บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1312 เฉินเจิ้งลาออกจากตำแหน่ง
บทที่ 1312 เฉินเจิ้งลาออกจากตำแหน่ง
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก* [1] แล้ว จ้าวเจิ้นไห่กลับไม่แสดงท่าทีสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
เขามองดูหน่วยองครักษ์ชุดดำที่มาแจ้งข่าว โดยที่ยังไม่ลงจากหลังม้า จ้องมองอีกฝ่ายอย่างดูแคลนจากที่สูง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“เจ้ามาแจ้งข่าวกับข้าที่นี่ มีจุดประสงค์ใด?”
หน่วยองครักษ์ชุดดำรู้สึกได้ถึงกระแสพลังน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของจ้าวเจิ้นไห่ จึงกลืนน้ำลายก่อนรีบประสานมือคารวะ แล้วกล่าวอย่างระมัดระวัง “ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์แล้ว สงครามปราบปรามทางเหนือจะยุติลงโดยสมบูรณ์”
“กองทัพชายแดนเหนือไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเมืองหลวงอีกต่อไป ขอท่านแม่ทัพโปรดถอนทัพกลับด้วยเถิดขอรับ”
คำตอบของหน่วยองครักษ์ชุดดำอยู่ในการคาดการณ์ของจ้าวเจิ้นไห่ทั้งหมด
ตั้งแต่ต้นจนจบ หลี่ยงก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ฉินเฟิงวางไว้ในเมืองหลวง เพื่อเตือนฮ่องเต้ต้าเหลียงว่า ตราบใดที่พระองค์ไม่ล้ำเส้นของฉินเฟิง ต้าเหลียงก็จะยังคงเป็นต้าเหลียงของตระกูลหลี่
หลังจากฮ่องเต้ต้าเหลียงสละราชสมบัติ บัลลังก์ก็จะตกเป็นของหลี่ยงโดยชอบธรรม
แม้กระทั่งในอนาคตอันใกล้นี้ ชายแดนเหนือก็จะกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของหลี่ยงอย่างสมบูรณ์
แต่ทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขคือความสงบสุขระหว่างผู้ปกครองและขุนนางต้องราบรื่น
แต่ตอนนี้ไฟสงครามได้ปะทุขึ้นแล้ว ยังจะคิดมาปรองดองกันอีกหรือ? สายเกินไปแล้ว!
จ้าวเจิ้นไห่แค่นเสียงเย็นชา พลางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ให้ข้าถอนทัพ? เจ้าคิดว่าข้ามีอำนาจขนาดนั้นหรือ ข้าก็แค่ผู้นำทัพที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น”
“เรื่องใหญ่อย่างการถอนทัพ ข้าไม่มีอำนาจตัดสินใจ”
“ตราบใดที่ฉินอ๋องยังไม่มีคำสั่ง ทุกอย่างก็จะดำเนินไปตามแผน”
“อยากให้ถอนทัพหรือ? ไปรายงานฉินอ๋องก่อน แล้วให้ฉินอ๋องออกคำสั่งมา จนกว่าข้าจะได้รับคำสั่งจากฉินอ๋อง”
น้ำเสียงของจ้าวเจิ้นไห่ไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง ไม่ให้ช่องทางต่อรองกับหน่วยองครักษ์ชุดดำแม้แต่น้อย
หน่วยองครักษ์ชุดดำตกใจจนหน้าถอดสี ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่ขุนนางใหญ่ในราชสำนักก็ยังยากที่จะพบฉินเฟิงได้
และหากไม่ส่งข่าวถึงหน้าฉินเฟิง ฉินเฟิงก็สามารถอ้างได้ว่าไม่รู้เรื่องการขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้องค์ใหม่
ในขณะที่หน่วยองครักษ์ชุดดำกำลังลำบากใจ จ้าวเจิ้นไห่ก็สั่งให้กองทัพเดินหน้าต่อ
กองทัพอันยิ่งใหญ่เคลื่อนไปอย่างไม่มีอะไรหยุดยั้งได้
หน่วยองครักษ์ชุดดำรีบคุกเข่าลงกับพื้น วิงวอนด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร “ท่านแม่ทัพจ้าว ขอท่านให้เวลาอีกสักไม่กี่วัน ข้าจะรีบกลับไปรายงานความจริง ส่งคนควบม้าเร็วไปยังชายแดนเหนือ แจ้งข่าวให้ฉินอ๋องทราบ”
