บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 174 ทำตามคำมั่นสัญญา
บทที่ 174 ทำตามคำมั่นสัญญา
ใช้เวลาหนึ่งเดือนในการสร้างกองทัพให้เป็นรูปเป็นร่าง และสามเดือนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ แต่กรมคลังไม่สามารถจัดสรรเงินงบประมาณให้ได้
สมองของฉินเฟิงทำงานอย่างรวดเร็ว ดีดลูกคิดดังป๊อกแป๊กอยู่ในใจ
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจงใจไม่ตรัสถึงจำนวนทหารทั้งสองกอง ความจริงแล้วเทียบเท่ากับเป็นการบอกใบ้ฉินเฟิงว่า ถ้าเจ้าหลอกเจิ้นด้วยการใช้คนหลักสิบหรือหลักร้อยก็อย่าโทษเจิ้นที่ไม่เกรงใจ
ในสมัยโบราณการจัดตั้งกองทัพไม่มีจำนวนที่ชัดเจนและมักจะไม่แน่นอน แต่ก็มีตัวเลขคร่าว ๆ
เท่าที่ฉินเฟิงรู้ การก่อตั้งต้าเหลียงโดยพื้นฐานเป็นไปตามระบบธรรมเนียมปฏิบัติราชวงศ์โจว
หนึ่งกองทัพมีมากกว่าหนึ่งหมื่นสองพันคน
หนึ่งกองบัญชาการมีประมาณสองพันห้าร้อยคน
หนึ่งกองพลประกอบด้วยห้าร้อยคน
หนึ่งค่ายมีหนึ่งร้อยคน
หนึ่งหน่วย ห้าคน
ในส่วนของ ‘หน่วยกองทหาร’ ก็คือระบอบทหาร และปัจจุบันยังไม่มีในแคว้นต้าเหลียง
โดยสรุปการก่อตั้งกองทัพของต้าเหลียงตอนนี้ นอกจากจำนวนที่แตกต่างกันยี่สิบเท่าระหว่างหน่วยและค่าย นอกนั้นทั้งหมดมีจำนวนห่างกันห้าเท่า
เพื่อควบคุมกองทัพระดับกองบัญชาการ อย่างน้อยต้องอยู่ในตำแหน่งแม่ทัพ แม้ว่าจะสามารถพัฒนาได้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกฮ่องเต้หวาดระแวงและริษยาในอนาคต!
คนธรรมดาสามารถสร้างกองทัพระดับกองบัญชาการได้ง่าย ๆ ถ้าไม่จัดการให้สิ้นซาก จะให้เก็บไว้ฉลองปีใหม่หรือไงเล่า?
หลังจากคิดไปคิดมา ระดับที่ปลอดภัยที่สุด ก็เห็นจะมีเพียงระดับกองพล
กองทัพระดับกองพล สองกองมีทหารเพียงหนึ่งพันคนเท่านั้น
แต่เมื่อคิดดูแล้วฉินเฟิงพลันรู้สึกว่าเช่นนั้นอาจดูผิดปกติ!
และหลังจากต้องทำงานตัวเป็นเกลียวอยู่หลายเดือน ก็เสียเปล่า ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงต้องทอดพระเนตรออกในทันทีว่านี่เป็นการหลอกลวงโอรสสวรรค์
ดังนั้น ทั้งสองกองพลนี้จึงต้องได้รับการฝึกฝนให้เป็นชั้นยอดของชั้นยอด ดีที่สุดของที่สุด แต่ละนายต้องมีความสามารถหนึ่งต้านสิบ ถึงจะสามารถปิดพระโอษฐ์ของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงได้
และทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้เงิน!
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมทหารธรรมดาทั้งหมดรวมกันแล้วอย่างน้อยห้าตำลึงเงิน นี่เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดไม่นับอาวุธและยุทโธปกรณ์
หากทหารทั้งสองกองได้รับการฝึกฝนเหมือนกองกำลังพิเศษ ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่านั้นอย่างน้อยสิบเท่า!
