บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 143 ฝึกซ้อมกลางดึก
บทที่ 143 ฝึกซ้อมกลางดึก
ฉินเฟิงที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยคนในครอบครัวมุ่งหน้ากลับมาที่จวนสกุลฉิน
ทางหอสุรามีหลินฉวีฉีดูแลอยู่ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้นตอนนี้
หลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน นายน้อยฉินก็รู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งร่างกายและจิตใจ เขากำลังเตรียมจะพักผ่อน แต่กลับเห็นเงาร่างสีดำอยู่ที่มุมห้องนอน ชายหนุ่มตกใจจนหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
“บัดซบ ผีหลอก!”
พริบตาต่อมา เสี่ยวเซียงเซียงก็ก้มหน้าลง เดินกำชายผ้าออกมา ดูเหมือนนางจะน้อยใจอย่างมาก น้ำตานางไหลเต็มกรอบหน้า คิดว่าคงร้องไห้มาก่อนหน้านี้สักพักแล้ว
“เสี่ยวเซียงเซียงตัวน้อยของข้านี่เอง ข้าก็ตกใจหมด… เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนสิ!” ฉินเฟิงผงะไปครู่หนึ่ง เขารีบดึงเสี่ยวเซียงเซียงมาอยู่ข้างกาย แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ใครรังแกเจ้า กล้ารังแกคนของนายน้อยฉินอย่างข้าจะไม่ถูกลงโทษได้อย่างไร บอกข้ามาสิว่ามันเป็นใคร ข้าจะไปทุบตีให้มันฟันร่วงเลย!”
เสี่ยวเซียงเซียงกัดริมฝีปากบางของนางเบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงแผ่ว “ไม่มีใครรังแกข้าน้อยหรอกเจ้าค่ะ… ข้าน้อยแค่รู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์เกินไป ไม่สามารถช่วยอะไรนายน้อยได้เลย ข้ารู้สึกเหมือนว่าเป็นส่วนเกิน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉินเฟิงก็เข้าใจทันที
ช่วงสองสามวันนี้ฉินเฟิงมีงานยุ่งตลอด ส่วนเสี่ยวเซียงเซียงถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว แม่นางน้อยผู้นี้กำลังอิจฉาอย่างเห็นได้ชัด
นางรู้สึกว่าโดนแย่งชิงความโปรดปรานสินะ…
ฉินเฟิงหัวเราะเบา ๆ และลูบมือของเสี่ยวเซียงเซียง “ใครบอกว่าเจ้าเป็นส่วนเกิน เจ้ามีความสำคัญมากสำหรับข้านะ”
ดวงตาของเสี่ยวเซียงเซียงสว่างขึ้นเล็กน้อย “จริงหรือเจ้าคะ?”
ฉินเฟิงตบหน้าอกของเขา แล้วพูดอย่างจริงจัง “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว! ยามปกติใครกันที่คอยแต๊ะอั๋งข้า ในเหมันตฤดูใครกันที่คอยอุ่นเตียงให้ ยามคิมหันต์ใครกันที่คอยโบกพัดให้ข้า สารทฤดูใครกันที่ซักผ้าให้ข้า วสันตฤดูใครกันที่คอยต้มสุราให้ข้า ทั้งจวนฉิน เรือนหลัง และห้องนอนข้าจะขาดใครก็ได้…ยกเว้นเจ้า”
ดวงตาของเสี่ยวเซียงเซียงเป็นประกายด้วยความเขินอาย “นายน้อยก็ดีแต่พูดเรื่องไร้สาระพรรคนี้กับข้าน้อย อีกอย่าง สาวใช้คนไหนก็สามารถทำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ได้เป็นอย่างดีทั้งนั้น ข้าน้อยช่วยอะไรนายน้อยไม่ได้เลย อย่างเรื่องที่หอสุราในวันนี้…”
“ใครบอกว่าเจ้าช่วยไม่ได้”
ฉินเฟิงโอบเสี่ยวเซียงเซียงเข้ามา ใช้โอกาสนี้สัมผัสลูบคลำเรือนร่างของนางอย่างบ้าคลั่ง “เจ้าคิดไปถึงไหนแล้ว! ตอนนี้เจ้าเป็นสาวใช้ ดังนั้นเจ้าจึงต้องทำงานเหล่านี้ ในอนาคต ข้าจะรับเจ้าเป็นอนุ งานลำบากและน่าเบื่อหน่ายเหล่านี้ เจ้าย่อมไม่ต้องทำอีก”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ แก้มของเสี่ยวเซียงเซียงก็กลายเป็นสีแดงเรื่อทันที นางรีบก้มศีรษะลง รู้สึกกระดากอายนัก แม้ว่าในใจนางจะร่าเริง แต่นางก็พึมพำด้วยเสียงแผ่วเบา “ข้าน้อยมีฐานะต่ำต้อย จะเป็นอนุของนายน้อยได้อย่างไร…”
ฉินเฟิงโบกมือ “ข้าบอกว่าเจ้าเป็นได้ก็คือเป็นได้สิ!”