“ข้าเชื่อว่าฉินอ๋องจะต้องถอนทัพแน่นอน”
จ้าวเจิ้นไห่กระตุกบังเหียน ม้าศึกวิ่งตรงไปจะเหยียบหน่วยองครักษ์ชุดดำ แต่หน่วยองครักษ์ชุดดำตอบสนองไว รีบกระโดดหลบไปด้านข้าง จึงไม่ถูกเหยียบตายคาที่
จ้าวเจิ้นไห่มองด้วยสายตาเย็นชา กล่าวเสียงเย็น “ข้าบอกแล้วว่า ไม่มีคำสั่งจากฉินอ๋อง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผนการ”
“หากเจ้ากล้าขวางทางข้าอีก จะประหารเจ้า ณ ที่นี้”
เมื่อกล่าวจบ จ้าวเจิ้นไห่ก็ไม่สนใจหน่วยองครักษ์ชุดดำอีกต่อไป นำกองทัพเคลื่อนพลอย่างยิ่งใหญ่ ไปตามถนนหลวงจากอำเภอฝูอวิ้นมุ่งสู่เมืองหลวง
หน่วยองครักษ์ชุดดำสิ้นหวังโดยสมบูรณ์
เห็นได้ชัดว่า ฉินเฟิงคาดการณ์ไว้แล้วว่าราชสำนักจะรีบให้หลี่ยงขึ้นครองราชย์ก่อน เพื่อให้เรื่องเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้แล้ว
ดังนั้นฉินเฟิงก็สามารถใช้วิธีเดียวกันตอบโต้กลับไป
ส่งทหารบุกตีเมืองหลวงโดยตรง และโค่นหลี่ยงลงจากบัลลังก์
หน่วยองครักษ์ชุดดำทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น ดวงตาว่างเปล่าไร้ประกาย พึมพำกับตัวเอง “จบแล้ว ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว”
“คราวนี้ทำให้ฉินเฟิงโกรธจนสุดขีดแล้ว ไม่มีทางเจรจาอะไรได้อีก”
ข่าวการรุกคืบของกองทัพชายแดนเหนือ แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงพร้อม ๆ กัน
แต่ราชสำนักกับประชาชนกลับมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ประชาชนในเมืองหลวงไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังก่อนสงครามครั้งใหญ่แต่อย่างใด กลับใช้ชีวิตตามปกติเหมือนเดิม แทบไม่มีใครรู้สึกหวาดกลัวเลย
เพราะพวกเขารู้ดีว่าฉินเฟิงจะไม่สังหารผู้บริสุทธิ์อย่างแน่นอน
ส่วนในราชสำนักกลับโต้เถียงกันวุ่นวาย นำโดยขุนนางพลพรรคเถาหลินในอดีต หวังว่าจะเปิดประตูเมืองเจรจากับฉินเฟิง
ส่วนเฉินเจิ้งและขุนนางที่สนับสนุนหลี่ยง ต่างไม่ยอมรับข้อเสนอนี้เด็ดขาด เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากเปิดประตูเมืองเมื่อไหร่ หลี่ยงก็จบเห่แน่
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังโต้เถียงกันไม่หยุด หลี่ยงกลับเท้าคาง พลางโบกมือเบา ๆ ตัดบทการถกเถียงของทุกคน
“หยุดทะเลาะกันได้แล้ว”
“ฟังเจิ้นก่อนดีกว่า”
เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างจ้องมองไปที่หลี่ยง แม้กองทัพจากชายแดนเหนือจะมาถึงหน้าประตูเมืองแล้ว แต่หลี่ยงกลับไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ราวกับมั่นใจว่าเขาจะต้องผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้แน่
เฉินเจิ้งขมวดคิ้วแน่น รีบถามว่า “ฝ่าบาทมีวิธีดี ๆ ที่จะทำให้ฉินเฟิงถอนทัพหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
มุมปากของหลี่ยงยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างอย่างชาญฉลาดว่า “แน่นอนว่าเจิ้นมีวิธี”
“ในอดีต เจิ้นเคยอดทนอยู่ในวังหลังมาหลายปี กว่าจะรอให้พี่ชายของเจิ้นล้มลง”
“หลังจากนั้นเจิ้นก็ถูกกักบริเวณ แต่เจิ้นก็อดทนมานานถึงเพียงนี้ จนได้ครองบัลลังก์”
“หลายปีที่ผ่านมา เจิ้นอดทนมาตลอด จนชินชาเสียแล้ว ต่อให้ต้องอดทนอีกสักกี่ปีสองปี ก็จะเป็นไรไป?”
