บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 96 หัวคน
บทที่ 96 หัวคน
ห้องโถงใหญ่ตระกูลลู ลูเยี่ยและเชียงฉางจิงนั่งเคียงข้างกัน
ทั้งสองด้านมีคนตระกูลลูและผู้ติดตามของเชียงฉางจิงหนึ่งคนนั่งอยู่ ส่วนคนอื่น ๆ ที่ติดตามเชียงฉางจิงมาล้วนรออยู่ด้านนอกตระกูลลู
“สิ่งที่ข้าประทับใจที่สุดเกี่ยวกับลูเยี่ยก็คือขบวนแห่ ‘ประกาศเกียรติขุนนาง’ ที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงต้าเฉียนเมื่อสามปีก่อน”
เชียงฉางจิงมีวาทศิลป์ดีเยี่ยม กล่าวถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อสามปีก่อน
“ในฐานะผู้เป็นจวงหยวนด้านวิถียุทธที่อายุน้อยที่สุดในรอบเกือบสามร้อยปีของต้าเฉียน ในขณะนั้นลูเยี่ยอายุเพียงสิบสี่ปี สวมอาภรณ์สีแดงสวมหมวกประดับดอกไม้จากวังหลวง ขี่ม้าพันธุ์ดี ขี่ผ่านถนนหลวงในเขตพระราชวัง รับการคารวะจากประชาชนนับหมื่น!”
นี่คือ ‘ประกาศเกียรติขุนนาง’ หรือที่เรียกว่า ‘ขบวนแห่จวงหยวน’
นี่เป็นงานเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประจำปีของต้าเฉียน สำนักเต๋าชั้นนำทั้งหลาย เชื้อพระวงศ์ ขุนนางตระกูลใหญ่ล้วนให้ความสนใจเรื่องนี้ และแสดงความปรารถนาดีล่วงหน้า หวังที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูเยี่ยหนุ่มน้อยผู้นี้
บรรยากาศเช่นนั้น สมกับคำว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในโลก!
จากคำบรรยายของเชียงฉางจิง ทุกคนต่างฟังอย่างหลงใหล หลายคนเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกว่าลูเยี่ยเคยมีประสบการณ์ที่สง่างามเช่นนี้มาก่อน
“องค์ชายสามกล่าวเกินไปแล้ว”
ลูเยี่ยยิ้มพลางถ่อมตัว
หลังจากทักทายกันอีกเล็กน้อย ในที่สุดเชียงฉางจิงก็เริ่มพูดถึงเรื่องสำคัญ
“ขันทีเผย เจ้าประกาศเถิด”
เชียงฉางจิงสั่งการ
เห็นชายชราในชุดผ้าฝ้ายที่นั่งอยู่ด้านขวามือลุกขึ้นช้า ๆ ประสานมือคารวะ
“น้อมรับพระบัญชา!”
เขาคือผู้ติดตามของเชียงฉางจิงนั่นเอง
“ท่านผู้อาวุโสสิบแปดคนของตระกูลลูสละชีพในสมรภูมินอกด่านเทียนหลาง พวกท่านสละชีพเพื่อบ้านเมือง!”
ชายชราในชุดผ้าฝ้ายเอ่ยขึ้น
“เพื่อเป็นการระลึกถึงความเสียสละของตระกูลลู องค์ชายสามได้เสด็จไปยังกรมตรวจการเสวียนจิ้งในเมืองหลวงด้วยพระองค์เอง เพื่อขอความช่วยเหลือให้แก่ตระกูลลูเพื่อปลอบประโลมดวงวิญญาณของวีรชนทั้งหลายแห่งตระกูลลู”
เสียงก้องกังวานไปทั่วห้องโถงใหญ่ ทุกคนจากตระกูลลูที่นั่งอยู่ในที่นี้ต่างก็รู้สึกซาบซึ้งใจ หลายคนถึงกับมีน้ำตาคลอเบ้า
ที่แท้ราชสำนักก็มิได้ลืมความเสียสละของตระกูลลูในศึกด่านเทียนหลาง!
