บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 95 หนังสือสารภาพความผิด
บทที่ 95 หนังสือสารภาพความผิด
“เจ้าก็รู้ตัวว่าทำให้ท่านใต้เท้าไม่พอใจแล้วสินะ?” อีกาหัวขาวนึกประชดในใจ ช่างรู้จักตัวเองดีเสียจริง!
ใต้ต้นหมอนเก่าแก่ หญิงชราค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาจับจ้องมองราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ “ทำไมไดหรือ?”
น้ำเสียงของหญิงชรานั้นเชื่องช้าและอ่อนโยน
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณพลันรู้สึกใจเตนแรง นางตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยว่า “ได้!”
หญิงชราจึงเบนสายตากลับ “ข้าให้เจ้าเวลาหาวัน เพียงพอให้เจ้าได้เชิญลูเยี่ยมาเป็นแขกได้”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณยิ้มพลางพยักหน้า “ท่านยายวางใจได้เลยเจ้าค่ะ”
อีกาหัวขาวตะโกนเตือนเสียงดัง “จำไว้นะ ต้องเป็นการเชิญ! ไม่ใช่การข่มขู่หรือบีบบังคับ! ยิ่งไม่ใช่การลักพาตัว!”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณชะงักไปชั่วขณะ แท้จริงแล้วนางก็คิดเช่นนั้น หากว่าลูเยี่ยปฏิเสธ นางก็จะจับตัวมาเลย ไม่คาดคิดวากลับถูกอีกาหัวขาวเปิดโปงออกมาอย่างไม่เกรงใจเลย!
กระนั้นได้ยินหญิงชรากล่าวชื่นชม “อาจูพูดไม่ผิด การเชิญผู้คนมาเป็นแขก ย่อมต้องปฏิบัติต่อด้วยความจริงใจ”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณถอนหายใจในใจ นี่มันไม่ใช่การทำให้ตนเองลำบากหรอกหรือ? แต่สุดท้ายแล้ว ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณก็ยังตกลงรับปาก หลังจากที่ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณจากไป อีกาหัวขาวก็เอ่ยขึ้นทันทีว่า “ท่านยาย ท่านเชิญท่านใต้เท้ามาเป็นแขกแท้จริงแล้วต้องกการทำอะไรหรือ?”
หญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “แน่นอนว่าเพื่อไขข้อสงสัยให้เขาไปพร้อมกับ…”
“ไปพร้อมกับอะไรหรือ?” อีกาหัวขาวหูผึ่งขึ้น ใจร้อนไม่ฉาจทน
แต่หญิงชรากลับส่ายหน้า “เมื่อลูเยี่ยมาถึง เจ้าก็จะรู้เอง” อีกาหัวขาว “…”
เพียงผ่านไปแคหนึ่งวัน ข่าวใหญ่ก็แพร่สะพัดมาจากเมืองหลวง ประมุขของตระกูลเวยแห่งตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดินได้ออกมาประกาศ ‘หนังสือสารภาพความผิด’ ต่อสาธารณะด้วยตนเอง
เนื้อหาดังต่อไปนี้ ‘ความผิดทั้งปวงล้วนเกิดจากบุตรหลานของตระกูลเวยนามเวยซุน! การตายของเวยเทียนหลาน เวยชางเจีย โมซิงโจว และหลัวอวินเจิง ปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ทั้งสี่ล้วนเป็นการรับกรรมที่ตนก่อไว้ ความแค้นความอาฆาตทั้งปวง จะไม่มีการสะสางอีกต่อไป! นับจากนี้เป็นต้นไป ตระกูลเวยทุกคนจะจดจำบทเรียนเลือดและน้ำตานี้ และจะแก้ไขปรับปรุงตนเองอย่างแน่นอน! ความตั้งใจในการแก้ไขตนของตระกูลเวยฟ้าดินรับรู้ และขอให้ผู้คนทั่วทั้งใต้หล้าเป็นพยานด้วย!’
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ก็สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ทั่วทั้งต้าเฉียน ทั่วทั้งสิบสี่แคว้นของต้าเฉียนต่างพากันตื่นตระหนก ในโลกแห่งการฝึกฝนทั่วทั้งแผ่นดินต้าเฉียนต่างพากันสั่นสะเทือน!
