บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1292 ขุนนางโง่เขลาหัวรั้น
บทที่ 1292 ขุนนางโง่เขลาหัวรั้น
ภายใต้สายตาของเฉินหวาย ฉินเฟิงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน เดินไปมาในห้องโถงใหญ่พลางพูดวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสียอย่างครุ่นคิด
“ข้าทุ่มเทความพยายามมากมายกว่าจะเปิดเส้นทางการค้าทั้งสี่ทิศระหว่างต้าเหลียงกับเป่ยตี๋ รวมถึงแคว้นเกาชานกับแคว้นเยว่จ้าว”
“แม้จะเรียกว่าสี่ทิศ แต่ความจริงแล้วแคว้นและดินแดนต่างเผ่าที่ทำการค้าผ่านอำเภอเป่ยซี เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วมีอย่างน้อยสิบกว่าแห่ง”
“ชีวิตความเป็นอยู่ของชายแดนเหนือที่ดีขึ้นได้ ก็เพราะอำเภอเป่ยซี และอำเภอเป่ยซีก็พึ่งพาเส้นทางการค้า”
“หากข้าส่งมอบอำนาจ ชายแดนเหนือเปลี่ยนมือ เส้นทางการค้าจะยังคงอยู่ได้หรือไม่ เป็นคำถามใหญ่”
“เพียงแค่สูญเสียเส้นทางการค้า ความเสื่อมถอยของชายแดนเหนือจะเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้”
“และนี่เป็นเพียงด้านความเป็นอยู่ของประชาชนเท่านั้น”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ฉินเฟิงหันไปมองเฉินหวาย พบว่าเขาเงียบสนิทไปแล้ว ไม่พูดอะไรอีก
ฉินเฟิงไม่มีความตั้งใจจะหยุด จึงพูดต่อว่า “ต้าเหลียงสามารถรักษาสันติภาพกับเป่ยตี๋ได้ เพราะอาศัยอะไร?”
“ก็เพราะมีชายแดนเหนือคั่นกลางอยู่”
“หากไม่มีข้าเป็นอุปสรรคหินขวางทาง การหวนกลับมาอีกครั้งของเป่ยตี๋ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น”
“เป่ยตี๋ขาดแคลนทรัพยากร การบุกลงใต้เพื่อปล้นสะดม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
“เมื่อถึงเวลานั้น ต้าเหลียงและเป่ยตี๋จะจมดิ่งลงสู่สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุดอีกครั้ง”
“และยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ชายแดนก็ถูกทำลายลงแล้ว แคว้นเกาชานและแคว้นเยว่จ้าวรวมถึงแคว้นเพื่อนบ้านอื่น ๆ ตำแหน่งทางการเมืองของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว พวกเขาจะร่วมมือกับต้าเหลียงเพื่อต่อต้านศัตรูร่วมกัน ขัดขวางเป่ยตี๋ หรือจะร่วมมือกับเป่ยตี๋ ฉวยโอกาสซ้ำเติม?”
“เจ้าเคยคิดถึงสิ่งเหล่านี้หรือไม่?”
“ไม่! เจ้าไม่เคย เจ้าเพียงแค่ยึดติดกับป้ายขุนนางผู้จงรักภักดีบ้าบออะไรนั่น ช่างไร้สาระสิ้นดี!”
“ทุกสิ่งที่ข้าทำไป ล้วนเพื่อประชาชนชายแดนเหนือ แต่ทุกสิ่งที่เจ้าทำ กลับเป็นเพียงเพื่อตัวเจ้าเอง”
“อะไรคือ ‘ตัวตรงไม่กลัวเงาเอียง’ อะไรคือ ‘ยอมหักไม่ยอมงอ’ ท้ายที่สุดก็เป็นเพราะปล่อยวางศักดิ์ศรีที่น่าสงสารนั้นไม่ได้หรอกหรือ เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นคนเปิดเผยซื่อตรง ไม่เสียดายที่จะลากประชาชนชายแดนเหนือทั้งหมดไปตายพร้อมกับเจ้า”
“เฉินหวาย ข้าอยากถามเจ้าเสียหน่อย ระหว่างพวกเราสองคน ใครกันแน่ที่เป็นขุนนางทรยศ และใครกันแน่ที่เป็นขุนนางจงรักภักดี?”
