บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1310 การตายของจ้าวอวี้หลง
บทที่ 1310 การตายของจ้าวอวี้หลง
ในขณะที่การถกเถียงในราชสำนักกันไม่จบสิ้น สถานการณ์สงครามก็เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน
ฉินเฟิงส่งกองกำลังกองทหารม้าสองหมื่นนาย แยกออกเป็นสองเส้นทาง เป้าหมายชัดเจนคือการเกณฑ์ทหารตามเส้นทางเพื่อขยายกำลังทหาร
ไม่ว่าจะเป็นบารมีของฉินเฟิงในต้าเหลียง หรือความทุกข์ยากที่สงครามปราบปรามทางเหนือก่อให้แก่ประชาชน ล้วนทำให้การเคลื่อนทัพของกองทหารม้าสองหมื่นนายเป็นไปอย่างราบรื่น
กองทัพทั้งสองกองนี้ขยายตัวราวกับลูกบอลหิมะที่กลิ้งไป จำนวนคนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
ในเวลาเดียวกัน สถานการณ์ทางทหารที่อำเภอติ้งเถาก็เข้าขั้นวิกฤตอย่างยิ่ง
เมื่อเส้นทางกองพลาธิการถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์ กองกำลังที่ประจำการอยู่ในอำเภอติ้งเถาก็เริ่มแตกสลายจากภายในแล้ว
ฉินเฟิงฉวยโอกาสนี้ ส่งทหารรักษาการณ์จากอำเภออันหยวนออกไปโดยตรง เริ่มโจมตีอำเภอติ้งเถาอย่างหนัก
เนื่องจากขาดแคลนเสบียง อีกทั้งขวัญกำลังใจได้รับความเสียหายอย่างหนัก กำลังรบของทหารรักษาการณ์อำเภอติ้งเถาก็ลดน้อยลงอย่างมาก
เมื่อเผชิญกับการโจมตีอย่างดุเดือดที่ฉินเฟิงส่งมาอย่างกะทันหัน ความพ่ายแพ้ก็มาเร็วกว่าที่ทุกคนคาดการณ์ไว้มาก
ฉินเฟิงถึงกับนำทัพมาด้วยตนเอง ภายใต้การคุ้มกันของหลิ่วหมิงและคนอื่น ๆ บัญชาการกองทัพโอบล้อมโจมตีอำเภอติ้งเถา
หลังจากการรบอย่างดุเดือดหนึ่งวันหนึ่งคืน แนวป้องกันทางตะวันออกซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุดของอำเภอติ้งเถาก็แตกเป็นที่แรก
ภายใต้การคุ้มกันของทหารธนู บันไดเชือกถูกพาดขึ้นกำแพงเมืองทีละอัน ทหารชายแดนเหนือทยอยปีนขึ้นไป หลังจากการต่อสู้อย่างดุเดือดเพียงไม่กี่ชั่วยาม ก็ยึดกำแพงด้านตะวันออกของอำเภอติ้งเถาได้อย่างราบคาบ
เมื่อกำแพงเมืองถูกทำลาย สงครามครั้งนี้ก็ถือว่าตัดสินผลแพ้ชนะได้แล้ว
เนื่องจากขาดแคลนเสบียง ทหารรักษาการณ์ในเมืองจึงไม่สามารถต่อสู้ในเมืองกับฉินเฟิงได้เลย
หลังจากการต่อสู้ในเมืองเป็นเวลาสองวัน สุดท้ายเหลือเพียงศาลว่าการอำเภอที่จ้าวอวี้หลงอยู่เท่านั้นที่ยังไม่ถูกโจมตี
ขณะนี้ศาลว่าการอำเภอถูกล้อมไว้อย่างแน่นหนา ฉินเฟิงเดินทางมาที่ศาลว่าการอำเภอด้วยตนเอง มองดูทหารรักษาการณ์ที่ยังคงต่อต้านอย่างดื้อรั้นอยู่ข้างใน ฉินเฟิงไม่พูดพร่ำทำเพลง สั่งให้ทหารเกราะหนักบุกเข้าไปทันที
กองกำลังแนวหน้าที่ประกอบด้วยทหารเกราะหนักสามสิบนาย ถือโล่บุกทะลวงประตูใหญ่ของศาลว่าการอำเภอ
