บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1148 ท่องเที่ยวในแดนหิมะ
บทที่ 1148 ท่องเที่ยวในแดนหิมะ
ผู้หญิงสามคนก็สร้างละครได้แล้ว นับประสาอะไรกับผู้หญิงแปดคน?!
ฉินเฟิงทำเป็นไม่ได้ยิน มุ่งทำงานตรงหน้าต่อไป แท้จริงแล้วในใจเขาก็กังวลอยู่ไม่น้อย
นับแต่กลับมายังเมืองหลวงชีวิตก็แสนจะสุขสบายเหลือเกิน
หลิ่วหงเหยียนปากร้ายแต่ใจดี แม้ปากจะด่าฉินเฟิงว่าเป็นอกตัญญูไร้น้ำใจ แต่ความจริงแล้วกลับทะนุถนอมฉินเฟิงราวกับไข่ในหิน
จะพูดว่าเป็นการ ‘ยื่นมือรอรับเสื้อผ้า อ้าปากรอรับอาหาร’ ก็ไม่เกินจริงแต่อย่างใด
หลังตรุษจีน ฉินเฟิงจะต้องจากลาเมืองหลวง
เขาอยากพาบรรดาสตรีไปยังดินแดนทางใต้ด้วยกัน แต่พอคิดอีกที ก็ต้องล้มเลิกความคิดบ้า ๆ นี้
เพราะจุดศูนย์กลางของสงครามครั้งนี้ อยู่รอบเมืองกูซู
พูดตรง ๆ ก็คือการไปรบถึงหน้าประตูบ้านของผู้อื่น ฝ่ายตรงข้ามย่อมได้เปรียบในทุกด้าน หากรู้ตำแหน่งที่อยู่ของครอบครัวฉินเฟิง
อีกทั้งหลี่เซียวหลานและจิ่งเชียนอิ่งมีสถานะพิเศษเกินไป ฝ่ายตรงข้ามต้องทุ่มสุดกำลังเพื่อโจมตีครอบครัวของฉินเฟิงอย่างแน่นอน
ฉินเฟิงไม่มีทางนำครอบครัวไปเสี่ยงอันตรายเด็ดขาด
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องแยกจากกัน แต่ว่าหลี่เซียวหลานและจิ่งเชียนอิ่งต่างก็ตั้งครรภ์แล้ว หากถึงเวลาคลอด ฉินเฟิงไม่ได้อยู่เคียงข้าง
ไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกของหญิงทั้งสอง แม้แต่ฉินเฟิงเองก็ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้
ดังนั้นแผนการในตอนนี้มีเพียงวิธีเดียว คือต้องจบศึกให้เร็วที่สุด
ต้องจัดการสงครามทางใต้ให้เสร็จสิ้นก่อนที่หญิงทั้งสองจะคลอด และรีบกลับมาให้ทัน
แต่ว่าเรื่องนี้จะง่ายได้อย่างไร?
ขณะที่ฉินเฟิงกำลังรู้สึกจนปัญญา เสียงร้องไห้ครวญครางดังขึ้นมาดึงดูดความสนใจของเขา
ฉินเฟิงวางเนื้อย่างในมือลง ลุกขึ้นยืนมองไปทางต้นเสียง
เห็นว่าห่างออกไปจากริมทะเลสาบราวหลายสิบก้าว มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่
ไม่นานร่างบางร่างหนึ่งก็วิ่งออกมาจากกลุ่มคน มุ่งหน้ามาทางนี้
พอมองดูให้ชัด ดูเหมือนจะเป็นเด็กสาวอายุราวสิบกว่าปี
แต่วิ่งได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกอีกฝ่ายไล่ตามทัน ถีบจนล้มลงกับพื้น
ฉินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่งสัญญาณทางสายตาให้ฉินเสี่ยวฝู
ฉินเสี่ยวฝูนั้นเหมือนพยาธิไส้เดือนในท้องของฉินเฟิงไม่จำเป็นต้องพูดอะไร ก็รู้ความคิดของฉินเฟิงจึงก้าวเดินออกไปทันที
ไม่นานนัก เมื่อฉินเสี่ยวฝูกลับมา ก็ถอนหายใจยาว