“ขอประกาศว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้เลื่อนขั้นของตระกูลลูจากขั้นที่สี่ขึ้นเป็นขั้นที่สาม!”
“พระราชทานสายแร่หินวิญญาณระดับต่ำเก้าสาย”
“พระราชทานทองคำบริสุทธิ์หนึ่งแสน และไขมุกวิญญาณสิบถัง!”
“พระราชทาน…”
เพียงแค่พระราชทานรางวัลเท่านั้น ก็มีมากถึงกว่าสิบอย่าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นับจากวันนี้เป็นต้นไป ตระกูลลูจะกลายเป็นหนึ่งในตระกูลชั้นสูงสามระดับบน!
ต้องรู้ไว้ว่า อิทธิพลของตระกูลต่าง ๆ ในใต้ต้าเฉียนถูกแบ่งออกเป็นเก้าขั้น
ขั้นเก้าถึงเจ็ด คือสามระดับล่าง
ขั้นหกถึงสี่ คือสามระดับกลาง
ขั้นสามถึงหนึ่ง คือสามระดับบน!
ในอดีตนั้นตระกูลลูเพราะมีลู่ซิงอี้อยู่ จึงกลายเป็นตระกูลเดียวในเมืองเทียนเหอที่มีฐานะเป็น ‘ตระกูลขั้นสี่’ แม้แต่ในทั่วทั้งชางโจวก็ยังหาได้ยาก
แต่หากต้องการก้าวไปอีกขั้น กลับยากยิ่งกว่าการปีนขึ้นสวรรค์ เพราะเมื่อเทียบกับตระกูลอื่น ๆ แล้ว รากฐานของตระกูลลูยังคงด้อยกว่ามากนัก ในระยะเวลาอันสั้นจึงไม่มีทางที่จะเลื่อนขั้นได้
แต่บัดนี้ ด้วยรางวัลตอบแทนจากองค์ชายสาม ทำให้ตระกูลลูได้เลื่อนขึ้นหนึ่งขั้นโดยตรง ใครเล่าจะไม่รู้สึกสะเทือนใจ?
แม้แต่ลูเยี่ยยังรู้สึกประหลาดใจ จึงอดไม่ได้ที่จะมองเชียงฉางจิงเป็นพิเศษอีกครั้ง
คนผู้นี้แสดงความหวังดีเช่นนี้ แท้จริงแล้วเพื่อเหตุใดกัน?
แล้วก็เห็นชายชราในชุดผ้าฝ้ายที่ถูกเรียกว่า ‘ขันทีเผย’ กล่าวต่อไปว่า
“นับจากวันนี้เป็นต้นไป ขอแต่งตั้งลูเยี่ยเป็นผู้บัญชาการฝ่ายซ้ายอาภรณ์สีเงินแห่งกรมตรวจการเสวียนจิ้ง! พระราชทานเกราะซิงหลินหนึ่งชุด และโอสถวิเศษหยกม่วงหนึ่งขวด…”
นี่คือรางวัลที่มอบให้แก่ลูเยี่ย นอกจากจะได้รับการเลื่อนขั้นตำแหน่งหนึ่งขั้นแล้ว ยังได้รับรางวัลอีกกว่าสิบชนิด
ทุกคนที่ฟังอยู่รู้สึกตื่นเต้น รางวัลเช่นนี้ถือเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง! ในชั่วขณะนั้น สายตาที่สมาชิกตระกูลลูมองไปยังองค์ชายสามก็เปลี่ยนไป
ใครเลยจะคิดว่า เชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ท่านนี้จะเสด็จมาด้วยพระองค์เอง และพระราชทานรางวัลแก่ตระกูลลูมากมายเช่นนี้?
ลูเยี่ยลุกขึ้นทันทีแล้วกล่าวว่า
“ไม่มีผลงานก็ไม่ควรรับรางวัล ขอองค์ชายโปรดเรียกคืนพระบัญชาเถิด!”