ค่าฝึกอบรมเพียงอย่างเดียวอย่างต่ำก็หนึ่งหมื่นตำลึงขึ้นไป
ไหนจะอาวุธและยุทโธปกรณ์ อาหาร และเงินเดือน…
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สมองของฉินเฟิงก็ปวดตุ้บ
เมื่อเห็นฉินเฟิงก้มศีรษะลง และไม่พูดอะไร ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็เลิกคิ้ว “เป็นอย่างไร ลำบากหรือ?”
ฉินเฟิงจะกล้าเสียใจในสิ่งที่เขาพูดเหมือนสาดน้ำทิ้งไปได้อย่างไร มิใช่ว่านั่นเป็นการยืนยันความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูงหรือ
หัวใจของฉินเฟิงมีเลือดไหลซิบ ๆ แต่เขาทำได้เพียงแสร้งทำเป็นองอาจผึ่งผาย “สามเดือนก็สามเดือนพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมมีข้อร้องขอ”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงยิ้มเยาะ รู้ว่าเจ้าหนูนี่ต้องมีแผนสำรองจึงแสร้งทำเป็นสงบ “พูดมา”
ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการสงครามต้องใช้เงินอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ฉินเฟิงยังไม่มีตำแหน่งขุนนาง เรื่องนี้จึงเป็นธุรกิจ เขาไม่คิดปิดบังอีกต่อไป นายน้อยฉินแสดงท่าทางซื่อสัตย์ และภักดีอย่างยอมจำนน แต่ในพระเนตรของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงกลับเห็นเพียงใบหน้ายิ้มแย้มปลิ้นปล้อนเป็นอย่างยิ่ง
“กระหม่อมมีทั้งหมดสามเรื่องที่อยากขอให้ฝ่าบาทตัดสินพระทัยพ่ะย่ะค่ะ ”
“ประการแรก กระหม่อมวางแผนจะสร้างโรงงานที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตพวกเครื่องมือ สำหรับประชาชนเป็นหลัก รวมไปถึงอาวุธด้วย”
ความคิดนี้เป็นอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกี่ยวข้องกับการผลิตอาวุธ ดีไม่ดีอาจทำให้ศีรษะหลุดออกจากบ่าได้ง่าย ๆ ดังนั้นฉินเฟิงจึงไม่กล้าที่จะเว้นช่วงนาน รีบกล่าวเสริมทันที “อาวุธเหล่านี้จะไม่ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่จะใช้เพื่อจัดเตรียมกองทัพใหม่เท่านั้น และแบบร่างพิมพ์เขียวทั้งหมดจะมอบให้กรมโยธาโดยไม่มีเงื่อนไขพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่บัดนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของการเตรียมการทำสงคราม กระหม่อมเชื่อว่าเป่ยตี๋จะไม่นิ่งเฉยและจะต้องส่งสายลับแทรกซึมต้าเหลียงอย่างแน่นอน เพื่อหลีกเลี่ยงการรั่วไหลของอาวุธและความลับทางทหาร กระหม่อมคิดเห็นว่า รอหลังสงครามจึงจะส่งมอบอำนาจเต็มที่ในการผลิตอาวุธให้กับกรมโยธา แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น ควรปล่อยให้โรงงานกระหม่อมทำก่อน”
เมื่อได้ยินว่าฉินเฟิงต้องการ ‘ผลิตอาวุธเอง’ ฉินเทียนหู่พลันมีเหงื่อเย็นท่วมหลัง เขาต้องการหยุดเจ้าเด็กเหลือขอไม่ให้พูดต่อ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เสนาบดีกรมกลาโหมร้อนใจจนอยากจะรีบลุกขึ้นไปเตะบุตรชายหนัก ๆ สักทีเสียเดี๋ยวนี้
พวกขุนนางใหญ่ต่างก็ประหลาดใจเช่นกัน สงสัยว่าเหตุใดฉินเฟิงถึงยอมเสี่ยงเพียงนี้ ในเมื่อเขาก็ได้รับความโปรดปรานอยู่แล้ว?
ครั้งนี้เขาเดินหมากพลาดกระมัง!