ในแผ่นดินต้าเฉียนมีตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดินอยู่แปดตระกูล ทั้งหมดล้วนเป็นผู้มีอำนาจระดับสูงสุด การที่พวกเขาสามารถใช้คำว่า ‘ผู้พิทักษ์แผ่นดิน’ เป็นตำแหน่ง ก็พอจะเห็นได้ว่าอำนาจและรากฐานของแปดตระกูลใหญ่นี้ช่างน่าหวาดหวั่นเพียงใด
ไม่ตากล่าวเกินจริง การเคลื่อนไหวทุกอย่างของแปดตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดินล้วนส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทั่วทั้งใต้หล้า
บัดนี้ ตระกูลเวยสูญเสียปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ไปถึงสี่คน แต่กลับไม่มีการแก้แค้น ซ้ำยังประกาศ ‘หนังสือสารภาพความผิด’ ต่อสาธารณชน เป็นที่คาดได้ว่า เหตุการณ์นี้สร้างความสั่นสะเทือนใหญ่หลวงเพียงใดต่อทั่วทั้งใต้หล้า!
เมื่อความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาทีละเรื่อง ชื่อของตระกูลลูแห่งเมืองเทียนเหอและลูเยี่ยก็แพร่กระจายไปทั่วแผ่นดิน
“ที่แท้ผู้ที่ทำให้ตระกูลเวยต้องเสียหายอย่างหนักคือตระกูลลูที่ลู่ซิงอี้สังกัดอยู่นั่นเอง!”
“ลูเยี่ย? คนนั้นที่เป็นจวงหยวนด้านวิถียุทธเมื่อสามปีก่อนหรือ?”
“ใช่ เขานั่นแหละ! บุตรกิเลนแห่งตระกูลลูที่ฝ่าบาททรงสรรเสริญด้วยพระโอษฐ์เอง!”
“แปลกจริง ตระกูลลูเมื่อเทียบกับตระกูลเวยก็เหมือนความแตกต่างระหว่างตั๊กแตนกับราชสีห์ ตระกูลลูเชิญพลังอำนาจใดมากันแน่ จึงทำให้ตระกูลเวยต้องกล้ำกลืนฝืนทนและสารภาพผิดเช่นนี้?”
“ต้องเป็นผู้ที่แม้แต่ตระกูลเวยก็ไม่กล้าล่วงเกินแน่นอน!”
“น่าเสียดาย ตอนนี้ยังไม่ทราบชัดว่าใครกันที่กดหัวตระกูลเวยให้ยอมรับความผิด”
คำวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองนี้มือยู่มากมาย แต่ทุกคนล้วนรู้ดีว่า สิ่งที่บีบบังคับให้ตระกูลเวยต้องก้มหัวยอมรับผิด มิใช่ตระกูลลูอย่างแน่นอน ยิ่งไม่ใช่เด็กหนุ่มอย่างลูเยี่ยคนนี้เป็นแน่
เมืองเทียนเหอ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สมาชิกตระกูลฟางไม่กล้าออกไปข้างนอกเลย เพราะตราบใดที่พวกเขาพบคนรู้จัก พวกเขาจะทักทายอย่างกระตือรือร้นว่า “เมื่อใดประมุขตระกูลฟางของพวกท่านจะกินอุจจาระฆ่าตัวตายหรือ?”