กองกำลังแนวหน้าบุกเข้าศาลว่าการอำเภอ และต่อสู้กับทหารรักษาการณ์ที่สวมเกราะหนักเช่นกันอย่างดุเดือด
น่าเสียดายที่เนื่องจากจำนวนทหารทั้งสองฝ่ายต่างกันมาก ทหารเกราะหนักของฉินเฟิงหากเหนื่อยล้า ก็สามารถถอยออกมาให้ทหารที่ยังมีเรี่ยวแรงเข้าไปแทนที่ได้ทันที
แต่ทหารรักษาการณ์ที่ศาลว่าการอำเภอ กลับต้องต่อสู้เพียงลำพัง ได้แต่กัดฟันสู้ต่อไป
เมื่อหมดเรี่ยวแรง ชุดเกราะหนักก็กลายเป็นภาระ และไม่นานก็กลายเป็นการสังหารฝ่ายเดียว
ทันใดนั้น เสียงดังสนั่นก็ดังขึ้น ทหารเกราะหนักนายหนึ่งถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไป
เมื่อมองไปตามเสียง เห็นชายคนหนึ่งสวมชุดเกราะแม่ทัพ ถือแหลน และมีค้อนแตงทองห้อยอยู่ที่เอว เดินออกมา นั่นคือจ้าวอวี้หลงนั้นเอง
แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน จ้าวอวี้หลงก็ไม่มีความคิดที่จะยอมแพ้ เขาใช้แหลนในมือแทงทหารเกราะหนักที่อยู่ตรงหน้าอย่างต่อเนื่อง
หลังจากการต่อสู้อย่างดุเดือดแต่สั้น แหลนก็หักเป็นสองท่อน จ้าวอวี้หลงรีบชักค้อนแตงทองจากเอวออกมา เตรียมต่อสู้ระยะประชิด
น่าเสียดายที่ทหารเกราะหนักในที่นั้นไม่ให้โอกาสจ้าวอี้หลงเลยแม้แต่น้อย
พวกเขาถือขว้านด้ามยาว ดาบใหญ่ และแหลนพุ่งเข้าฟันใส่จ้าวอวี้หลงจากทุกทิศทาง
เนื่องจากทุกคนสวมชุดเกราะหนักและใช้อาวุธหนักด้ามยาว แม้จ้าวอวี้หลงจะเก่งกาจในการต่อสู้และมีพละกำลังน่าทึ่ง ก็ยังไม่สามารถพลิกสถานการณ์ที่เสียเปรียบได้
เมื่อเขาไม่สามารถใช้ค้อนแตงทองในมือสังหารทหารเกราะหนักตรงหน้าได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเผชิญกับการล้อมโจมตีของทหารเกราะหนัสิบกว่านายรอบด้าน เขาก็ทำได้เพียงยอมจำนนเท่านั้น
ในพริบตา แผ่นเกราะป้องกันหัวใจที่หน้าอกของจ้าวอวี้หลงก็ถูกฟาดกระเด็นออกไป ตามด้วยต้นขาที่ถูกกระบองที่มีหนามแหลมฟาดเข้าอย่างแรง
พรวด!
เสียงทุ้มดังขึ้น ขาขวาของจ้าวอวี้หลงถูกฟาดจนหัก เขาทรุดลงคุกเข่าข้างเดียวอย่างควบคุมไม่ได้
ทหารเกราะหนักฉวยโอกาสนี้ กรูเข้ามารุมกดตัวจ้าวอวี้หลงลงกับพื้น ควบคุมตัวไว้แน่นหนา
ฉินเฟิงที่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก้าวเดินมาหยุดตรงหน้าจ้าวอวี้หลง มองลงมาที่เขาด้วยสายตาที่เผยความรู้สึกเสียใจเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นความโกรธแค้น
“อวี้หลง เจ้าอยู่ข้างกายข้ามานานถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่เคยเรียนรู้บทเรียนใดเลยหรือ?”
“นับตั้งแต่เจ้าลงมือกับประชาชนชายแดนเหนือของข้า พวกเราก็กลายเป็นศัตรูคู่แค้นกันแล้ว พี่น้องในอดีต ต้องมาจบลงในสภาพเช่นนี้ มันคุ้มค่าแล้วหรือ?”