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงดำริไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง พระองค์ไม่ได้ตัดสินพระทัยทันที แต่ให้ฉินเฟิงพูดต่อไป
ผลลัพธ์นี้เป็นไปตามการคาดเดาของฉินเฟิง เขาจึงไม่ตื่นตระหนก และเพียงแนะนำต่อไปว่า “ประการที่สอง ก่อนที่ฝุ่นของสงครามเป่ยตี๋จะคลี่คลายได้ เมื่อผู้บัญชาการกองทัพใหม่จะได้รับการแต่งตั้งโดยกระหม่อม เช่นนั้นขอฮ่องเต้โปรดไม่โยกย้ายสิทธิ์กลางคัน มิเช่นนั้น เมื่อถึงเวลาทั้งสองฝ่ายอาจจะไม่สามารถร่วมมือกันได้เป็นอย่างดี และกองทัพใหม่จะไม่สามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มกำลัง”
“ประการที่สาม ในช่วงเตรียมการสงคราม การกระทำของกระหม่อมทั้งหมดจะถูกจัดว่าเป็นความลับ และจะไม่ถูกแทรกแซงโดยหกกระทรวงยี่สิบสี่กรม แต่อยู่ภายใต้การควบคุมของฮ่องเต้โดยตรง สิทธิพิเศษนี้คงอยู่เป็นเวลาสามปี”
โดยปกติแล้วในเวลาเช่นนี้ หลี่ซวี่ควรกระโดดออกมาห้ามปรามอย่างไม่คำนึงถึงเหตุผล แต่ครั้งนี้กลับนิ่งเฉย
ทั้งตำหนักไท่เหอเงียบกริบ ขุนนางใหญ่ต่างก้มศีรษะลงราวกับว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา
ประการแรก เหล่าขุนนางไม่ต้องการเป็นศัตรูกับตระกูลฉินในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ประการที่สอง เรื่องสามสิ่งที่ฉินเฟิงกล่าวถึงนั้นอ่อนไหวและบังอาจเกินไป บรรดาขุนนางไม่คิดที่จะหาเรื่องใส่ตัว
เพราะอย่างไรเสีย หากท้องฟ้าพังทลายลงมาก็ยังมีตระกูลฉินค้ำยัน และคงกดลงมาไม่ถึงศีรษะใครได้!
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงครุ่นคิดอยู่นาน และในที่สุดก็เปิดพระโอษฐ์ “การแต่งตั้งผู้บัญชาการกองทัพใหม่นั้นเป็นไปตามที่เจ้าต้องการ เจิ้นจะไม่เข้าไปยุ่ง ส่วนการสร้างโรงงานผลิตอาวุธก็เป็นไปได้ แต่ต้องส่งแบบร่างอาวุธให้กรมโยธาทันที แค่การป้องกันความลับรั่วไหล กรมโยธาจะเทียบไม่ได้กับเจ้าหนูอย่างเจ้าเชียวหรือ? สำหรับสิทธิพิเศษ สามปีนั้นนานเกินไป เจิ้นอนุญาตแค่ปีเดียวเท่านั้น!”
แม้จะมีข้อได้เปรียบมากมาย แต่ทั้งหมดก็ถูกฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงผ่าครึ่ง
ฉินเฟิงมีใบหน้าหดหู่ แต่หัวใจกลับเต็มไปด้วยความสุข!
ก่อนหน้านี้เขากังวลว่าฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจะไม่ทรงอนุญาต กระทั่งเสี่ยงต่อการถูกลิดรอนความตั้งใจในการ ‘ผลิตอาวุธเอง’ ดังนั้นเขาจึงตั้งข้อต่อรองให้สูงเข้าไว้ แม้ว่าจะถูกตัดออกครึ่งหนึ่ง แต่นี่ก็เกินความคาดหมายของฉินเฟิงไปมากแล้ว
และในบรรดาสามสิ่งนี้ เรื่องสุดท้ายคือสิ่งสำคัญที่สุดจริง ๆ!
