บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1020 ยอมจำนนหรือสู้ถึงตาย
บทที่ 1020 ยอมจำนนหรือสู้ถึงตาย
เมืองหลวงมีกำแพงเมืองที่แข็งแกร่ง ไม่อาจทำลายได้ด้วยกำลัง และประตูโดยรอบสามารถปิดได้ทุกเมื่อ หากกองทัพของฉินเฟิงต้องการโจมตีเมืองก็จำเป็นต้องปีนข้ามกำแพง และเปิดฉากการสังหารร้อยชีวิตบนกำแพงเมืองก่อน
ผู้บัญชาการสูงสุดมั่นใจว่า หากตัดสินใจป้องกันเมืองหลวง แม้กองทัพของฉินเฟิงจะเก่งกาจก็ยังต้องสูญเสียหนัก
แต่ปัญหาคือ หากหลบซ่อนอยู่ในเมืองก็จะไม่สามารถติดต่อกับภายนอกได้ และไม่อาจส่งกองทัพขนาดใหญ่ออกไปโจมตีแบบกองโจร
การป้องกันเมืองเพียงอย่างเดียวเป็นเพียงการยืดเวลาก่อนการล่มสลาย ไม่อาจพลิกสถานการณ์ได้เลย
ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน วิธีชนะในการป้องกันเมืองมีเพียงสามวิธี
วิธีแรกคือ สะสมเสบียงจำนวนมาก ต้านทานไว้ให้ได้นานครึ่งปีหรืออาจจะหลายปี กระทั่งศัตรูถอนทัพไปเอง แต่ความจริงมักโหดร้าย ฉินเฟิงไม่มีทางถอย เพราะทั้งแผ่นดินเป่ยตี๋นี้เหลือเพียงเมืองหลวงฉินเฟิงสามารถล้อมเมืองจนตาย แล้วยึดดินแดนทั้งหมดได้
เมืองหลวงถูกล้อมหนึ่งปี หรือต่อให้ห้าหกปีฉินเฟิงก็จะไม่เบื่อหน่ายแน่
อีกวิธีหนึ่งคือ การล่อให้กองทัพศัตรูเข้าเมือง แล้วอาศัยข้อได้เปรียบของกำแพงเมืองทำลายกองกำลังของฝ่ายตรงข้าม เพียงแค่กองทัพศัตรูสูญเสียความสามารถในการโจมตีและล้อมเมือง ศัตรูก็จะถอนทัพกลับไปเองตามธรรมชาติ
แต่ฉินเฟิงต้องไม่ลืมว่าฉลาดยิ่งกว่าลิง เขาจะถูกหลอกเข้าเมืองง่าย ๆ ได้อย่างไรกัน
ดังนั้นก็เหลือเพียงวิธีสุดท้าย วิธีที่ใช้ในการต่อสู้ป้องกันเมืองมากที่สุดก็คือการพึ่งพากำลังทหารป้องกันเมือง แล้วส่งกองทัพขนาดใหญ่ออกไปทำสงครามนอกเมือง ก่อกวนฝ่ายศัตรู
เมื่อกองทัพศัตรูโต้กลับก็ถอยเข้าเมืองให้เร็ว
ข้าศึกล้า บุกโจมตี ข้าศึกรุก ถอยคล่องแคล้ว ทำเช่นนี้สลับไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ บั่นทอนกำลังของข้าศึกทีละนิด
ทว่าวิธีนี้ก็เหมือนจะเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ใต้บังคับบัญชาของฉินเฟิงไม่มีทหารใหม่ด้วยซ้ำ ทหารทุกคนล้วนเป็นกองกำลังชั้นยอด การส่งทหารออกไปพันคนจะทำลายกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ของฉินเฟิงได้หรือ?