“คุณชายขอรับ พ่อค้าแถวนี้จับโจรได้สองคน กำลังสั่งสอนอยู่ขอรับ”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนั้น ฉินเฟิงไม่สนใจเรื่องนั้นอีก ก้มหน้าย่างเนื้อต่อไป
ฉินเฟิงแสดงฝีมือการทำอาหารออกมาเต็มที่ ย่างเนื้อเสียบไม้จนเสียงดังฉ่า ๆ วางลงบนจาน แล้วให้คนรับใช้นำไปส่งที่รถม้า
ฉีหยางจวิ้นจู่ยิ้มแล้วพูดหยอกล้อ
“ฉินอ๋องแห่งต้าเหลียงถึงกับมาทำงานรับใช้เช่นนี้ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เกรงว่าคงไม่มีใครเชื่อ”
เสี่ยวเซียงเซียงวางจานไว้ตรงกลางรถม้า เพื่อให้คุณหนูและนายหญิงทั้งหลายได้ลิ้มลอง
พร้อมกับส่ายหน้าอย่างจนใจ “คุณชายเป็นเช่นนี้เสมอเจ้าค่ะ”
“แม้จะมีชาติกำเนิดสูงส่ง แต่งานสกปรกและงานหนัก ล้วนลงมือทำเอง ไม่เคยให้ผู้อื่นมายุ่งเกี่ยว”
“บางครั้งพวกข้าทนดูไม่ได้ อยากจะเข้าไปช่วย ก็มักจะถูกคุณชายไล่ออกมา”
“คุณชายบอกว่า งานหยาบและงานหนักเช่นนี้ สมควรให้บุรุษเป็นผู้ทำ”
“สตรีก็มีงานที่สตรีควรทำ”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้น สายตาที่ฉีหยางจวิ้นจู่มองไปที่ฉินเฟิงยิ่งรู้สึกน่าสนใจ
แม้นางจะรู้จักฉินเฟิงมานานแล้ว แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้มีความขัดแย้งกันลึกซึ้ง นางจึงรู้เพียงว่าฉินเฟิงมีความสามารถทางการเมืองสูงและเป็นคนที่มีอิสระเสรี
ส่วนลักษณะนิสัยส่วนตัวของฉินเฟิงนางกลับรู้น้อยมาก
ตอนนี้ ในฐานะที่เป็นสหายที่ดีที่สุดของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ นางจึงมีโอกาสได้ออกเดินทางร่วมกับฉินเฟิง
เมื่อได้เห็นท่าทางในชีวิตประจำวันของฉินเฟิง ฉีหยางจวิ้นจู่รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
ใต้หล้านี้ คงมีเพียงฉินเฟิงนี้เท่านั้น ที่ยินดีเอาอกเอาใจสตรี
แม้ว่าคนอื่นก็เอาอกเอาใจสตรีเช่นกัน แต่คำว่า ‘เอาอกเอาใจ’ นั้นแตกต่างกัน
คนหนึ่งยินดีที่จะทะนุถนอมสตรีไว้ในอุ้งมือ กลัวว่าจะล้มหรือชน ส่วนอีกคนนั้น เพียงแค่มองสตรีเป็นของเล่นเท่านั้น
ฉีหยางจวิ้นจู่ถอนหายใจเบา ๆ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ที่ได้แต่งงานกับฉินเฟิงนับเป็นบุญวาสนาที่สั่งสมมาถึงสามชาติ
ทว่าในขณะนั้นเอง เสียงร้องไห้โหยหวนดังมาแต่ไกล
หลี่เซียวหลานและจิ่งเชียนอิ่งเพราะตั้งครรภ์จึงกลายเป็นคนที่อ่อนไหวง่ายกว่าแต่ก่อน
เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ที่ทำลายบรรยากาศนั้น หญิงทั้งสองต่างโผล่หน้าออกมาจากรถม้าพร้อมกันเพื่อมองไปทางนั้น
หลี่เซียวหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวเสียงเบาว่า “ฉินเฟิง แม้ว่าโจรทั้งสองคนนั้นสมควรได้รับบทเรียน แต่ก็ควรพอประมาณ อย่างน้อยก็อย่าตีจนตายเลย”
จิ่งเชียนอิ่งถอนหายใจเบา ๆ “ไปไล่พวกเขาไปเถอะ แม้แต่เพื่อความสงบก็ยังดี”
