บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1306 ทุกคนสวมเกราะ
บทที่ 1306 ทุกคนสวมเกราะ
องค์กรนี้ก็คือ หน่วยองครักษ์เสื้อแพร!
ในขณะที่กองทหารม้าออกรบในที่ต่าง ๆ ยังมีทูตส่งสารจำนวนมากคอยเดินทางไปมาระหว่างกองกำลัง เพื่อรายงานสถานการณ์สงครามกลับไปยังแนวหลังอย่างต่อเนื่อง และส่งคำสั่งไปยังกองกำลังต่าง ๆ ผ่านทูตส่งสาร
ด้วยเหตุนี้ แม้กองทหารม้าจะกระจายตัวออกไปดุจดาวบนท้องฟ้า ก็ยังสามารถรับคำสั่งหรือรายงานสถานการณ์ได้ทันท่วงที
ส่วนทูตส่งสารจะรวบรวมรายงานสถานการณ์จำนวนมาก ส่งไปยังหน่วยองครักษ์เสื้อแพรระดับสูง
ทูตส่งสารทุกหนึ่งร้อยนายจะมีทูตส่งสารระดับสูงหนึ่งคนดูแล และทูตส่งสารระดับสูงทุกหนึ่งร้อยนายจะมีหน่วยองครักษ์เสื้อแพรหนึ่งคนดูแล
ข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวบรวมขึ้นไปตามลำดับ สุดท้ายจะถูกจัดการโดยหน่วยองครักษ์เสื้อแพรหลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว จะคัดข้อมูลที่ไม่จำเป็นออก แล้วส่งข้อมูลที่มีค่าขึ้นไปรายงานต่อ จนกระทั่งถึงมือฉินเฟิง
ด้วยการประสานงานอย่างยาวนาน และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง องค์กรบัญชาการนี้ได้กลายเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพสูง
หากไม่นับเวลาที่ใช้ในการเดินทาง เวลาในการส่งข่าวสารระหว่างฉินเฟิงกับกองทหารม้าในแนวหน้า สามารถลดลงเหลือเพียงสองวันสั้น ๆ
หลิ่วหมิงรายงานข่าวสารที่หน่วยองครักษ์เสื้อแพรรวบรวมมาให้ฉินเฟิงอย่างต่อเนื่อง
“รายงานสถานการณ์สิบวัน กองทหารม้าสามารถทำลายฐานที่มั่นและป้อมปราการของฝ่ายตรงข้ามได้หกสิบเจ็ดแห่ง”
“สังหารและทำให้ศัตรูบาดเจ็ดได้แปดพันหกร้อยกว่านาย”
“ทำลายคลังเก็บเสบียงและจุดเก็บเสบียงสำรองได้ยี่สิบกว่าแห่ง”
“นอกจากกองทหารม้าจะเติมเสบียงที่จำเป็นแล้ว เสบียงส่วนที่เหลือทั้งหมดก็ถูกเผาทิ้ง จะไม่มีแม้แต่เมล็ดข้าวเดียวตกไปอยู่ในมือของกองทัพราชสำนัก”
“ฝ่ายเราสูญเสียทหารไปกว่าพันสองร้อยนายในสิบวัน ในจำนวนนั้นแปดร้อยนายเสียชีวิตในการรบ และอีกกว่าสี่ร้อยนายได้รับบาดเจ็บพ่ะย่ะค่ะ”
อัตราการสูญเสียเกือบจะถึงหนึ่งต่อแปด ฉินเฟิงพอใจกับสถานการณ์การรบเช่นนี้มาก
แต่เขาก็ยังเตือนว่า “ทหารที่บาดเจ็บถอยร่นออกมาทั้งหมด จะต้องขนย้ายกลับไปรักษาที่ชายแดนเหนือ ต้องพยายามลดการสูญเสียที่ไม่ได้เกิดจากการรบให้น้อยที่สุด”
หลิ่วหมิงพยักหน้ารัว ๆ “ขอฉินอ๋องโปรดวางใจพ่ะย่ะค่ะ เนื่องจากแนวรบด้านหน้ายังไม่เปิดฉากการโจมตี นอกจากสามส่วนของกองพลาธิการที่ประจำการอยู่กับที่เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันแล้ว อีกเจ็ดส่วนที่เหลือของกองพลาธิการก็ได้ทยอยเข้าสู่สนามรบเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน”