เผชิญหน้ากับคำถามของฉินเฟิง เฉินหวายไร้คำตอบ ยิ่งไปกว่านั้นยังรู้สึกละอายใจอย่างที่สุด
ในชั่วขณะนี้ เขาในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่า ความคิดของตัวเองช่างไร้เดียงสาเพียงใด แทบจะน่าขบขันด้วยซ้ำ
ชายแดนเหนือไม่อาจขาดฉินเฟิงได้ ข้อนี้ใคร ๆ ก็รู้ หากปราศจากฉินเฟิง ความเจริญรุ่งเรืองทั้งหมดของชายแดนเหนือจะกลายเป็นความว่างเปล่าในชั่วพริบตา
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เฉินหวายยังมีเหตุผลอะไรที่จะต่อต้านฉินเฟิง?
หากยังดื้อรั้นยึดมั่นในความคิดของตน จะไม่กลายเป็นขุนนางโง่เขลาตามที่ฉินเฟิงกล่าวหรือ?
แต่การเข้าใจสิ่งเหล่านี้ในตอนนี้ จะมีประโยชน์อะไร? เขาได้ส่งฎีกากล่าวโทษขึ้นไปแล้ว แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่ในชายแดนเหนือเขาได้กลายเป็นศัตรูของฉินเฟิงไปเสียแล้ว
ความดื้อรั้นและหัวโบราณนั้น สุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับมาก็มีเพียงทั้งครอบครัวต้องเผชิญกับการแก้แค้นของฉินเฟิง นอกจากนั้นก้ไม่มีความหมายอื่นใดอีก
เฉินหวายบีบฎีกาฟ้องร้อง ก้มหัวลงด้วยความหดหู่ พูดอย่างหมดอาลัยตายอยากว่า “ฉินอ๋องสั่งสอนถูกต้องแล้ว ข้าน้อยคิดเรื่องนี้ง่ายเกินไปจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
“นับตั้งแต่ฉินอ๋องมาถึงชายแดนเหนือ แม้ข้าน้อยจะไม่มีผลงานยิ่งใหญ่อันใด แต่ข้าน้อยก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง อดทนต่อความยากลำบาก ไม่เคยทำผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอฉินอ๋องโปรดพิจารณา แม้ข้าน้อยจะไม่มีความดีความชอบ แต่ก็มีความเหน็ดเหนื่อย ขอลงโทษเพียงข้าน้อยคนเดียว ไว้ชีวิตครอบครัวของข้าน้อยด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินหวายรู้ดีถึงวิธีการทำงานของฉินเฟิง ผู้ใดก็ตามที่กล้ายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับฉินเฟิง ย่อมต้องเผชิญกับการลงโทษที่รุนแรงอย่างแน่นอน
และในขณะที่เฉินหวายกำลังสิ้นหวัง ฉินเฟิงกลับยื่นมือมาตบไหล่ของเฉินหวาย
“ตื่นตระหนกไปทำไม?”
“เมื่อใดกันที่ข้าบอกว่าจะลงโทษเจ้า?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เฉินหวายถึงกับตะลึง รีบหันไปมองฉินเฟิงด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
“หรือว่าฉินอ๋องไม่มีแผนจะลงโทษข้าน้อย? ข้าน้อยส่งฎีกาฟ้องร้องไปยังราชสำนักตั้งหลายฉบับแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินเฟิงหัวเราะลั่นทันที “ฮ่าฮ่าฮ่า นี่มันเวลาไหนแล้ว? ข้าเป็นปฏิปักษ์ต่อฝ่าบาทแล้ว ฎีกาฟ้องร้องเพียงไม่กี่ฉบับจะมีความหมายอะไร?”
“เจ้าเฒ่าคนนี้ แม้จะหัวโบราณไปหน่อย แต่ก็เป็นขุนนางที่ดี”
“ข้าแม้จะดุร้ายเพียงใด ก็ไม่มีทางลงมือกับขุนนางที่ดีในสายตาประชาชน”
“เจ้าก็จงวางใจ ทำหน้าที่นายอำเภอของเจ้าให้สบายใจต่อไปเถิด”
เฉินหวายไม่อาจเชื่อหูตัวเอง ฉินเฟิงผู้ซึ่งเด็ดขาดในการสังหารมาตลอด เมื่อถูกเฉินหวายทรยศ ไม่เพียงแต่ไม่แก้แค้น แม้แต่คำสาปแช่งสักคำก็ไม่มี
ก่อนที่เฉินหวายจะได้ตั้งสติจากความประหลาดใจ ภรรยาของเฉินหวายที่ซ่อนตัวอยู่หลังประตูก็วิ่งเข้ามา ทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าฉินเฟิง พลางร้องไห้น้ำตานองหน้า
“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่เมตตาเพคะ!”
