บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1152 พญายมยังใจดีกว่า
บทที่ 1152 พญายมยังใจดีกว่า
“ท่านอ๋อง! ข้าน้อยตาไม่มีแววจำท่านไม่ได้ ขอท่านอ๋องโปรดละเว้นชีวิตข้าด้วย”
หวังเชินที่เพิ่งได้สติกลับมา แม้รู้ว่าตนเองหมดหนทางรอดแล้ว ก็ยังคงมีความหวังเล็ก ๆ จึงร้องขอความเมตตาอย่างสิ้นหวัง
ฉินเฟิงไม่สนใจหวังเชินแม้แต่น้อย
เพราะคนประเภทนี้มีอยู่มากมายใต้หล้า
หากทุกครั้ง ฉินเฟิงต้องจัดการด้วยตนเอง คงจะเหนื่อยเกินไป
ฉินเสี่ยวฝูเห็นดังนั้น จึงก้าวออกมาข้างหน้าพลางแค่นเสียงเบา ๆ
“กล้าขู่กรรโชกท่านอ๋อง ดูหมิ่นท่านอ๋องและตระกูลต่อหน้าผู้คน หากเจ้ายังมีชีวิตรอด แล้วจะเอาศักดิ์ศรีของท่านอ๋องไว้ที่ใด?”
“เพียงแต่ท่านอ๋องเพิ่งอภิเษกสมรส ยังอยู่ในช่วงมงคล ไม่อยากให้สุนัขอย่างเจ้ามาทำลายความสุข จึงอดทนปล่อยให้เจ้าเพ่นพ่านไปก่อน”
“ในช่วงเวลานี้ หากเจ้าสำนึกผิดบ้าง ท่านอ๋องฉินก็คงไม่ถือสาหาความกับเจ้า”
“น่าเสียดาย ความชั่วที่ฟ้าลิขิตยังพอแก้ไขได้ แต่ความชั่วที่ตนเองก่อ ย่อมไม่มีทางรอด!”
แต่ก่อน ฉินเสี่ยวฝูเคยเป็นเพียงบ่าวของฉินเฟิงคอยช่วยจัดการเรื่องที่ฉินเฟิงไม่สะดวกออกหน้า
บัดนี้ฉินเฟิงได้เป็นอ๋อง ฉินเสี่ยวฝูก็ยิ่งกลายเป็นคนสำคัญที่ขาดไม่ได้
ในตอนนี้ ในแง่ของทางการไม่มีอะไรต้องพูดอีก เพียงแค่ประหารหวังเชินก็พอ
ความยากลำบากเพียงอย่างเดียวกลับกลายเป็นเรื่องส่วนตัว!
เพราะตระกูลฉินมีเรื่องมงคลต่อเนื่อง หากต้องหยุดชะงักเพราะคนผู้นี้ ฉินเฟิงอาจจะไม่ใส่ใจ แต่คนอื่น ๆ อาจจะไม่ใจกว้างเช่นนั้น
ในตอนนั้นเอง เสียงของฉินเสี่ยวฝูก็ดังขึ้นอีกครั้ง เสียงกังวานไปทั่วริมทะเลสาบ
“เจ้าสุนัขที่ไม่รู้จักเหนือใต้ สมควรตายนัก!”
“แต่เพราะท่านอ๋อมีเรื่องมงคล จึงไม่อยากลงมือกับเจ้าเท่านั้น”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น ชาวบ้านที่มามุงดูก็เข้าใจในทันที
ชายวัยกลางคนในชุดยาวสีดำคนหนึ่ง ตอบสนองได้เร็วที่สุด พุ่งออกมาเป็นคนแรก
เขาชี้นิ้วไปที่หวังเชินแล้วตะโกนเสียงดัง “ไอ้คนสมควรตาย อาศัยว่ามีเส้นสายในทางการ จึงได้หยิ่งผยอง เพิ่งมาเมืองหลวงไม่กี่วัน ก็กล้าตัดทางทำมาหากินของผู้อื่นอย่างโจ่งแจ้ง”
“ลูกค้าประจำของบ้านข้า เพียงไม่กี่วัน เจ้าก็แย่งไปครึ่งหนึ่งแล้ว”
“ความแค้นส่วนตัวนี้ยากจะระงับ!”