แม้กระทั่ง ‘ฟางหงถูกินอุจจาระฆ่าตัวตาย’ ได้กลายเป็นเรื่องขบขันของเมืองอย่างชัดเจน จนทำให้สมาชิกทั่วทั้งตระกูลฟางต้องอับอายจนแทบไม่กล้าเชิดหน้าขึ้นมา
หลังจากทราบเนื้อหาของ ‘หนังสือสารภาพความผิด’ ของตระกูลเวย ลูเยี่ยรีบไปหาเชี่ยหลิงชิวทันที
‘สามารถกดหัวของตระกูลเวยให้ยอมรับความผิดได้ ตระกูลของแม่นางนัวนัวนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ’ ลูเยี่ยถอนหายใจด้วยความรู้สึก เขาตกใจจริงๆ ไม่คาดคิดว่านัวนัวที่ ‘ไม่รู้จักกันหากไมได้ต่อสู้’ ในเมืองหลวงเมื่อหลายปีก่อน จะมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
เชี่ยหลิงชิวมองออกถึงความคิดของลูเยี่ยในทันที “เจ้าไม่ต้องสืบเรื่องนี้ นัวนัวเคยบอกว่า ไมอนุญาตให้ข้าพูดกับเจ้าเกี่ยวกับเรื่องของนาง”
ลูเยี่ยได้แต่จับข้อมือตัวเองพลางถอนหายใจ “ทำให้ข้าหานางไม่พบ นัวนัวคงไม่อยากให้ข้าตอบแทนบุญคุณสินะ” เชี่ยหลิงชิว “…” (เจ้าหนุ่มคงเสียดายที่ไมได้เกาะขาใหญ่ให้แน่นสินะ!)
หลังจากจิบน้ำชาที่ลูเยี่ยรินให้เล็กน้อยแล้ว เชี่ยหลิงชิวก็กล่าวว่า “เรื่องครั้งนี้ลุกลามใหญ่โตแล้ว ทั่วทั้งดินแดนต้าเฉียนต่างสั่นสะเทือน นีกลับไม่ใช่เรื่องดีแต่อย่างใด”
ลูเยี่ยถามอย่างไม่เข้าใจว่า “แม้แต่ตระกูลเวยที่เป็นตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดินยังก้มหัวให้แล้ว ยังจะมีใครกล้าคิดหมายปองที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูข้าอีกหรือ?”
เชี่ยหลิงชิวเอ่ยเตือนว่า “ลมพัดแรงคลื่นสูง ย่อมมีภัยพิบัติตามมา เจ้าห้ามประมาทเด็ดขาด”
ลูเยี่ยหรี่ตาลง หากยังมีคนหัวแข็งไม่ยอมจำนนมาอีก คงจะจัดการได้ยากกว่าตระกูลเวยเสียอีก!
ช่วงเย็นวันรุ่งขึ้น มีบ่าวรีบร้อนมารายงาน “ท่านประมุขตระกูล กรมตรวจการเสวียนจิงส่งข่าวมาว่า ในอีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้า องคชายสามจะเสด็จมาเยือนด้วยพระองค์เอง!’ น้ำเสียงของบ่าวสั่นเครือ
องคชายสาม! นี้คือเชื้อพระวงศ์ที่แท้จริง! ฐานะสูงส่ง สูงศักดิ์จนไมอาจกล่าวได้! ใครจะคาดคิดได้ว่า วันหนึ่งองคชายจะมาเยือนตระกูลลูด้วยพระองค์เอง?
“องคชายสาม?” ลูเยี่ยชะงัก ในใจมีความทรงจำอันพร่าเลือนอยู่บ้าง ในปีนั้นเขาได้เข้าร่วมการสอบขุนนางที่เมืองหลวง หลังจากได้เป็นจวงหยวนด้านวิถียุทธแล้ว เขาได้รับเชิญพร้อมกับเหล่าคนหนุ่มที่มีพรสวรรค์ที่เข้าร่วมการสอบขุนนางด้วยกัน ให้ไปยังวังหลวงเพื่อร่วมงานเลี้ยงฉลอง เขาจำได้ว่าตอนนั้น องคชายสาม ‘เชียงฉางจิง’ ก็อยู่ในงานด้วย ว่ากันว่าองคชายสามผู้นี้มีอุปนิสัยเปิดเผยและสงางาม เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ นับว่าเป็นผู้ที่โดดเด่นในบรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย
“เซียงฉางจิงเสด็จมาด้วยพระองค์เอง?” เชี่ยหลิงชิวขมวดคิวเรียว “หรือว่าราชวงศ์ต้าเฉียนจะลงมือด้วยตัวเอง? หากเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้จะยิ่งยุ่งยากกว่าเดิม…”
ในต้าเฉียนมีคำกล่าวมาโดยตลอดว่า สิ่งที่อยู่นอกเหนือทางโลก ขึ้นตรงต่อเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน สิ่งทั้งหลายในโลกลวนอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์เชียง! หากพูดถึงรากฐาน ราชวงศ์เชียงปกครองดินแดนต้าเฉียน พวกเขาคือผู้ปกครองที่แท้จริง!