ความรู้สึกของภรรยาเฉินหวายในตอนนี้ เรียกได้ว่าขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างมาก
นางเคยคิดว่าทั้งครอบครัวจะต้องพลอยถูกเฉินหวายลากลงเหวไปด้วย แต่ไม่คาดคิดว่าฉินเฟิงจะใจกว้างถงเพียงนี้ ทำให้ความรู้สึกที่เกือบจะสิ้นหวังของนางกลับมีชีวิตชีวาอีกครั้งในพริบตา
เห็นเฉินหวายยืนงงอยู่กับที่ ภรรยาเฉินหวายก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงเร่งเสียงดัง “ท่านยังยืนเหม่ออยู่ทำไม? รีบขอบคุณท่านอ๋องที่ทรงไว้ชีวิตพวกเราสิ”
“จะให้ข้าว่าท่านอย่างไรดี? หากไม่มีท่านอ๋อง ชายแดนเหนือจะมีวันนี้ได้อย่างไร? แต่ท่านกลับแอบเขียนฎีกาฟ้องร้องท่านอ๋องลับหลัง”
“หากท่านอ๋องไม่ใจกว้าง ทั้งครอบครัวก็คงถูกท่านทำให้ตายหมดแล้ว”
เฉินหวายจึงได้สติราวกับตื่นจากฝัน ใบหน้าแก่ ๆ ของเขาแดงก่ำ ทันใดนั้นก็คุกเข่าลงต่อหน้าฉินเฟิง “ขอบพระทัยท่านอ๋องที่เมตตาพ่ะย่ะค่ะ”
แต่เข่าของเฉินหวายยังไม่ทันแตะพื้น ฉินเฟิงก็ยื่นเท้าเข้ามารองไว้เสียก่อน
เข่าของเฉินหวายจึงถูกเท้าขวาของฉินเฟิงรองรับไว้พอดี
เฉินหวายตกตะลึงอีกครั้ง “เหตุใดท่านอ๋องจึงทำเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ?”
ฉินเฟิงไม่รีบตอบ เอื้อมมือคว้าไหล่ของเฉินหวายแล้วดึงเขาลุกขึ้นจากพื้น
“แม้ข้ากับฝ่าบาทจะขัดแย้งกัน แต่ข้าไม่เคยคิดทรยศต้าเหลียง ข้ายังคงเป็นท่านอ๋องแห่งต้าเหลียง”
“และเจ้า แน่นอนว่าก็เป็นขุนนางของต้าเหลียง”
“ต่อไปนี้ ขุนนางทั้งหมดในชายแดนเหนือไม่ต้องคุกเข่า”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เฉินหวายรู้สึกทั้งชื่นชมและละอายใจ
ตอนนั้นสมองเขาคงถูกลาเตะ ไม่เช่นนั้นทำไมถึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อกล่าวโทษฉินเฟิง? การกล่าวโทษท่านอ๋องผู้ห่วงใยบ้านเมืองเช่นนี้จนล้มลง ช่างเป็นบาปกรรมเหลือเกิน
เฉินหวายสูดหายใจลึก พยักหน้าหนักแน่น “ข้าน้อยเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ในใจข้าน้อยมีเพียงต้าเหลียงพ่ะย่ะค่ะ”
ในใจของฉินเฟิงเขาได้แยกต้าเหลียงกับฮ่องเต้ต้าเหลียงออกจากกันแล้ว ฉินเฟิงจงรักภักดีต่อต้าเหลียงแต่ไม่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้ต้าเหลียงอีกต่อไป
และที่เขาไม่ลงโทษเฉินหวาย กลับเป็นเพราะนิสัยดื้อรั้นของเฉินหวาย
คนแบบนี้ เมื่อยึดมั่นในเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งแล้ว ต่อให้วัวเก้าตัวก็ลากกลับมาไม่ได้
การให้เฉินหวายประจำการที่อำเภออันหยวน นับเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
เพราะในไม่ช้า อำเภออันหยวนจะกลายเป็นสนามรบที่สำคัญที่สุดและดุเดือดที่สุดระหว่างชายแดนเหนือและต้าเหลียง
หากเปลี่ยนเป็นคนที่มีนิสัย ‘ประนีประนอม’ มาประจำการที่อำเภออันหยวน ฉินเฟิงก็คงไม่วางใจจริง ๆ