“หน้าที่ของพวกเขาคือ การจัดหาเสบียงเพิ่มเติมให้กับกองทหารม้ากองโจร และนำทหารที่บาดเจ็บกลับมารักษาพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ หลิ่วหมิงก็อดไม่ได้ที่จะเผยแววตาแห่งความภาคภูมิใจไว้ไม่มิด “ราชสำนักรู้แต่เพียงว่าชายแดนเหนือรบเก่ง แต่ไม่รู้ว่าระบบกองพลาธิการของชายแดนเหนือนั้นสมบูรณ์แบบอย่างเหลือเชื่อเพียงใด”
“ทหารที่บาดเจ็บแม้จะอยู่ไกลถึงสามร้อยลี้ ก็ใช้เวลาเพียงห้าวันก็สามารถส่งกลับไปรักษาที่แนวหลังได้”
“แม้แต่กองทหารม้ากองเล็ก ๆ ก็สามารถอาศัยทูตส่งสารติดต่อเพื่อรับเสบียงได้ตามจุดที่กำหนด”
“ทหารราชสำนักที่ชินกับการรบแบบป้องกันเมือง การจะเอาชนะกองทหารม้าของเป่ยตี๋ก็ยากอยู่แล้ว บัดนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทหารม้าของชายแดนเหนือ พวกเขาจะได้รู้ว่าสงครามที่แท้จริงนั้นรบกันอย่างไร”
หลิ่วหมิงมองไปที่ฉินเฟิงด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความร้อนแรง “ฉินอ๋องเข้าใจเรื่องสงครามเหนือกว่าแม่ทัพทุกคนในยุคนี้ไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“จ้าวอวี้หลงติดตามท่านมานานถึงเพียงนี้ ก็เรียนรู้ไปได้เพียงผิวเผินเท่านั้น”
ฉินเฟิงโบกมือห้าม เป็นสัญญาณให้หลิ่วหมิงหยุดพูดถึงจ้าวอวี้หลงอีก
นับตั้งแต่ที่จ้าวอวี้หลงเริ่มลงมือกับประชาชน ฉินเฟิงก็ไม่นับว่าเขาเป็นพี่น้องอีกต่อไป
ในตอนนั้นเอง ทหารส่งสารวิ่งกลับมา
“ฉินอ๋อง อำเภอติ้งเถาส่งกองทัพออกมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินเฟิงขมวดคิ้วแล้วแค่นเสียงเบา ๆ “พี่อวี้หลง ในที่สุดท่านก็ทนไม่ไหวแล้วสินะ?”
การโจมตีอย่างกะทันหันของจ้าวอวี้หลง อยู่ในการคาดการณ์ของฉินเฟิงทั้งหมด
เพราะกองทหารม้ากองโจรที่กระจายตัวราวกับดวงดาวนั้น จ้าวอวี้หลงไม่มีทางจัดการได้ เขาจึงต้องโจมตีอำเภออันหยวนอย่างหนัก เพื่อบังคับให้กองทหารม้าเหล่านั้นกลับมาช่วยเหลือ
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ…
ฉินเฟิงได้วางกับดักไว้ในอำเภออันหยวนไว้เรียบร้อยแล้ว!
“พี่อวี้หลง! ท่านจากจากชายแดนเหนือไปนานเกินไปแล้ว!”
“ฮ่องเต้ต้าเหลียง! ท่านรู้แค่ว่าชายแดนเหนือมั่งคั่งร่ำรวย แต่ไม่รู้ว่าชายแดนเหนือมั่งคั่งร่ำรายมากเพียงใด”
“วันนี้ ข้าจะให้พวกเจ้าได้เห็นกับตา!”
หลังจากฉินเฟิงออกคำสั่ง กองทัพใหญ่ก็เคลื่อนออกจากอำเภออันหยวน มุ่งหน้าไปยังอำเภอติ้งเถา
ในเวลาเพียงหนึ่งวัน กองทัพทั้งสองฝ่ายก็มาถึงสนามรบแล้ว
จ้าวอวี้หลงนำทัพด้วยตนเอง มีกำลังทหารถึงสามหมื่นนาย จัดทัพอย่างแน่นหนา ดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม
ส่วนทางด้านฉินเฟิงกลับส่งกำลังทหารเพียงสองหมื่นนาย นำโดยจ้าวเจิ้นไห่และหนิงหู่
แม้จะมีกำลังทหารน้อยกว่าหนึ่งหมื่นนาย แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน กลับเป็นกองทัพราชสำนักที่รู้สึกสิ้นหวัง!
เหตุผลนั้นง่ายมาก กองทัพชายแดนเหนือมีความได้เปรียบด้านอาวุธยุทโธปกรณ์มากเกินไป!
ทหารแนวหน้าห้าพันนาย สวมเกราะหนักทั้งหมด!
