บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1151 ความจนใจของฉินอ๋อง
บทที่ 1151 ความจนใจของฉินอ๋อง
ทุกคนในที่นั้นยกเว้นหวังเชินและสมุนข้างกาย ต่างมองเขาราวกับมองศพ
มีเพียงหวังเชินที่ยังคงเชิดหน้าขึ้น ไม่รู้สึกถึงอันตรายแม้แต่น้อย
ในสายตาของเขา อีกฝ่ายแค่แสร้งทำท่าขู่เท่านั้น
หากอีกฝ่ายมีตำแหน่งและฐานะสูงกว่าขุนนางกรมอาญาจริง จะมาเที่ยวเล่นที่นี่ในช่วงหน้าหนาวได้อย่างไร
ที่สำคัญที่สุดคือไม่มีองครักษ์แม้แต่คนเดียว มีแต่บ่าวไพร่และสาวใช้
พูดง่าย ๆ คือพวกนี้ต้องเป็นสามัญชนธรรมดา เป็นไปไม่ได้ที่จะมาจากตระกูลขุนนาง
เมื่อเจอคำเตือนที่หวังดีของหลิ่วหงเหยียน หวังเชินกลับไม่รู้สึกซาบซึ้งแม้แต่น้อย
“เจ้ากับไอ้นี่มีความสัมพันธ์อะไรกัน?”
พูดถึงตรงนี้ หวังเชินก็ชี้นิ้วไปที่หลี่เซียวหลานและจิ่งเชียนอิ่งอย่างไม่กลัวตาย
“หญิงท้องโตสองคนนี้ คงเป็นภรรยาของมันสินะ”
“แล้วหญิงคนนี้ เป็นแค่สาวใช้หรือ? แถมยังเป็นสาวใช้ที่ซื้อมาอีกด้วย? ฮ่า ๆๆ!”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ข้ายินดีจ่ายเงินอีกห้าร้อยตำลึงเพื่อซื้อเจ้าไปด้วย”
หวังเชินที่กำลังอยู่ในอารมณ์ดี ไม่ทันสังเกตเห็นว่าผู้คนที่มุงดูอยู่รอบ ๆ เริ่มถอยหลังกันแล้ว
ในใจของพวกเขาด่าทออย่างรุนแรง
“ไอ้คนบ้านี่ สวรรค์มีทางให้เดินแท้ ๆ กลับไม่เดิน นรกไม่มีประตูกลับเดินเข้าไปเอง”
“ก่อนหน้านี้ก็คิดจะแตะต้องสาวใช้คนสนิทของฉินอ๋อง ตอนนี้ยิ่งกว่าเดิม กล้าดูถูกหลิ่วหงเหยียนต่อหน้าฉินอ๋องเลย”
“หลิ่วหงเหยียนเป็นใครหรือ?”
“นางไม่เพียงเป็นคุณหนูรองตระกูลฉิน แต่ยังเป็นหนึ่งในสตรีที่สำคัญที่สุดของฉินเฟิง”
“ในบรรดาสี่พี่สาวของตระกูลฉิน มีสามคนที่อยู่ในระดับเดียวกับฉินเฟิง มีเพียงหลิ่วหงเหยียนคนนี้เท่านั้น แม้จะแค่เป็นลูกคนที่สอง แต่สถานะและตำแหน่งกลับสูงกว่าฉินเฟิงเสียอีก”
“การดูถูกหลิ่วหงเหยียนก็เท่ากับดูถูกมารดาของฉินอ๋อง ฉินเฉิงซื่อ!”
ในตอนนั้นเอง ฉินเฟิงที่คอยมองดูอยู่เงียบ ๆ ก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุด
เขาถอนหายใจยาว ไม่มีทีท่าโกรธเคืองแม้แต่น้อย กลับมีสีหน้าจนใจ
“เรื่องวันนี้ เป็นเพียงเรื่องผิวเผินเท่านั้น”
“พี่น้องคู่นี้ทำผิดก่อน สมควรได้รับบทเรียน ที่ข้ามาขอร้องที่นี่ ก็เพียงไม่อยากให้เสียบรรยากาศ”
“หากเจ้าเมตตาปล่อยไป ก็คงจบเพียงเท่านี้”
“แม้จะไม่ยอมปล่อยพวกเขาไป แต่หากขู่เอาเงินสักหน่อย บางทีอาจจะรักษาชีวิตไว้ได้”
“น่าเสียดาย เจ้ากลับยืนกรานที่จะบีบให้ข้าต้องลงมือ อีกสองวันก็จะถึงตรุษจีนแล้ว ในเวลาเช่นนี้ เจ้าไม่เห็นหรือว่ากำลังทำให้ข้าลำบากใจ?”