ได้ยินดังนั้น หัวใจของเฉินเจิ้งก็เกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมาแล้ว
แต่เขาก็ยังมีความหวังเล็กน้อย จึงถามต่อว่า “แล้วฝ่าบาทตั้งพระทัยจะทำอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
หลี่ยงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน เดินลงจากบัลลังก์ แล้วเอ่ยอย่างสงบนิ่ง “แน่นอนว่าเจิ้นจะลงนามในข้อตกลงบุรุษกับฉินเฟิง”
“เจิ้นจะส่งมอบบัลลังก์ให้หลี่จางทันที และฉินเฟิงจะไม่แตะต้องราชวงศ์ตระกูลหลี่แม้แต่น้อย แล้วถอยทัพกลับไปยังชายแดนเหนือ”
“ตราบใดที่หลี่จางยังครองราชย์อยู่ จะไม่มีสงครามรุกรานทางเหนืออีก นี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกคน”
“ส่วนเรื่องที่ว่าในอนาคตจะสามารถแก้ไขความวุ่นวายและคืนบัลลังก์ให้เจิ้นได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าฉินเฟิงจะรักษาสัญญาหรือไม่”
คำพูดของหลี่ยงนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นการเสียอำนาจและทำให้แผ่นดินอับอาย เป็นความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวง
เฉินเจิ้งแทบไม่ลังเลเลยสักนิด ตวาดเสียงดังว่า “น่าอับอาย!”
น่าเสียดายที่ทั่วท้องพระโรงมีเพียงเสียงของเฉินเจิ้งเท่านั้นที่ก้องกังวานอยู่
สำหรับขุนนางทั้งหลายที่ได้ยินเรื่องนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือหนทางเดียวที่เหลืออยู่ แม้ว่าหลี่ยงเพิ่งขึ้นครองราชย์ก็ต้องสละราชสมบัติ มันเป็นความอัปยศอดสูอย่างแท้จริง แต่หากการทำเช่นนี้จะรักษาราชวงศ์ตระกูลหลี่ไว้ได้ ก็นับเป็น… หนทางที่ไม่มีทางเลือกอื่น
“ฝ่าบาททรงพระปรีชาญาณพ่ะย่ะค่ะ!”
“ท่านใต้เท้าเฉิน แม้ท่านจะเป็นขุนนางผู้ซื่อตรง แต่กลับไม่ยอมผ่อนปรนแม้แต่น้อย หรือว่าท่านต้องฝังทั้งราชวงศ์ลงไปจึงจะพอใจ?”
“ทั่วหล้าต่างรู้นิสัยของฉินเฟิง หากฉินเฟิงยอมลงนามในสัญญาบุรุษนี้ เขาจะไม่มีวันผิดคำพูด”
“ให้ซื่อจื่อหลี่จางสืบทอดบัลลังก์ แผ่นดินต้าเหลียงก็ยังคงอยู่ในมือราชวงศ์ตระกูลหลี่”
ตั้งแต่ฮ่องเต้ลงมาถึงขุนนาง ทุกคนต่างยอมอ่อนข้อเพื่อระงับความโกรธของฉินเฟิง
แม้เฉินเจิ้งจะยืนกรานต่อไป เสียงของเขาเพียงคนเดียวจะก่อให้เกิดคลื่นอะไรขึ้นมาได้
เฉินเจิ้งไม่มีทางเลือก ได้แต่ถอดชุดขุนนางออก แล้วเอ่ยเสียงดังกังวาน “กระหม่อมจะไม่ยอมประนีประนอมเด็ดขาด กระหม่อมยอมลาออกจากตำแหน่งแล้วกลับบ้านเกิด ดีกว่าจะช่วยเหลือฮ่องเต้ที่ขึ้นครองราชย์อย่างไม่ชอบธรรมพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อกล่าวจบ เฉินเจิ้งก็สะบัดแขนเสื้อจากไป แต่ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวาง
มีคำกล่าวว่า คนรุ่นก่อนปลูกต้นไม้ คนรุ่นหลังได้อาศัยร่มเงา แต่สำหรับราชวงศ์ตระกูลหลี่แล้ว กลับเป็นคนรุ่นก่อนขุดหลุม คนรุ่นหลังต้องถมกลบ
ทั้งหมดนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่น่าเสียดายที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงทนเห็นฉินเฟิงไม่ได้ สุดท้ายจึงนำไปสู่หายนะทั้งหมดนี้
ส่วนหลี่ยงกลับเป็นคนที่สามารถปล่อยวางได้ หรือกล่าวได้ว่า นับตั้งแต่เขาถูกกักบริเวณ และได้เห็นความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวของฉินเฟิง เขาก็มองเห็นสัจธรรมแล้ว
เชิงอรรถ
ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก หมายความว่า สถานการณ์ที่บางสิ่งบางอย่างได้เกิดขึ้นหรือดำเนินไปจนถึงจุดที่สำเร็จลุล่วงแล้ว และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมได้อีก ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
อุปมาเหมือนข้าวสารดิบที่ถูกนำไปต้มจนสุกแล้ว ก็ไม่สามารถทำให้กลับไปเป็นข้าวสารดิบได้อีก