สิทธิพิเศษหนึ่งปีก็เพียงพอแล้วสำหรับฉินเฟิงที่จะทำเงินได้มากมาย ในช่วงที่มีพระราชโองการปกป้องเขา
ฉินเฟิงแอบถอนหายใจ ไม่เสียทีที่เขาอดหลับอดนอนมาออกว่าราชการบ้า ๆ นี่ในราชสำนักตั้งแต่เช้า!
กระทั่งออกจากพระราชวัง และกลับมาถึงจวน ท้องฟ้าก็ยังคงมืดอยู่
หลังจากที่ฉินเทียนหู่ให้บทเรียน ‘เฆี่ยนตี’ แก่เขาเรียบร้อย ฉินเฟิงก็ลูบก้นด้วยความคับข้องใจ และแยกกลับมาพักผ่อนที่เรือนของตนเอง
ราวกับเพิ่งหลับตาก็ถูกเสียงดังปลุกให้ตื่น ชายหนุ่มลุกขึ้น พลันพบว่าทั้งจวนกำลังยุ่งวุ่นวายทั้งภายในและภายนอก ทั้งบ่าวรับใช้ทั้งสาวใช้วิ่งกันให้วุ่น จัดเตรียมอาหารหลากหลายชนิด พอถามก็พบว่าขุนนางและผู้สูงศักดิ์คนสำคัญในเมืองหลวงจะมาเยี่ยมเยือน
ฉินเฟิงไม่แปลกใจ อย่างไรเขาก็เป็นที่จับตามองอย่างมากระหว่างพิธีชำระอาภรณ์
ยากที่จะปิดบังความโดดเด่นของตัวเอง
สำหรับฉินเทียนหู่ ได้ยินว่าอีกฝ่ายไปที่ราชสำนักอีกครั้ง
ในฐานะขุนนางคนสำคัญของแคว้น จะต้องเข้าร่วมว่าราชการราชสำนักสามครั้งต่อวัน ได้แก่ เช้า ยามสาม และบ่าย
ประชุมราชสำนักยามเช้าอยู่ในตอนย่ำรุ่งสาง ประชุมราชสำนักยามบ่ายอยู่ในตอนเช้า ประชุมราชสำนักยามสามอยู่ในช่วงบ่าย อย่างไรก็ตาม เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันจะใช้อยู่กับฮ่องเต้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถอยู่ในตำแหน่งขุนนางคนสำคัญนี้ได้ การกรำงานหนักเช่นนี้ ฉินเฟิงอยากอยู่ให้ห่างนัก…
ไม่ว่าจะเป็นขุนนางชั้นสูงเรืองอำนาจ หรือขุนนางระดับสูงแค่ไหน ต่อให้ให้เปล่า นายน้อยฉินก็ไม่เอาเด็ดขาด!
สำหรับงานเลี้ยงวันนี้ ฉินเฟิงยิ่งต่อต้านเป็นอย่างยิ่ง
หากมีเวลาว่าง ไม่สู้ออกไปชมนกชมไม้ เดินเล่นบนถนนกับเสี่ยวฝู ดูสาวน้อยสาวใหญ่จะดีเสียกว่า
ฉินเฟิงตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปงานเลี้ยง!
เขาเรียกหาหลินฉวีฉีทันที และบอกให้อีกฝ่ายทำงานอยู่ที่บ้าน ในขณะที่ตนพาฉินเสี่ยวฝูกับชูเฟิงออกจากบ้าน แล้วตรงไปที่หน่วยลาดตระเวน
เป็นผลให้หลังจากหนีออกมาได้ไม่ไกลก็เจอกับรถม้าของจวนตระกูลหนิง
หนิงหู่เงยหน้าขึ้นจากด้านหลังม่าน และตะโกนอย่างตื่นเต้น “พี่ฉิน! ข้ากำลังจะไปเยี่ยมเยือนที่จวนพอดี นี่เจ้าจะไปไหน?”
ฉินเฟิงตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “มีอะไรน่าไปเยี่ยม? ข้าจะไปหาสวีโม่ เจ้าจะไปด้วยหรือไม่?”