บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 303 ความผิดของชาวหม่านอี๋
บทที่ 303 ความผิดของชาวหม่านอี๋
ทหารม้าเกราะหนักหลายพันนายจากกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์เข้าล้อมค่ายเทียนจี
ขณะเดียวกัน รองผู้บัญชาการค่ายตะวันออก ผู้บัญชาการค่ายตะวันตก ต่างก็นำทหารราบเกราะหนักนับพันคน เคลื่อนตัวไปยังค่ายเทียนจีอย่างช้า ๆ ด้วยฝีเท้าที่พร้อมเพรียง
ฉินเฟิงยืนอยู่บนหอคอย มองไปยังกองทหารรักษาการณ์ของเมืองหลวงที่ติดอาวุธแน่นหนารอบค่ายเทียนจี สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
เพราะตั้งแต่ตอนที่ออกคำสั่งให้จับคน บทสรุปก็ถูกกำหนดให้เป็นเช่นนี้แล้ว
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์อยู่ใต้หอคอย นางได้ยินเสียงฝีเท้าหนักนอกกำแพง ดวงหน้างามก็ซีดลงด้วยความตกใจ รีบตะโกนอย่างร้อนรน “ฉินเฟิง เจ้าสร้างปัญหาใหญ่แล้ว! ไม่ได้รับอำนาจจากทางการ แต่กลับตั้งกองกำลังจับคนที่เมืองหลวง มิหนำซ้ำคนผู้นั้นยังเป็นขุนนางอีก นี่มันต่างอะไรกับการกบฏ?”
“เจ้ารีบไปอธิบายให้กองทหารรักษาการณ์ในเมืองหลวงฟังเร็วเข้า ไปที่ศาลต้าหลี่เพื่อรับโทษ บางทีเจ้าอาจจะ…”
ช่วงขณะที่พูดนั้น จู่ ๆ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็เงียบลง ดวงตาของนางฉายแววความสิ้นหวังเด่นชัด
เรื่องมาถึงเพียงนี้แล้ว ยามนี้ไม่ว่าฉินเฟิงจะไปที่ใด เขาย่อมถูกปฏิบัติเหมือนกบฏและถูกลงโทษทันทีอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
ฉินเฟิงค่อย ๆ เดินลงจากหอคอย ก้าวลงขั้นบันไดอย่างเชื่องช้า
เขาไม่สนใจการห้ามปรามของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ ชายหนุ่มมองไปทางซุ่นเฟิงที่ถูกอู๋เว่ยคุมตัวมา แล้วเอ่ยอย่างแผ่วเบา “ข้าจะถามเจ้าเพียงครั้งเดียว ใครสั่งให้เจ้าไปที่โรงพักม้าเพื่อสกัดกั้นและฆ่าผู้ส่งสาร?”
ซุนเฟิ่งมองไปรอบ ๆ
นอกจากฉินเฟิงที่ดูไม่มีพิษสง รอบบริเวณมีทหารค่ายเทียนจีที่ดุร้ายยืนกระจายอยู่เต็มพื้นที่
สีหน้าของซุนเฟิ่งฉายความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทิ้ม แต่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้านอกค่ายก็กลับมารู้สึกมั่นใจอีกครั้ง เขายิ้มเย้ยหยัน “คนแซ่ฉิน เจ้ารอรับความตายซะเถอะ!”
ดวงตาของฉินเฟิงนิ่งสงบ นายน้อยฉินโบกมือให้อู๋เว่ย
อู๋เว่ยเข้าใจทันที เขาตะโกนเสียงต่ำ “คุมตัวซุนเฟิ่งไปที่คุก วิธีทรมานศัตรูที่พวกเจ้าร่ำเรียนมา ไม่ใช่ว่าหาคนทดลองลงมือจริงไม่ได้หรอกหรือ? ลงมือกับเจ้าหมอนี่แหละ!”
เมื่อได้ยินดังนี้ สีหน้าของซุนเฟิ่งก็เปลี่ยนไปอย่างมาก เขาส่งเสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่ง “ข้าเป็นหัวหน้างานกรมโยธา เป็นขุนนางขั้นเจ็ด ฉินเฟิงเจ้ากล้าลงมือกับข้ารึ! คนแซ่ฉิน ค่ายเทียนจีต้องถูกบดขยี้โดยกองทหารรักษาการณ์เป็นแน่!”
ซุนเฟิ่งถูกทหารองครักษ์ของค่ายเทียนจีพาออกไป เสียงของเขาเบาลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งหายลับ
เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงยังมีความโกรธแค้นล้นเต็มอก ไม่ลังเลที่จะเข้าสู่ด้านมืดแม้เพียงนิด เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็รู้ว่านางไม่สามารถห้ามปรามเขาได้ นางหันหลังวิ่งไปที่ห้องบัญชี เคาะประตูตะโกนใส่หลิ่วหงเหยียนที่อยู่หลังโต๊ะ “พี่หญิงรอง ท่านรีบไปห้ามฉินเฟิงเร็วเข้า เขาบ้าไปแล้ว!”