เมื่อเผชิญกับคำถามของฉินเฟิง จ้าวอวี้หลงกลับไม่ได้แสดงความโกรธแค้นหรือโศกเศร้าอย่างแม่ทัพผู้พ่ายแพ้ ตรงกันข้าม แววตาของเขายังคงมุ่งมั่นแน่วแน่อย่างยิ่ง
“พี่ฉิน มองดูทั่วหล้าแล้ว มีเพียงแพ้ในมือท่านเท่านั้น ที่ข้ายอมรับจากใจจริง”
“ส่วนเรื่องที่ลงมือกับประชาชน นั่นก็เป็นสิ่งที่ถูกบีบคั้นจนไม่มีทางเลือก เพราะข้าจำเป็นต้องชนะสงครามครั้งนี้”
“สงครามที่ถูกกำหนดให้พ่ายแพ้ครั้งนี้”
นับตั้งแต่จ้าวอวี้หลงรับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการสูงสุดในแนวหน้าของสงครามปราบปรามทางเหนือ เขาก็ไม่ได้หวังมากนักกับสงครามครั้งนี้ แต่ในฐานะแม่ทัพเขาก็ต้องทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อให้ได้ชัยชนะ
ดั่งคำที่ว่า ‘ทำทุกสิ่งตามความสามารถมนุษย์ แล้วปล่อยให้เป็นไปตามลิขิตฟ้า’
แต่ความจริงก็คือ เขาไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ บัดนี้พ่ายแพ้แล้ว จ้าวอวี้หลงก็ไม่เสียใจและไม่เสียดาย เพราะเขาได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว
“พี่ฉิน สังหารข้าเถิด ข้าจะไม่เกลียดท่านเด็ดขาด”
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาอันมุ่งมั่นของจ้าวอวี้หลง ฉินเฟิงก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้
เพราะตั้งแต่ต้นจนจบ จ้าวอวี้หลงไม่เคยเห็นแก่ตัวแม้แต่น้อย ทุกสิ่งที่เขาทำล้วนคำนึงถึงอนาคตของต้าเหลียง
เป้าหมายของเขากับฉินเฟิงนั้นเหมือนกัน ต่างก็เพื่อให้ประชาชนต้าเหลียงหลุดพ้นจากความทุกข์ของสงคราม และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
น่าเสียดายที่พี่น้องในอดีต กลับเดินคนละเส้นทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
บัดนี้กลับมาพบกันอีกครั้ง กลับกลายเป็นการเผชิญหน้ากันด้วยอาวุธ แยกจากกันด้วยความเป็นความตาย
ฉินเฟิงไม่ได้สั่งให้ทหารปล่อยจ้าวอวี้หลง เพราะจากที่ฉินเฟิงรู้จักจ้าวอวี้หลง เพื่อให้ได้ชัยชนะในสงครามครั้งนี้ จ้าวอวี้หลงจะต้องไม่ลังเลที่จะทำเรื่อง ‘จับโจรต้องจับหัวหน้าก่อน’ แน่นอน
แม้แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา จะเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายในอดีตก็ตาม
ฉินเฟิงส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น “อวี้หลง สงครามครั้งนี้กำลังจะสิ้นสุดลง แม้เจ้าจะไม่ได้เห็น แต่เจ้าวางใจได้ ยุคทองที่เจ้าหวังไว้ จะต้องมาถึงอย่างแน่นอน”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น จ้าวอวี้หลงก็ยิ้มพลางพยักหน้า
“พี่ฉิน ข้าเชื่อใจท่าน…”
ฉินเฟิงหลับตาลง สูดหายใจลึก ๆ แม้จะรู้สึกเสียใจมากมายเพียงใด เขาก็ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนชายแดนเหนือที่ล้มตายไป
ฉินเฟิงค่อย ๆ หมุนตัวเดินจากไป ในขณะเดียวกัน ทหารก็ปิดประตูศาลว่าการอำเภอลง
ครู่ต่อมา ฉินเฟิงยืนอยู่บนป้อมปราการประตูอำเภอติ้งเถา มองลงไปยังทหารรักษาการณ์ที่พ่ายแพ้ยับเยิน กลับไม่รู้สึกยินดีกับชัยชนะครั้งใหญ่แม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม จิตใจของเขากลับหนักอึ้งอย่างยิ่ง
ในตอนนั้นเอง หลิ่วหมิงเดินมาข้างกายฉินเฟิง “ฉินอ๋อง จ้าวอวี้หลงได้จากไปแล้วแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น แววตาโศกเศร้าของฉินเฟิงพลันเด็ดเดี่ยวขึ้นมาทันที “จบมันเสียที ให้ทุกอย่างจบลง”
“ข้าไม่อยากให้มีใครต้องถูกบีบให้มายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามข้า เพราะฮ่องเต้ต้าเหลียงอีก”
“ส่งคำสั่งของข้า ให้กองทัพทั้งหมดได้พักฟื้นแล้ว ให้เริ่มเคลื่อนพลไปยังเมืองหลวง เพื่อยุติสงครามที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้อย่างถาวร”