แน่นอนว่าฉินเฟิงรู้ดี ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับอนุได้ ถ้าไม่มีความสามารถก็ต้องมีอำนาจในระดับท้องถิ่น และต้องได้รับการอนุมัติจากทางการ ถึงจะรับอนุได้
หากคนธรรมดารับอนุเป็นการส่วนตัว หมายความว่าพวกเขากำลังนอกใจ ‘ฮูหยิน’ นั่นเท่ากับการรนหาที่ตาย
ไม่ใช่ว่าทุกสังคมศักดินา สตรีจะมีสถานะต่ำต้อย
ตอนนี้ฉินเฟิงได้รับเข็มขัดทองแล้ว ถือว่ามีคุณสมบัติพอที่จะรับอนุด้วย หากเขาต้องการมีภรรยาและอนุ เขาจะต้องทำคุณงามความดีหรืออะไรสักอย่างก่อน
สำหรับอนุ แม้จะมีศักดิ์เทียบเท่ากับสาวใช้ระดับสูง แต่ก็ยังห่างไกลจากภรรยาหลวงอยู่ดี
สำหรับเสี่ยวเซียงเซียง หากได้เป็นอนุภรรยานั่นก็ถือว่าเกินฝันไปไกลแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังต้องรอจนกว่าฉินเฟิงจะแต่งภรรยาหลวงอย่างเป็นทางการเสียก่อน ถึงจะสามารถรับอนุได้ ไม่มีที่ไหนที่อนุแต่งเข้าก่อนภรรยาหลวง
เสี่ยวเซียงเซียงหน้าแดงด้วยความเขินอาย ความขุ่นเคืองในใจนางก็มลายหายไป ในขณะที่ปล่อยให้ฉินเฟิงทำทุกอย่างที่เขาต้องการ สาวใช้ตัวน้อยก็เอ่ยกระซิบ “นายน้อย เรื่องวันนี้ที่หอสุราช่างน่าตกใจจริง ๆ แม้แต่คนจากหน่วยลาดตระเวนเมืองก็ยังไปที่เกิดเหตุ ข้าน้อยคิดว่านายน้อยตกอยู่ในอันตราย อยากออกไปช่วยใจแทบขาด”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉินเฟิงก็รู้สึกอบอุ่นในใจ จากนั้นเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้ พลันตบต้นขาหนึ่งฉาด “สมองของข้านี่นะ!”
ฉินเฟิงคลายอ้อมแขนที่โอบกอดเสี่ยวเซียงเซียงไว้ แล้ววิ่งออกไป
เสี่ยวเซียงเซียงรีบวิ่งตามออกไปติด ๆ และเอ่ยถามอย่างสงสัย “นายน้อย ดึกขนาดนี้แล้ว ท่านจะไปที่ใดเจ้าคะ?”