หวังเชินกอดอกทั้งสองข้าง สายตาดูถูกเหยียดหยามยิ่งขึ้น
หากคนผู้นี้มีความสามารถจริง จะมัวพูดพล่ามอยู่เช่นนี้ได้อย่างไร?
ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงคนขี้ขลาดที่แสร้งทำเป็นเก่งกาจเท่านั้น
“อย่ามาพล่ามกับข้าให้มากความ”
“ช่างไม่รู้จักบุญคุณเสียจริง!”
“เจ้าคงยังไม่รู้กระมัง? ข้ามีคนอยู่รอบตัวไม่ใช่แค่เท่านี้ ตั้งแต่ตอนที่พวกเจ้าลงมือ บ่าวที่ยืนอยู่ไกล ๆ ก็ได้ไปแจ้งกรมอาญาแล้ว”
“ข้าเคยให้โอกาสเจ้า ให้เจ้าคุกเข่าขอโทษ แต่เมื่อเจ้าไม่รู้จักถนอมโอกาส รอให้ขุนนางจากกรมอาญามาถึง ข้าอยากจะดูว่าเจ้าจะตายอย่างไร!”
ฉินเฟิงก็อยากจะดูว่า เรื่องราววันนี้จะจบลงในรูปแบบใด
หวังเชินต้องตายอย่างแน่นอน ฉินเฟิงจึงไม่รีบร้อน เพียงยืนอยู่ที่เดิม รอการมาถึงของขุนนางจากกรมอาญา
ในตอนนั้นเอง เสียงหัวเราะเยาะดังแว่วมาจากทุกทิศทุกทาง
หวังเชินสังเกตเห็นสายตาประหลาดของผู้คนรอบข้าง เขาคิดว่าพวกเขากำลังเยาะเย้ยฉินเฟิงจึงเชิดหน้าขึ้นสูงกว่าเดิม
วันนี้จะจัดการคนที่ไม่รู้จักความเป็นความตายผู้นี้ก่อน แล้วสร้างชื่อเสียงในเมืองหลวงจากนั้นก็จะขยายธุรกิจได้อย่างราบรื่น กลายเป็นบุคคลสำคัญในเมืองหลวงแห่งต้าเหลียง!
ขณะที่หวังเชินกำลังจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ของตน เสียงฝีเท้าม้าเร่งรีบก็ดังมา
ทันใดนั้น สายตาของทุกคนก็หันไปมองทางนั้น
ผู้ใดกล้านักที่ควบม้าอย่างบ้าคลั่งในเมืองหลวง?
เมื่อทุกคนมองให้ชัด ก็พบว่าเป็นขุนนางหวังผู๋จากกรมอาญา!
หวังเชินตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ เขาไม่คิดว่าหวังผู๋จะใส่ใจเรื่องของตนถึงเพียงนี้
แม้รู้ว่าเมืองหลวงห้ามควบม้าอย่างบ้าคลั่ง แต่เพื่อตนแล้วกลับไม่สนกฎเกณฑ์ ราวกับอยากจะติดปีกบินมาให้ได้
หลังจากนี้ต้องเตรียมของกำนัลชั้นดีไว้ขอบคุณเขาเสียหน่อย
ขณะที่หวังเชินกำลังรู้สึกภาคภูมิใจ หวังผู๋ก็มาถึงระยะห้าสิบก้าว
เขารีบกระโดดลงจากหลังม้า เพราะรีบร้อนเกินไปจึงทรงตัวไม่อยู่ กลิ้งไปหลายตลบดูไม่เป็นท่า
แต่หวังผู๋กลับไม่สนใจ วิ่งอย่างบ้าคลั่งมาทางนี้
พอมาถึงตรงหน้าก็ทรุดตัวคุกเข่าลงทันที เข่ากระแทกพื้นอย่างแรง แล้วยังไถลไปข้างหน้าจนเศษหิมะกระเด็นไปทั่ว
หวังเชินชะงักไปชั่วขณะ ในใจถอนหายใจเบา ๆ ขุนนางมาก็มาเถอะ แต่เหตุใดจึงต้องคำนับใหญ่โตถึงเพียงนี้
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตั้งสติจากความตกตะลึง หวังผู๋ก็ได้ทรุดตัวลงกับพื้นต่อหน้าฉินเฟิงก้มศีรษะคำนับราวกับตำกระเทียม พลางร่ำไห้คร่ำครวญอย่างควบคุมไม่อยู่
“ท่านอ๋อง! ข้าน้อยสมควรตายนับหมื่นตาย!”