พูดจบ ชายวัยกลางคนก็นำบ่าวในบ้านพุ่งเข้าไป ต่อยและเตะใส่หวังเชินและพรรคพวกอย่างไม่ยั้ง
ชาวบ้านที่เหลือไม่ยอมตกกระไดพลอยโจน ต่างก็วิ่งเข้าไปร่วมวงชุลมุน
ตอนแรก หวังเชินยังคงร้องครวญครางได้สองสามครั้ง แต่ไม่นานก็เงียบไป
เนื่องจากสถานการณ์วุ่นวาย จนกระทั่งหวังเชินและสมุนของเขาถูกลากตัวออกไป หลี่เซียวหลานและเหล่าสตรีก็ยังไม่เห็นชัดว่าหวังเชินถูกซ้อมจนตายกลางถนนได้อย่างไร
ฉินเสี่ยวฝูถือว่าทำภารกิจสำเร็จแล้ว เขาก็รู้กาลเทศะถอยไปยืนข้าง ๆ ฉินเฟิง
ข้อดีที่สุดของเจ้าหนุ่มคนนี้ก็คือรู้จักวางตัวให้เหมาะสม ไม่เคยก้าวก่ายเกินขอบเขต
ถึงหวังเชินจะหยิ่งยโสแค่ไหน ก็เป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่ง แค่ให้ฉินเสี่ยวฝูออกหน้าก็พอแล้ว
ส่วนหวังผู๋ เป็นถึงขุนนางแห่งกรมอาญา ถึงจะขลาดเขลาแค่ไหน ก็ยังเป็นขุนนางราชสำนัก ไม่ใช่เรื่องที่ฉินเสี่ยวฝูจะมาวิพากษ์วิจารณ์
ฉินเฟิงชำเลืองมอง สายตาตกลงบนตัวหวังผู๋
หวังผู๋สะดุ้งตัวสั่น
เขาก้มหน้าก้มตาคุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้ง พูดอย่างตื่นตระหนก “ขอ… ขอท่านอ๋องโปรดลงโทษ ข้าน้อยยอมรับผิดและยอมรับชะตากรรม”
แม้ว่าหวังผู๋จะเป็นญาติของหวังเชิน แต่อย่างน้อยก็มีท่าทีที่เหมาะสม
แม้สายตาของฉินเฟิงจะเยียบเย็น แต่ก็ไม่ได้ตัดสินชะตาชีวิตเขาในทันที เพียงถามอย่างผ่าน ๆ
“เจ้ากับหวังเชิน มีการติดต่อเรื่องเงินทองกันหรือไม่?”
หวังผู๋ไม่กล้าลังเลแม้แต่น้อย รีบตอบทันที “ทุกเทศกาลสำคัญ หวังเชินจะต้องนำของกำนัลมาเยี่ยมเยียนที่บ้านของข้าน้อย”
“บางครั้งก็เป็นเงินหลายร้อยตำลึง บางครั้งก็เป็นผ้าไหมและเครื่องประดับ”
“แต่ละปีประมาณ เจ็ดถึงแปดร้อยตำลึงเงิน”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ ฉินเฟิงก็เข้าใจสถานการณ์แล้ว
หวังผู๋เป็นถึงขุนนางกรมอาญาขั้นห้า อีกทั้งยังเป็นขุนนางในเมืองหลวง ที่บ้านเกิดของเขาย่อมเป็นใต้เท้าที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
แม้แต่ญาติห่าง ๆ ที่แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ก็ต้องหาทางประจบประแจง
ด้วยตำแหน่งขุนนางของเขา รวมกับฐานะของหวังเชิน การให้เงินเจ็ดถึงแปดร้อยตำลึงต่อปี ถือเป็นเพียงน้ำใจตามมารยาทเท่านั้น
พูดให้ตรงกว่านั้นก็คือหนี้บุญคุณ
หนี้ประเภทนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกอย่าง…
เงินจำนวนนี้ในเมืองหลวงไม่ได้มากมายอะไร คงเป็นเพราะหวังผู๋คอยเตือนและปฏิเสธ หวังเชินถึงได้ลดจำนวนเงินลงมาเหลือเพียงเท่านี้
“สิ่งที่เจ้าพูดมาทั้งหมดนี้ เป็นความจริงหรือ?”