เมื่อภรรยาทั้งสองเอ่ยปากแล้ว ฉินเฟิงจึงไม่อาจนิ่งดูดายต่อไป เขาโยนเนื้อย่างในมือทิ้งทันที แล้วพาฉินเสี่ยวฝูกับจ้าวอวี้หลงเดินเข้าไป
เมื่อเข้าไปใกล้ ฉินเฟิงจึงเห็นชัดว่าขโมยที่กำลังถูกทุบตีนั้น ดูเหมือนจะเป็นพี่น้องคู่หนึ่ง
เด็กหญิงอายุราวสิบสี่ถึงสิบห้าปี ส่วนเด็กชายแก่กว่าหนึ่งถึงสองปี แต่ไม่น่าจะถึงสิบแปดปี
พี่น้องทั้งสองสวมเสื้อผ้าบางเบา โดยเฉพาะเด็กชายที่ไม่มีแม้แต่รองเท้าดี ๆ ใส่ ยังคงสวมรองเท้าผ้าที่ใช้ในฤดูร้อน
แค่นั้นยังไม่พอ รองเท้ายังขาดจนเท้าโผล่ออกมาครึ่งหนึ่ง จนเท้าบวมม่วงเพราะความหนาว
สภาพของเด็กหญิงดีกว่าเล็กน้อย แต่ใบหน้าเล็ก ๆ ก็แดงก่ำไปด้วยความหนาว
ตอนนี้พี่น้องทั้งสองถูกซ้อมจนกลิ้งไปมากับพื้น โดยเฉพาะเด็กชายที่เกือบจะหมดสติอยู่แล้ว
เห็นสภาพเช่นนั้น ฉินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “พอได้แล้ว”
พอได้ยินคำพูดนั้น ชายวัยกลางคนที่ยืนลูบจมูกอยู่ข้าง ๆ กลับโกรธขึ้นมา
ชายผู้นี้สวมเสื้อขนสัตว์หนา ๆ กันหนาว เห็นได้ชัดว่าเป็นคนมีเงินมีอำนาจ เมื่อเห็นฉินเฟิงออกหน้าให้เด็กเลวทั้งสอง เขาก็โกรธจนแทบระเบิด
เขาปล่อยมือ ชี้ไปที่จมูกของตัวเองที่บวมแดง พลางด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว
“ดูสิ เป็นฝีมือของเจ้าพวกนี้!”
“แต่เดิมข้าแค่อยากจะสั่งสอนมันสักหน่อยก็พอ แต่ไอ้หมอนี่กลับกระโดดขึ้นมาต่อยข้าอย่างแรง”
“วันนี้ถ้าข้าไม่ตีเจ้าเดรัจฉานน้อยนี่ให้ตาย ข้าจะไม่ใช่คนแซ่หวังอีกต่อไป”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ฉินเฟิงก็อดขำไม่ได้
นึกย้อนถึงเมื่อครู่ที่เด็กหญิงวิ่งฝ่าฝูงชนหนีไปฉินเฟิงก็เข้าใจทันทีว่าเด็กชายคนนั้นต้องทำเรื่องแบบนี้เพื่อช่วยให้นางหนีไปแน่ ๆ
เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนจิตใจสตรีที่อยู่รอบข้างฉินเฟิงจึงหยิบเงินก้อนหนึ่งจากแขนเสื้อยื่นให้พ่อค้าวัยกลางคนแซ่หวัง
“เถ้าแก่หวังใช่หรือไม่? ไม่ว่าโจรน้อยสองคนนี้จะขโมยอะไรไปจากท่าน เงินห้าตำลึงนี้น่าจะพอแล้วกระมัง?”
“ปล่อยพวกเขาไปเถิด อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ การหาเลี้ยงชีพก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไยต้องรังแกพวกเขาด้วย?”
เถ้าแก่หวังดูไม่ได้ขัดสนเงินทองเหลือบมองเงินในมือของฉินเฟิง แล้วก็ถ่มน้ำลายลงพื้น
“แล้วจมูกของข้าจะคิดยังไง?”
“เจ้าอยากจะออกหน้าปกป้องเจ้าเดรัจฉานน้อยสองคนนี้เหรอ? ได้! อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาสเจ้า”
“ห้าร้อยตำลึง ขาดไม่ได้แม้แต่อีแปะเดียว”
“หากเอาเงินมาไม่ได้ ก็ไปยืนหลบอยู่ข้าง ๆ อย่ามายุ่งเรื่องของคนอื่น”