ฝ่ายจ้าวอวี้หลงก็มีทหารเกราะหนักเช่นกัน แต่มีเพียงสองพันนายเท่านั้น…
ด้วยแรงกดดันจากด้านหลัง จ้าวอวี้หลงจำต้องออกคำสั่งโจมตี ทหารเกราะหนักของทั้งสองฝ่ายจึงปะทะกันเป็นกลุ่มแรก
เนื่องจากทหารเกราะหนักมีพละกำลังใกล้เคียงกัน สิ่งที่ต่างกันคือจำนวนคน ฝ่ายที่มีจำนวนมากกว่าย่อมได้เปรียบในสนามรบ
ห้าพันนายสู้กับสองพันนาย ผลลัพธ์ช่างแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
หนิงหู่ไม่สนใจการต่อสู้อื่นใด เขามุ่งบัญชาการทหารเกราะหนัก ยึดครองตำแหน่งสำคัญในสนามรบ เพื่อให้การคุ้มครองทหารราบเบาด้านหลัง
เนื่องจากศัตรูไม่สามารถทะลวงฝ่ากำแพงโล่ของทหารเกราะหนักได้ง่าย ๆ อีกทั้งยังขาดแคลนกองทหารม้า จ้าวเจิ้นไห่จึงนำทหารราบเบาโจมตีอย่างไร้ความกังวล
ธนูนับไม่ถ้วนถูกยิงออกไปราวกับสายฝน โปรยปรายลงสู่แนวรบของศัตรู
ทหารราชสำนักล้มตายราวกับต้นกุยช่าย ร่วงหล่นลงอย่างไม่หยุดหย่อน
เมื่อจ้าวอวี้หลงส่งกองทหารม้าเพียงสามพันนายที่เหลืออยู่ในมือ เพื่อเตรียมอ้อมไปโจมตีด้านหลังของจ้าวเจิ้นไห่ แต่กลับพบอย่างสิ้นหวังว่า ที่ด้านหลังมีกองทหารม้าทมิฬคอยคุมเชิงอยู่!
กองทหารม้าทมิฬที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจ้าวอวี้หลง กลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดที่จ้าวอวี้หลงต้องเผชิญ
เมื่อมีกองทหารม้าทมิฬอยู่ กองทหารม้าของจ้าวอวี้หลงก็ไม่อาจโจมตีจากด้านหลังได้
ยิ่งสถานการณ์รบดำเนินไป การสูญเสียก็ยิ่งมากขึ้น การต่อสู้ดำเนินไปจนถึงฟ้ามืด กองกำลังสามหมื่นคนภายใต้การนำของจ้าวอวี้หลง สูญเสียไปเกือบห้าพันนายแล้ว!
ในจำนวนนั้น ทหารเกราะหนักสองพันนายสูญเสียไปเกินครึ่ง ส่วนทหารราบเบาได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก มีกองพันนับสิบหน่วยที่สูญเสียกำลังรบไป
รองแม่ทัพมาทัดทานห้ามจ้าวอวี้หลงมากกว่าหนึ่งครั้งแล้ว
“ท่านแม่ทัพ ถอยทัพเถิดขอรับ!”
“อัตราการสวมเกราะของทัพศัตรูสูงกว่ากองทัพของพวกเราอย่างมาก จำนวนทหารเกราะหนักมีมากกว่าพวกเราเกินสองเท่า แม้แต่ทหารราบเบาก็ยังสวมเกราะครึ่งตัวทั้งกองทัพ”
“แม้กองทหารม้าเบาของทัพศัตรูจะถูกส่งออกไปทั้งหมดแล้ว แต่ยังมีกองทหารม้าหนักที่ประสานการรบร่วมกับทหารราบ”
“หากรบต่อไป ก็จะเพิ่มการสูญเสียที่ไร้ความหมายเท่านั้น”
จ้าวอวี้หลงเคยคิดว่าจะสามารถโจมตีกองกำลังหลักของฉินเฟิงให้แตกพ่ายได้ในคราวเดียว แต่กลับไม่คิดว่าความแตกต่างจะมากมายถึงเพียงนี้ แม้แต่เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการบรรเทาแรงกดดันด้านหลังก็ยังทำไม่สำเร็จ
ตอนนี้นอกจากกองกำลังที่บุกรุกชายแดนเหนือแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแนวรบด้านหน้าหรือด้านหลัง ต่างก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากฉินเฟิง
สิ่งที่ทำให้เขาสิ้นหวังที่สุดคือ การโจมตีแบบก่อกวนอย่างต่อเนื่องของกองทหารม้ากองโจรเหล่านั้น กองพลาธิการที่เดิมก็ขาดแคลนอยู่แล้ว กลับยิ่งถูกโจมตีเสียหายอย่างรุนแรงจนย่อยยับ
สู้ก็แพ้ ไม่สู้ก็แพ้…
นี่คือความจนใจในการทำศึกสงครามกับฉินเฟิง