หากส่งทหารออกไปสองสามพัน เกรงว่าไม่ทันได้ตั้งตัวก็คงถูกกองทัพของฉินเฟิงกลืนกินหมดก่อนแล้ว
สถานการณ์ที่ปรากฏต่อหน้าผู้บัญชาการสูงสุดจึงชัดเจนยิ่ง การป้องกันเมืองไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายอย่างช้า ๆ หากไม่ป้องกันก็ต่อสู้ไม่ได้ หากเลือกสวามิภักดิ์กับฉินเฟิงก็จะกลายเป็นคนขายแผ่นดิน น่ารังเกียจ แต่หากยังคงจงรักภักดีต่อฮ่องเต้เป่ยตี๋ก็เป็นการเดินเข้าสู่ทางตัน นำไปสู่ความตาย
ผู้บัญชาการสูงสุดลังเลใจอยู่ชั่วขณะ
ตอนนี้เอง ทหารส่งสารรีบเร่งเข้ามาและประกาศเสียงดังว่า “ท่านแม่ทัพ กองทัพหลักของเป่ยซีที่นำโดยหลี่จางห่างจากเมืองหลวงไม่ถึงสามสิบลี้แล้วขอรับ”
ได้ยินแบบนี้ เปลือกตาของผู้บัญชาการสูงสุกกระตุก เห็นได้ชัดทางเลือกของเขาลดน้อยลงเต็มทีแล้ว
จะยอมจำนนหรือสู้จนตาย ไม่มีทางเลือกที่สาม
ผู้บัญชาการสูงสุดหายใจลึก แล้วถามเสียงหนัก “ข้าศึกมีท่าทีจะโจมตีแล้วหรือไม่?”
ทหารส่งสารส่ายหน้าซ้ำ ๆ แล้วกล่าวว่า “เรียนผู้บัญชาการ ข้าศึกไม่เพียงไม่โจมตี กลับเริ่มตั้งค่ายพักแล้วขอรับ”
สีหน้าผู้บัญชาการสูงสุดพลันหนักอึ้ง
แม้กองทัพรบไกลเป่ยซีจะไปรวมกับฉินเฟิง และเครือข่ายข่าวสารทั้งหมดถูกเปิดแล้ว แต่ชฉินเฟิงยังไม่มีโอกาสส่งคำสั่งใดให้หลี่จาง
การเคลื่อนไหวของกองทัพหลักเป่ยซีนี้จึงยังเป็นหลี่จางรับผิดชอบ
กองทัพใหญ่เข้าใกล้แต่กลับไม่โจมตีเมือง กลับตั้งค่ายอยู่กับที่ ไม่ใช่การให้เวลาศัตรูหายใจหรอกหรือ ไม่ใช่ว่าเป็นข้อห้ามทางทหารที่สำคัญหรือไร
หลี่จางก็ไม่ใช่คนธรรมดา เขาไม่มีทางทำผิดพลาดในเรื่องง่าย ๆ เช่นนี้
ผู้บัญชาการสูงสุดถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว ไม่เพียงแต่ฉินเฟิงที่ยากจะคาดเดา กระทั่งผู้ใต้บังคับบัญชาของฉินเฟิงก็ลึกลับมาก
กองทัพใหญ่มีกำลังทหารแข็งแกร่ง มีทหารผู้กล้าอยู่ใต้บังคับบัญชา ไหนจะยังมีอุปสรรค์จากวิกฤติหิมะในรอบร้อยปีของเป่ยตี๋
นับเป็นการรวมพลังของฟ้า ดิน และมนุษย์อย่างแท้จริง
แม้แต่สวรรค์ก็เหมือนจะเข้าข้างฉินเฟิง
หลังครุ่นคิดชั่วครู่ ผู้บัญชาการสูงสุดถอนหายใจยาว แล้วกล่าวอย่างจนปัญญา “ข้าเข้าใจแล้ว หลี่จางจงใจให้เวลาเราหายใจ เพื่อให้เราพิจารณาให้ชัดเจนว่าจะสู้ตายหรือจำนน”
หลังจากนี้หลี่จางอาจโจมตีรวดเร็ว หนำซ้ำตอนนี้ยังอยู่ใกล้เมืองหลวงมาก กองทัพประจำเมืองหลวงเป่ยตี๋ไม่ทันตั้งตัวก็จพทำได้เพียงหดตัวเข้าเมืองอย่างไร้ความคิด
ถึงเวลานั้น ไม่ว่าผู้บัญชาการสูงสุดจะอยากยอมแพ้หรือไม่ก็ต้องถูกบังคับให้ป้องกันเมืองอย่างสิ้นหวัง
หลี่จางจึงให้เวลาผู้บัญชาการสูงสุดได้ใคร่ครวญเต็มที่ ให้ผู้บัญชาการสูงสุดชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียก่อนตัดสินใจ ยิ่งกว่านั้นเมืองหลวงอยู่ใกล้แค่เอื้อม และฮ่องเต้เป่ยตี๋ก็ไม่ได้หนีไปทางเหนือ แม้จะคิดหนีตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ด้วยเหตุนี้หลี่จางจึงไม่เร่งรีบแต่อย่างใด
“อา!”