เชียงฉางจิงยิ้มพลางส่ายหน้า
“ทั้งหมดนี้มอบให้เจ้าและตระกูลลู อีกทั้งกรมตรวจการเสวียนจิ้งและกรมปราบปีศาจก็ได้รับรองแล้ว จะให้เรียกกลับได้อย่างไร?”
เมื่อกล่าวจบ เชียงฉางจิงก็ลุกขึ้นยืน
“ข้าได้ยินว่าช่วงนี้ตระกูลลูประสบภัยพิบัติมากมาย ทำให้ข้าก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง”
เขากวาดตามองผู้คนในห้องโถงใหญ่ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ทุกท่านวางใจได้ ข้าเชียงฉางจิงรับรองว่าจะต้องคืนความสงบสุขให้แก่ตระกูลลูอย่างแน่นอน!”
เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วห้องโถงใหญ่ สมาชิกตระกูลลูบางคนตื่นเต้นจนอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงโห่ร้อง
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตระกูลลูประสบกับปัญหาทั้งภายในและภายนอกอย่างแท้จริง ถูกพายุโหมกระหน่ำ ทำให้สมาชิกทั่วทั้งตระกูลต่างต้องทนทุกข์ทรมาน
บัดนี้มีองค์ชายสามให้การรับรอง พวกสมาชิกตระกูลเหล่านั้นจึงไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้
ลูเชียวอดไม่ได้ที่จะมองไปที่ลูเยี่ยแวบหนึ่ง ราวกับกำลังบอกว่า การกระทำทั้งหมดขององค์ชายสามนี้ เป็นเรื่องที่ดีสำหรับตระกูลลูจริง ๆ หรือ?
ลูเยี่ยส่งเสียงกระแสจิตกล่าวว่า
“พี่ใหญ่ ท่านไม่ต้องกังวลไป ข้าเข้าใจเรื่องนี้ดี”
ลูเชียวจึงเพิ่งวางใจลง
“ลูเยี่ย ก่อนที่ข้าจะมา ข้าได้จัดการให้คนเตรียมงานเลี้ยงไว้ที่ ‘หอไคว้ยื่อ’ แล้ว”
เชียงฉางจิงเชื้อเชิญพร้อมรอยยิ้ม
“แขกหลายท่านต่างรอคอยอยู่ก่อนแล้ว พวกเราไปด้วยกันเถิด”
ลูเยี่ยชะงักไป ยังต้องไปร่วมงานเลี้ยงอีกหรือ?
ขันทีเผยยิ้มกล่าว
“คุณชายลู องค์ชายสามเสด็จมาเชิญท่านโดยเฉพาะเลยนะขอรับ”
ลูเยี่ยยิ้มและกล่าวว่า
“ได้สิ ขอน้อมรับด้วยความเคารพ”
หอสุราที่สูงสุดในเมืองเทียนเหอ เมื่อยืนอยู่บนยอดหอก็จะสามารถมองเห็นเมืองได้เกือบทั้งหมด
บัดนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว ท้องฟ้ามีดวงดาวส่องแสงระยิบระยับ
ห้องโถงชั้นบนสุดของหอไคว้ยื่อสว่างไสวไปด้วยโคมไฟ บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยอาหารรสเลิศหายากหลายชนิด สาวใช้สวยงามเดินไปมาคอยรินชาเติมน้ำ
แต่เนื่องจากเจ้าภาพยังมาไม่ถึง งานเลี้ยงจึงไม่สามารถเริ่มได้ แขกเหรื่อที่มาร่วมงานแล้วได้แต่รอคอยอย่างอดทน
เมื่อลูเยี่ยและองค์ชายสามเชียงฉางจิงมาถึง ลูเยี่ยก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
มีเจ้าเมืองเทียนปอฉง ท่านเจ้าสำนักเซวียไปซงแห่งสำนักศึกษาเทียนเหอ หลีหยวนชงประมุขตระกูลหลี ฟางหงถูประมุขตระกูลฟาง จวนที่ว่าการกรมโหรหลวง ผู้ดูแลหลัวหง และคนอื่น ๆ ต่างอยู่ที่นั่นด้วยกันทั้งหมด
“พวกเราขอคารวะองค์ชายสาม!”