หวังผู๋พยักหน้าหงึก ๆ “หากท่านอ๋องไม่เชื่อ จะส่งคนไปตรวจค้นที่บ้านข้าน้อยก็ได้ ของกำนัลทั้งหมดที่หวังเชินมอบให้ ข้าน้อยเก็บแยกไว้ต่างหาก”
“ข้าน้อยไม่ปฏิเสธว่ามีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง”
“หากมีผู้ใดสืบสวน ข้าน้อยก็จะนำเงินทั้งหมดนี้ส่งคืนคลังหลวง เพื่อรักษาตัวรอดไว้”
“หากไม่มีผู้ใดสืบสวน เมื่อข้าน้อยปลดเกษียณกลับบ้านเกิด เงินเหล่านี้ก็จะใช้เลี้ยงดูยามแก่เฒ่า”
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมแล้วมีเงินประมาณสามพันตำลึง ข้าน้อยไม่ได้แตะต้องแม้แต่อีแปะเดียว”
เมื่อได้ฟังถึงเพียงนี้ ฉินเฟิงก็พอจะสรุปได้แล้วว่า หวังผู๋เป็นเพียงขุนนางธรรมดาคนหนึ่ง
พูดไม่ได้ว่าเป็นคนสูงส่ง แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นคนโลภมาก
ใต้หล้านี้ ในบรรดาขุนนางสิบคน เก้าคนก็เป็นเช่นเดียวกับเขา
ฉินเฟิงถามต่อว่า “หลังจากหวังเชินเข้าเมืองหลวง เจ้าได้พบเขากี่ครั้ง?”
หวังผู๋ตอบออกมาทันทีโดยไม่ต้องคิด “ไม่เคยพบกันเลยสักครั้ง”
“แม้หวังเชินจะเชิญข้าน้อยหลายครั้ง แต่ข้าน้อยก็อ้างว่าติดราชการทุกครั้ง วันนี้ก็เลื่อนเป็นพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ก็เลื่อนเป็นมะรืนนี้”
“ถึงอย่างไรเขาก็เป็นญาติห่าง ๆ จากบ้านเกิด ข้าน้อยจึงใส่ใจเป็นพิเศษ คอยสังเกตการณ์เขาอยู่ห่าง ๆ”
“เห็นเขาวัน ๆ มีแต่หยิ่งผยอง ข้าน้อยก็แน่ใจว่า คนผู้นี้ต้องก่อเรื่องใหญ่สักวัน จึงไม่กล้าพบหน้าเขาเลย”
สีหน้าเย็นชาบนใบหน้าของฉินเฟิงละลายหายไปจนหมดสิ้น
หวังผู๋ที่อยู่เบื้องหน้านี้ แม้จะอยู่ในศูนย์กลางแห่งอำนาจ และตำแหน่งก็ไม่ได้ต่ำต้อยนัก แต่ยังสามารถรักษาตัวให้พ้นจากเรื่องวุ่นวายได้ นับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
ฉินเฟิงจะไปตำหนิเขาได้อย่างไร
“ลุกขึ้นเถิด”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หวังผู๋แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
เขาคิดว่าวันนี้ต้องตายแน่นอน ขอเพียงแค่ไม่ให้ลูกหลานพลอยเดือดร้อนก็พอ ไม่คิดว่า ฉินอ๋องผู้เด็ดขาดในการสังหาร จะปล่อยเขาไปได้ง่ายดายเช่นนี้
หวังผู๋ค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง มองไปทางฉินเฟิงด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ท่านอ๋องไม่ลงโทษข้าน้อยหรือ?”
ฉินเฟิงล้วงมือไว้ด้านหลัง กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “แม้หวังเชินจะอาศัยอำนาจของเจ้าในการหยิ่งยโส แต่ก็เป็นญาติของเจ้า ข้าเข้าใจว่าเจ้าคงลำบากใจ”
“ข้าเข้าใจความจำใจและความลำบากใจของเจ้า”
“เจ้าไม่ได้ช่วยคนชั่ว ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
“จำไว้ หวังเชินคือตัวอย่าง หากมีญาติมาขอพึ่งพาอีก ต้องระวังให้มาก”
“ข้าปล่อยเจ้าไปเพราะในจวนมีเรื่องมงคล หากมีครั้งหน้า เจ้าคงไม่โชคดีเช่นนี้อีก”
หวังผู๋รู้สึกเหมือนได้รับการอภัยโทษ รีบคุกเข่าลงอีกครั้ง กล่าวขอบคุณฉินเฟิงนับพันนับหมื่นครั้ง
เหล่าสตรีที่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
พวกนางล้วนหวาดกลัวว่าฉินเฟิงจะโกรธจัด จนทำให้เลือดต้องนองทะเลสาบ บรรยากาศอำมหิตเช่นนี้ คงจะทำลายมงคลของตระกูลซิ่นไปจนหมดสิ้น
“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าช่างรู้จักทั้งถือและปล่อยวาง”
เสิ่นชิงฉือแทบไม่เคยชมฉินเฟิงต่อหน้า แต่ครั้งนี้นางรู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก จึงไม่ตระหนี่คำชม
หลี่เซียวหลานและจิ่งเชียนอิ่งสบตากัน แล้วอดที่จะยิ้มให้กันไม่ได้