“แม้ไร้คำสั่งจากฉินเฟิงแต่แม่ทัพใหญ่ภายใต้การบังคับบัญชายังคงสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง เหมือนว่าการผูกเวรกับฉินเฟิงจะเป็นการกระทำที่โง่เขลาที่สุดของเป่ยตี๋เราโดยแท้”
“พวกแม่ทัพใต้บังคับบัญชามีความหมายใด”
ผู้บัญชาการสูงสุดถามด้วยความเคร่งขรึง เขารู้ดีว่าหลี่จางจะไม่โจมตีเร็ว ๆ นี้จึงไม่เร่งรีบ
ความจริงก่อนที่จะเอ่ยปาก ผู้บัญชาการสูงสุดมีคำตอบในใจอยู่แล้ว เนื่องจากข่าวการกบฏของเฉินหล่างไม่ใช่ความลับ เหล่าแม่ทัพในกองทัพต่างรู้กันมานานแล้ว
กระทั่งตอนนี้ยังไม่มีแม่ทัพสักคนที่มาขออนุญาตต่อผู้บัญชาการสูงสุดเพื่อไปปราบปรามเฉินหล่าง
หมายความว่า การกบฏของเฉินหล่างได้รับการยินยอมเจากเหล่าแม่ทัพทั้งปวง
ผู้บัญชาการสูงสุดมอบอำนาจการตัดสินใจให้กับแม่ทัพใต้บังคับบัญชาซึ่งก็เป็นการแสดงความแยบคาย หากต้องถูกไต่สวนในภายหลังก็จะสามารถใช้เป็นข้ออ้างได้อย่างสมบูรณ์…
ไม่ใช่ว่าข้าเองต้องการยอมจำนน แต่เป็นเพราะเหล่าแม่ทัพร่วมกันกดดัน ข้าจึงไม่มีทางเลือกอื่น
เมื่อผู้บัญชาการสูงสุดเรียกประชุมเหล่าแม่ทัพและสอบถามทีละคนก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ ทุกคนล้วนโน้มเอียงไปทางการยอมจำนน
รองแม่ทัพซึ่งมียศเทียบเท่ากับเฉินหล่างผู้หนึ่ง เพื่อให้ผู้บัญชาการสูงสุดตัดสินใจโดยเร็วจึงเสนอด้วยความสมัครใจว่า
“ท่านผู้บัญชาการสูงสุด นับตั้งแต่กองทัพของฉินเฟิงข้ามเขตเอ้อโจว เข้าสู่เขตเมืองหลวง หน่วยสอดแนมของข้าได้สำรวจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน กำลังรบอันทรงพลังของข้าศึกและพลาธิการสมบูรณ์แบบ เหนือกว่าความคาดหมายของพวกเรามากรัก”
“หากสู้ต่อไป ผลลัพธ์มีเพียงการล่มสลายทั้งกองทัพ ไม่มีผลลัพธ์อื่นใดอีก”
“ไม่ดีกว่าหรือที่จะตัดสินใจล่วงหน้า บางทีอาจได้รับความชอบจากฉินเฟิงด้วย”
บรรดาแม่ทัพต่างพากันเห็นด้วย
“พูดถูกต้อง ท่านผู้บัญชาการสูงสุดก็ทราบถึงนิสัยของฉินเฟิงผู้นี้ที่มักจะแก้แค้นอย่างไม่ปรานี หากเรายังรั้นจะป้องกันเมือง สร้างความเสียหายให้กับพวกเขา ภายหลังฉินเฟิงจะต้องแก้แค้นอย่างบ้าคลั่ง บรรดาแม่ทัพคงหนีความตายพ้นได้ยาก”
“มิใช่ว่าพวกข้ากลัวตาย แต่นั่นจะเป็นการตายโดยไร้ความหมาย”
“ถูกต้อง! กองทัพของเรามีมากกว่าฉินเฟิง แต่ผลลัพธ์คือ ยังคงถูกไล่ตี ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากการสั่งการที่สับสนวุ่นวายของเบื้องบน”
“หากตั้งแต่แรกเราตัดสินใจโจมตีฉางสุ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว บางทีเราอาจจับฉินเฟิงได้นานแล้ว และคงไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้”