ฉินเฟิงไม่หยุดฝีเท้า เพียงยกมือโบก “ไปที่หน่วยลาดตระเวนเมือง ไม่ต้องรอข้า ฉินเสี่ยวฝู เจ้าไปตายที่ไหนแล้ว? รีบตามข้าไปทำธุระเร็วเข้า ไปตามชูเฟิงมาด้วย”
พรุ่งนี้เป็นพิธีชำระอาภรณ์แล้ว แม้ว่าจะบอกสวีโม่ไว้เรียบร้อย แต่จำนวนคนที่จะได้เดินทัพออกรบมีจำกัด การแข่งขันจะต้องดุเดือดเป็นแน่
ในเวลานี้ สวีโม่กำลังเอามือไพล่หลังเดินไปรอบ ๆ หน่วยลาดตระเวน ในใจหงุดหงิดงุ่นง่านเป็นอย่างมาก ปากก็พร่ำบ่นพึมพำ “ฉินเฟิงจะมาหรือไม่มากันแน่ ไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงกี่ยามแล้ว พิธีชำระอาภรณ์ในวันพรุ่งนี้ สำหรับการประลองด่านประจัญหน้าก็ยังพอว่าเถอะ ข้ายังพอกัดฟันสู้ได้ แต่ด่านกลยุทธ์และการปรับตัวจะจัดการอย่างไรเล่า เฮ้อ… วันนี้เกิดเรื่องวุ่นวายหลายประการที่หอสุรา ฉินเฟิงคงจะเหนื่อยล้า ควรจะได้พักผ่อน…”
ในตอนที่สวีโม่กำลังกังวลอย่างยิ่ง ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาก็เข้ามารายงานว่า ฉินเฟิงขอเข้าพบ
เมฆครึ้มบนใบหน้าของสวีโม่ถูกพัดหายไปทันที เขารุดก้าวออกไปต้อนรับ “พี่ฉิน ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที!”
ฉินเฟิงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ กล่าวทักทายง่าย ๆ แล้วขอให้สวีโม่เรียกรวมพลทหารทุกนาย
ทหารทั้งหมดที่มารวมตัวกันมีสามร้อยนาย
หน่วยลาดตระเวนเมืองสองร้อยนาย และทหารชั้นยอดที่ได้รับเลือกจากกรมกลาโหมอีกหนึ่งร้อยนาย
คนเหล่านี้ล้วนเป็นมือดี พวกเขายืนเรียงกันเป็นระเบียบ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น สายตาที่มองฉินเฟิงสดใสเป็นประกาย
ฉินเฟิงพอใจมาก เขาเดินเอามือไพล่หลังวนไปวนมาสองรอบแล้วถามอย่างสบาย ๆ “ที่นี่มีบุตรหลานขุนนางหรือไม่?”
ทันทีที่เขาพูดจบก็มีคนสองคนก้าวออกมา
“ตอบนายน้อยฉิน ข้าน้อยฉินลี่ เป็นบุตรชายของนายกอง”
“ข้าน้อยจางหลินเป็นบุตรชายของรองผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์”
ฉินเฟิงพยักหน้าพร้อมโปรยรอยยิ้มราวสายลมในฤดูใบไม้ผลิ และพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง “ดึกมากแล้ว พวกเจ้าทั้งสองกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมค่ายฝึกซ้อมคืนนี้”
ทั้งสองผงะไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของพวกเขาแดงจัดขึ้นมา ยกมือคารวะฉินเฟิง จากนั้นก็ยืดอกจากไปอย่างภาคภูมิใจ
สวีโม่ขมวดคิ้วเล็กน้อย และถามด้วยความสับสน “พี่ฉินทำเช่นนี้เพื่ออะไร? แม้ว่าทั้งสองคนนี้จะเป็นบุตรหลานขุนนาง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษเช่นนี้กระมัง?”
ฉินเฟิงเอามือไพล่หลัง พลางยกยิ้มที่มุมปาก “ดูแลเป็นพิเศษหรือ? ดูแลเป็นพิเศษกระไรเล่า! ทุกวันนี้บุตรหลานขุนนางเป็นดั่งบรรพบุรุษตัวน้อย ดูแลเอาใจยาก มีแต่จะทำให้กองทัพมัวหมอง ดูสิ บอกให้ไปก็ไปกันจริง ๆ ไม่มีความตั้งใจที่จะอยู่ต่อแม้เพียงนิด ทหารที่ไหนควรเป็นเช่นนี้เล่า เจ้าไปหาข้ออ้างบอกให้สองคนนี้ไม่ต้องมาเข้าร่วมอีกต่อไป แล้วค่อยหาคนมาเติมที่ว่างอีกสองคนเถิด จำให้ดีว่าไม่เอาบุตรหลานขุนนาง!”
ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว อุปนิสัยของบุตรหลานขุนนางก็ย่ำแย่หาใดเปรียบ
หากเป็นในอดีต ยิ่งเป็นบุตรหลานตระกูลมีชื่อเสียงมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งต้องบุกตะลุยต่อสู้เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตระกูลมากขึ้นเท่านั้น
ทุกวันนี้ ต้าเหลียงเสื่อมโทรมจากภายใน มีความบาดหมางกันอย่างต่อเนื่อง บุตรหลานในเมืองหลวงไร้ความทะเยอทะยานที่จะก้าวหน้า จะเปรียบเทียบกับบุตรหลานตระกูลแม่ทัพในอดีตที่มีชื่อเสียงเหล่านั้นได้อย่างไร
เดิมทีเหล่าทหารค่อนข้างมีอคติต่อการตัดสินใจของฉินเฟิง แต่พวกเขาไม่กล้าพูด แต่ในยามนี้ หลังจากฟังคำพูดของฉินเฟิงแล้ว สายตาที่มองชายหนุ่มก็เริ่มร้อนแรงขึ้นทันที
หลักการที่ว่าขุนนางปกป้องกันเอง ในสายตาของฉินเฟิงคำกล่าวนั่นเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ
ได้ร่วมงานกับคนอย่างฉินเฟิง นับว่าเป็นโชคดีของพวกเขาโดยแท้… เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทุกคนก็มีแรงฮึดขึ้นมาทันที
ภายใต้สายตาที่จับจ้องมาของทุกคน ฉินเฟิงนั่งไขว้ขาบนเก้าอี้ ไม่มีท่าทีอย่างผู้นำทัพ แต่ดูเหมือนนักเลงอันธพาลเสียมากกว่า
ชายหนุ่มไม่ใส่ใจภาพลักษณ์มากมาย รู้สึกสบายอย่างไรก็นั่งอย่างนั้น ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกเจ้าทุกคนมาจากพื้นเพระดับรากหญ้า เพื่อที่จะทำงานในหน่วยลาดตระเวน ถ้าไม่ใช้เส้นสายก็คงมีคนฝากฝังงานให้ คนที่อาศัยความสามารถตัวเองเข้ามาเกรงว่าแทบจะไม่มี”
“อยากจะปีนขึ้นไปให้สูงไม่มีอะไรน่าอาย”
“แต่ข้ายังต้องพูดความจริงเอาไว้ก่อน หากใครกล้าแอบอู้ อย่าว่าแต่พิธีชำระอาภรณ์วันพรุ่งนี้เลย แม้แต่งานสบาย ๆ อย่างงานลาดตระเวนเมือง นายน้อยอย่างข้าก็จะช่วยทำให้พวกเจ้าต้องลาออกเอง!”
ฉินเฟิงเคี้ยวองุ่นพลางจ้องมองทุกคน แล้วเอ่ยยิ้ม ๆ “ถ้าใครไม่ยินดีก็แค่ก้าวออกมา”
เมื่อเห็นฉินเฟิงเป็นเช่นนี้ ทหารทุกคนก็เงยหน้าขึ้น ฟังคำแนะนำโดยดี และไม่มีใครแสดงท่าทีอยากล้มเลิก
ฉินเฟิงบิดขี้เกียจเต็มแรง แล้วกล่าวว่า “ดึกแล้ว ข้าก็ไม่อยากจะพูดมาก พวกเจ้าสามร้อยคนจากนี้ไปจะเป็นกำลังสำคัญของสวีโม่ ตั้งใจให้ดี ๆ เงินเดือนเบี้ยอัดย่อมจ่ายให้พวกเจ้าอยู่แล้ว หากสามารถบรรลุผลสำเร็จก็จะมีโอกาสก้าวหน้า! ข้าไม่สนใจว่าเจ้าใช้เส้นสายเข้ามาหรือไม่ ข้าฉินเฟิงใช้คนตามความสามารถ มีความสามารถก็อยู่ ไร้สามารถก็ไสหัวไป!”