางเจียและโมซิงโจวรวมถึงคนอื่น ๆ พวกเขาย่อมต้องระแวดระวัง
ทว่าเห็นลูเยี่ยกล่าวต่อว่า “หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ตระกูลเวยคงไม่กล้าก่อเรื่องวุ่นวายอีกในระยะเวลาอันใกล้นี้” ขณะพูด ลูเยี่ยก็หยิบถุงเก็บของออกมาใบหนึ่ง แล้วส่งให้ลูเชียว ภายในถุงเก็บของมีหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งล้านก้อน ลูเยี่ยตั้งใจจะเก็บทั้งหมดไว้ในคลังเพื่อให้สมาชิกตระกูลได้ใช้
“น่าเสียดายที่เวยชางเจียและโมซิงโจวล้วนเป็นคนยากจนข้นแค้น นอกจากวัตถุล้ำค่าสองสามชิ้นกับโอสถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บแล้ว กลับไม่มีทรัพย์สินเงินทองอะไรเลย” ลูเยี่ยบ่นเล็กน้อย
ลูเชียวหัวเราะ “วัตถุล้ำค่าสองสามชิ้นเหล่านั้นล้วนเป็นสมบัติวิเศษระดับหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น ตระกูลลูของพวกเราก็เคยมีเหมือนกัน แต่น่าเสียดาย…” รอยยิ้มบนใบหน้าของลูเชียวหายไป เขานึกถึงเหล่าผู้อาวุโสที่เสียชีวิตในสงครามที่นอกด่านเทียนหลาง
“พี่ใหญ่ เรื่องราวในอดีตก็ผ่านไปแล้ว พวกเราต้องมองไปข้างหน้า” ลูเยี่ยปลอบใจว่า “ขอเพียงทุกคนในตระกูลลูมีชีวิตที่ดี ท่านปู่และคนอื่น ๆ หากรู้เรื่องนี้จากปรโลก ก็จะรู้สึกยินดีเช่นกัน!”
ลูเชียวตอบรับเบา ๆ แล้วถามขึ้นอย่างกะทันหัน “พวกน้องซิวกับพานอวินเฟ็งจัดการอย่างไร?” พี่น้องคู่นี้ถูกคุมขังอยู่ในคุกใต้ดินของตระกูลลูมาตลอด
ลูเยี่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “รอไว้ค่อยว่ากันตอนที่จัดการตระกูลพานเถอะ”
หลังจากส่งลูเชียวกลับไป ลูเยี่ยนั่งอยู่คนเดียวครู่หนึ่ง แสงอัสดงส่องผ่านกรอบหน้าต่างเข้ามา สาดส่องบนร่างที่สูงสง่าของเด็กหนุ่ม บนใบหน้าขาวผ่องราวหยก ปรากฏความเศร้าเล็กน้อย
หากพี่ใหญ่ลูเชียวกำลังคิดถึงท่านปู่และคนอื่น ๆ แล้วเขาจะไม่คิดถึงได้อย่างไรกัน? ในไม่ช้า ลูเยี่ยก็ตัดความคิดคำนึง แล้วชักดาบยาวออกมาด้วยเสียงกังวาน
ดาบยาวดำสนิทราวกับหมึก ยาวสามฉื่อเก้าชุน กว้างสามชุน ตัวดาบทื่อและไม่มีประกาย เรียบง่ายไร้ความโอ่อ่า ที่ด้ามดาบ มีอักษรตัวเล็ก ๆ สี่ตัวสลักไว้ว่า ‘เพลิงโลหิตฉางคง!’
ดาบเล่มนี้เป็นดาบที่เจ้าเมืองจักรพรรดิแดงหลิวไป่เป็นผู้หลอมเองกับมือ และถูกลูเยี่ยนากลับมาจากสนามรบนอกอาณาเขต
ตัวดาบสีดำสนิทนั้น อันที่จริงแล้วทำจากกระดูกสันหลังของผู้ปกครองเทพมารที่ถูกเจียระไน อานุภาพของดาบเล่มนี้ถูกผนึกเอาไว้เนิ่นนานแล้ว หากดูจากรูปลักษณ์ภายนอก คนทั่วไปยากที่จะล่วงรู้ได้ว่านี้คือ ‘อาวุธเทพสังหารมาร’ ที่แท้จริง!
“ในเมืองเทียนเหอแห่งนี้มีมังกรวารีซุ่มซ่อนอยู่ไม่น้อย หากถูกพวกเขาล่วงรู้เรื่องดาบเล่มนี้ ก็คงจะไม่ดีนัก…” ลูเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะผนึกดาบเล่มนี้ที่มีชื่อว่า ‘เพลิงโลหิตฉางคง’ ไว้ ยามใดที่ไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย ไม่ควรนำมันออกมาใช้โดยง่าย อันที่จริง ด้วยพลังของเขาในตอนนี้ ก็ยากที่จะดึงพลังที่แท้จริงของดาบเล่มนี้ออกมา แต่ดาบยาวที่กรมปราบปรามศัตรูแจกจ่ายให้ก็มีพลังเพียงธรรมดา ไมอาจเทียบกับพลังปัจจุบันของลูเยี่ยได้เลย
“ในยามที่ว่างเช่นนี้ ข้าจะไปหลอมอาวุธที่ถนัดมือสักสองอย่าง” ลูเยี่ยตัดสินใจแล้ว
ด้านนอกสำนักศึกษาเทียนเหอ
“เจ้าหนู เหตุใดเจ้าจึงมาอีกแล้ว?” เหลาเกามองดูลูเยี่ยที่มาหาถึงประตู เขาก็รู้สึกไม่ดีในทันที เจ้าหนูคนนี้มาทีไร ย่อมไม่มีเรื่องดีแน่
ลูเยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “เหล่าเกา ท่านเปลี่ยนไปแล้ว แต่ก่อนท่านเรียกข้าว่าคุณชาย แต่ตอนนี้แม้แต่คำเรียกที่แสดงความเคารพก็ไม่มีแล้ว…”
เหลาเกาหัวเราะแห้ง ๆ “คุณชายบอกมาเถิดว่ามีเรื่องอะไร?”
“หลอมอาวุธ!” ลูเยี่ยกล่าวว่า “ข้าต้องการดาบหนึ่งเล่ม กระบี่หนึ่งเล่ม ข้ามีวัสดุอยู่แล้ว ท่านช่วยหาคนมาหลอมให้ข้าหน่อย”
เหลาเกาถามอย่างไม่เข้าใจ “ในเมืองมีโรงหลอมอาวุธมากมาย เหตุใดคุณชายไมลองไปหาดูเล่า”
ลูเยี่ยตบไปที่ไหล่ของเหลาเกา “ข้าไว้ใจท่านได้เพียงผู้เดียวเท่านั้น ดูว่าท่านจะให้เกียรติข้าหรือไม่!”
เหลาเกาขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเป็นทุกข์ เขาสงสัยอย่างยิ่งว่าลูเยี่ยคนนี้กำลังพยายามใช้มือของตนเพื่อขุดหา ‘มังกรวารี’ ที่ซ่อนอยู่ในเมืองออกมา!