เทียนปอฉงและคนอื่น ๆ ต่างพากันแสดงความเคารพ ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความนอบน้อม
“ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับพิธีการมากนัก นั่งลงกันเถิด”
องค์ชายสามเชียงฉางจิงรับสั่งพร้อมรอยยิ้ม
“ลูเยี่ย เจ้ามานั่งข้างข้า!”
แต่ลูเยี่ยกลับไม่ได้นั่งลง เขามองไปที่เชียงฉางจิง
“องค์ชายสามจะไม่รู้หรอกหรือว่าข้ามีความแค้นกับคนเหล่านี้?”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา บรรยากาศในห้องโถงใหญ่ก็พลันเงียบลงอย่างรวดเร็ว หลายคนรู้สึกตกใจ ไม่คิดว่าลูเยี่ยจะกล้าไม่สุภาพกับองค์ชายสามเช่นนี้
เซวียไปซงตวาดขึ้น
“บังอาจ! ลูเยี่ย เจ้าพูดกับองค์ชายสามเช่นนั้นได้อย่างไร?”
เทียนปอฉงกล่าวเสียงทุ่มต่ำ
“ลูเยี่ย ไม่พูดถึงความแค้นส่วนตัวของพวกเราเลย คืนนี้เป็นงานเลี้ยงที่องค์ชายสามจัดเตรียมด้วยตนเอง เจ้าอย่าได้ทำลายความสุขขององค์ชายเลย!”
ลูเยี่ยไม่สนใจพวกเขา เพียงแตมองเชียงฉางจิงเท่านั้น
แต่กลับเห็นเชียงฉางจิงหัวเราะอย่างสดใสพลางกล่าวว่า
“ลูเยี่ย เจ้านี่ช่างเป็นคนที่ทนไม่ได้แม้จะมีผงเข้าตา แต่นิสัยแบบนี้ข้าชอบ!”
กล่าวจบ เขาก็ชี้ไปที่อาหารเลิศรสบนโต๊ะ
“จุดประสงค์ที่ข้าจัดงานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การกินดื่ม แต่เพื่อมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เจ้าอีกชิ้นหนึ่ง!”
ลูเยี่ยกล่าว
“ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ อะไร”
ทันทีที่คำพูดนี้ดังขึ้น ก็เห็นขันทีเผยที่ติดตามเชียงฉางจิงมาตลอดก้าวออกมาอย่างฉับพลัน
ชายชราในชุดผ้าฝ้ายผู้นี้สะบัดแขนเสื้อทั้งสองข้าง แสงประกายเย็นวาบพุ่งออกมาเป็นสาย
ในชั่วขณะต่อมา ศีรษะของเทียนปอฉง เซวียไปซง หลีหยวนชง ฟางหงถู และคนอื่น ๆ ร่วงลงจากลำคอพร้อมกัน
เลือดสดจากรอยขาดที่คอพุ่งออกมาราวกับน้ำพุ กระเซ็นลงบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรส เลือดสีแดงสดและร้อนระอุ ช่างแสบตายิ่งนัก เหมือนดังภาพอาหารเลิศรสที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างฉับพลัน
ผลกระทบทางสายตาเช่นนี้ ทำให้บรรดาสาวใช้ที่อยู่ในที่นั้นตกใจจนสีหน้าซีดเผือด สมองว่างเปล่า
“นี่แหละคือของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ข้ามอบให้เจ้า!”
องค์ชายสามเชียงฉางจิงมองไปที่ลูเยี่ยแล้วกล่าวยิ้ม ๆ
“เจ้าคิดว่าเป็นอย่างไร?”
รอยยิ้มยังคงสดใสเหมือนเดิม แต่ภายใต้ฉากหลังของเลือดสีแดงสดที่เต็มพื้น กลับเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้ผู้คนขนลุก