“เรื่องนี้… หวังเชินผู้นี้ เป็นญาติห่าง ๆ ของข้าน้อย มาขอพึ่งพาที่เมืองหลวงในฐานะญาติ ข้าน้อยหลีกเลี่ยงน้ำใจไมตรีไม่ได้ จึงได้แต่ช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ”
“หากเขาไม่ลงรอยกับเพื่อนบ้านในยามปกติ ก็คงพอว่าไป”
“ข้าน้อยในฐานะขุนนางราชสำนัก ย่อมไม่สะดวกที่จะออกหน้าไปยุ่งเกี่ยว”
“แต่ว่า ต่อให้ข้าน้อยคิดจนสมองแตก ก็คิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะกล้าไปรบกวนท่าน”
“ข้าน้อยขอวิงวอนให้ท่านอ๋องโปรดเมตตา อย่าได้ลงโทษครอบครัวของข้าน้อย เคราะห์กรรมที่ตกลงมาจากฟ้านี้ ข้าน้อยขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหวังเชินแข็งค้างไปแล้ว
เขาคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ จึงตบแก้มตัวเองเบา ๆ
อ๋อง?!
ชายหนุ่มตรงหน้านี้ กลับเป็นถึงอ๋อง!
นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?!
หวังเชินรู้สึกเหมือนสมองมึนงง จากการดูอายุของอีกฝ่าย การที่คนอายุน้อยขนาดนี้จะได้เป็นอ๋อง มีเพียงคำอธิบายเดียว
คนผู้นี้ต้องเป็นพระโอรสที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อย่างแน่นอน
หวังเชินรู้สึกเหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ เขาไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่โตอะไร แต่กลับไปก่อเรื่องกับคนที่อยู่สูงส่งเสียนี่
ในตอนนั้นเอง หวังผู๋จ้องหวังเชินด้วยสายตาดุดัน กัดฟันพูดอย่างแค้นเคือง
“ไอ้หมา รีบคุกเข่าขอขมาฉินอ๋องเดี๋ยวนี้!”
ฉินอ๋อง?!
หวังเชินตะลึงอีกครั้ง
แม้ว่าเขาเพิ่งมาถึงเมืองหลวงได้ไม่กี่วัน แต่ชื่อเสียงของฉินอ๋องนั้นโด่งดังไปทั่ว
เพราะทั้งเมืองหลวงต่างภาคภูมิใจในนาม ‘ฉินอ๋อง’
ฉินอ๋องที่อยู่ตรงหน้านี้ มีฐานะและตำแหน่งสูงยิ่งกว่าอ๋องทั่วไปเสียอีก
เขาเคยจัดการอ๋ององค์หนึ่งด้วยมือตัวเอง และยังทำลายแผนการยึดอำนาจของอ๋องอีกองค์ แม้แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยังต้องพึ่งพาอาศัย
หากมองทั่วทั้งต้าเหลียงไม่ว่าจะเป็นอ๋ององค์ใด หรือพระญาติวงศ์คนไหน ก็ไม่มีใครมีอำนาจบารมีเทียบเท่า ‘ฉินอ๋องแห่งชายแดนเหนือ’
หวังเชินในที่สุดก็ตระหนักได้ว่า การกระทำของเขาเมื่อครู่นี้ ไม่ต่างอะไรกับการชี้หน้าด่าทอฮ่องเต้ต้าเหลียง
ข้อดีเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือฉินเฟิงจะไม่ประหารทั้งตระกูล…
หวังเชินทรุดตัวลงนั่งกับพื้น สายตาเหม่อลอย ทั้งร่างกายหมดสภาพไร้เรี่ยวแรง
และแน่นอนว่าบรรดาสมุนของเขาก็ทรุดตัวคุกเข่าลงพร้อมกันด้วย