ไม่ว่าจะเป็นสามกระทรวงหลักแห่งต้าเฉียน หรือแม้แต่แปดตระกูลตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดิน ล้วนต้องจงรักภักดีต่อราชสำนัก และอำนาจอันยิ่งใหญ่ของราชสำนัก แต่เดิมก็อยู่ในมือของราชวงศ์เชียงอยู่แล้ว!
เมื่อเป็นเช่นนั้น ลองคิดดูเถิด หากราชวงศ์เชียงลงมือจัดการกับตระกูลลูด้วยตัวเอง ผลลัพธ์จะร้ายแรงเพียงใด!
“ข้าคิดว่าเรื่องนี้คงไม่ง่ายอย่างที่คิด” ลูเยี่ยครุ่นคิดสักครู่ แล้วกล่าวว่า “รอข้าได้พบกับองคชายสามผู้นี้เสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา นอกประตูใหญ่ของตระกูลลู ขบวนอันยิ่งใหญ่ก็ได้มาถึง ลูเยี่ย ลูเชียว และเหล่าสมาชิกตระกูลลูจำนวนมากต่างรออยู่ที่นั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในไม่ช้า ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ห้อมล้อม องคชายสามเชียงฉางจิงก็เสด็จลงจากราชรถ เขาทรงฉลองพระองค์อาภรณ์หยก สวมมงกุฎหยก คิ้วคมดังดาบ ดวงตาเป็นประกายดังดวงดาว รูปโฉมสงางาม ท่ามกลางการห้อมล้อมดังดวงดาวที่ล้อมรอบดวงจันทร์ ยิ่งขับเน้นบุคลิกอันโดดเด่นของพระองค์
ในขณะนี้ สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่องคชายสามพระองค์นี้ เชื้อพระวงศ์เสด็จมาเยือนเมืองเทียนเหอ และยังเสด็จมาเยือนตระกูลลูด้วยพระองค์เอง นับเป็นเหตุการณ์ที่ไมเคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์
“ลูเยี่ย สามปีที่ไมได้พบกัน รัศมีของเจ้ายิ่งเจิดจ้ากว่าเมื่อก่อนเสียอีก!” องคชายสามเชียงฉางจิงจำลูเยี่ยที่ยืนรอตรงนั้นได้ในแวบแรก เขาก้าวยาวเข้าหาอย่างกระตือรือร้น ใบหน้าเปิดเผยยิ้มแย้ม และตบไหล่ลูเยี่ยอย่างสนิทสนม แล้วกล่าวด้วยความรู้สึกว่า “ดียิ่งนัก สมแลวที่เป็นบุตรกิเลนที่เสด็จพ่อของข้าเคยชมเชยด้วยพระองค์เอง!’
ลูเยี่ยเผยรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า “การที่องคชายสามเสด็จมาด้วยพระองค์เอง ทำให้ตระกูลลูของข้าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เชิญเสด็จด้านในเถิด!”
เชียงฉางจิงกล่าวด้วยความยินดีว่า “ตราบใดที่เจ้าไม่คิดว่าข้ามากวนอย่างกะทันหันก็พอ”
ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ราวกับเป็นสหายเก่าที่กลับมาพบกันอีกครั้ง ทำให้หลายคนมองดูด้วยความงุนงง ก่อนหน้านี้ก็ไมเคยได้ยินว่าลูเยี่ยกับองคชายสามสนิทสนมกันเลย และยิ่งไปกว่านั้นตระกูลเวยเพิ่งจะประกาศ ‘หนังสือสารภาพความผิด’ อย่างเป็นทางการ องคชายสามก็เสด็จมาที่ตระกูลลู แท้จริงแล้วพระองค์เสด็จมาทำอะไรกันแน่?