หลิ่วหงเหยียนไม่เงยหน้าขึ้นด้วยซ้ำ นางกล่าวเสียงเรียบ “ใครอยากไปก็ไป ข้าไม่ไป”
“ซุนเฟิ่งผู้นั้นสมควรตายแล้ว”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์แทบไม่เชื่อหูตนเอง ดวงตาของนางเบิกกว้าง จ้องมองไปที่หลิ่วหงเหยียนอย่างว่างเปล่า
หลิ่วหงเหยียนเป็นคนมีสติที่สุดในตระกูลฉิน ถ้าเป็นในอดีต นางคงจะคว้าหูของฉินเฟิงแล้วลากกลับจวนไปแล้ว ทว่าคราวนี้ไยเห็นฉินเฟิงก่อความผิดร้ายแรง นางกลับยังมองด้วยสายตาเย็นชาได้อยู่เล่า?
อีกอย่าง…
แม้แต่กองทหารรักษาการณ์ในเมืองหลวงก็มาแล้ว ไฉนใต้เท้าฉินยังไม่ปรากฏตัว? หรือไม่สนใจว่าฉินเฟิงจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรเลยหรือ?
ยังมีอีก…
เสิ่นชิงฉือ!
จิ่งเชียนอิ่ง!
ทำไมถึงหายเงียบกันไปหมด?
เห็นได้ชัดว่าไม่เพียงแต่ฉินเฟิงเท่านั้นที่บ้า ทุกคนในตระกูลฉินต่างก็บ้าคลั่งกันไปหมดแล้ว
หลิ่วหงเหยียนพลิกหน้าสมุดบัญชีอย่างใจเย็น กล่าวด้วยท่าทีสบาย ๆ “แม้ว่าเจ้ากับเฟิงเอ๋อร์จะหมั้นหมายกันแล้ว แต่ตราบใดที่เจ้ายังไม่ได้แต่งเข้ามา เจ้าก็ยังไม่ใช่คนของตระกูลฉิน เจ้ากลับไปเถอะ อย่าได้ชักไฟเข้าใส่ตัวเลย”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ทันใดก็กำหมัดแน่น “พี่หญิงรอง ท่านหมายความว่าอะไร? ข้าเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เป็นคนที่รักตัวกลัวตายรึ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ในที่สุดหลิ่วหงเหยียนก็เงยหน้าขึ้น นางยกมุมปากเล็กน้อย เผยรอยยิ้มลึกล้ำ “ถ้าอย่างนั้นข้าจะอธิบายให้เจ้าฟัง เพื่อไม่ให้เจ้าสับสน ถ้าฉินเฟิงแค่ต่อยตีซุนเฟิ่ง ข้าจะไปจัดการเจ้าเด็กตัวเหม็นคนนั้นเอง แต่หากว่าเขาฆ่าซุนเฟิ่ง ข้าจะปล่อยให้เขาทำตามใจ”
สิ่งนี้หมายความว่าอะไร? เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์รู้สึกงุนงง
เมื่อเห็นว่าเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ไม่เข้าใจ หลิ่วหงเหยียนจึงใช้คำพูดที่เรียบง่ายกว่าเดิม “ถ้าเฟิงเอ๋อร์ก่อความผิดร้ายแรง พวกเราย่อมติดตามฉินเฟิงไปปรโลกโดยไม่ลังเล เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกัน”
ดวงตาของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เบิกกว้าง
ในที่สุดนางก็เข้าใจว่าทำไมไม่มีใครจากตระกูลฉินหยุดยั้งฉินเฟิงครานี้ นั่นด้วยเมื่อฉินเฟิงทำการตัดสินใจบางอย่าง ตระกูลฉินย่อมไม่ลังเลที่จะเห็นด้วยกับเขา แม้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ต้องโทษฆ่าล้างตระกูลก็ตาม
ครอบครัวเดียวกันอย่างนั้นหรือ?!
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น
ขณะนี้นางตระหนักได้แล้วว่า ตั้งแต่ต้นจนจบไยฉินเฟิงปฏิเสธตัวนางให้ออกห่าง เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ล้ำลึกนี้มีตื้นลึกหนาบางซ่อนอยู่
ในใจของฉินเฟิง นางเป็นคุณหนูที่ดื้อรั้นเอาแต่ใจและอารมณ์ฉุนเฉียวอยู่เสมอ หาใช่ภรรยาในอนาคตของเขา
เพียงเพราะว่า…
นางกับฉินเฟิงจิตใจไม่ปรองดองกัน
เมื่อดวงตาของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ไร้แววไปครู่หนึ่ง เสียงของหลิ่วหงเหยียนก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง “เฟิงเอ๋อร์ไม่สนใจเจ้า นั่นเพราะต้องการปกป้องเจ้า มอบทางถอยแก่ตระกูลเซี่ย”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์กัดริมฝีปาก ยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าหมั้นกับฉินเฟิงแล้ว จะมีหนทางอันใดอีก”
คำพูดเหล่านี้ทำให้ดวงตาของหลิ่วหงเหยียนสว่างขึ้น จากนั้นนางก็ค่อย ๆ ก้มศีรษะลง จัดการบัญชีต่อพลางกล่าวเสียงแผ่วเบา “ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนั้น ข้าก็จะบอกเจ้าให้ ในฐานะฮูหยินน้อยจวนตระกูลฉิน เจ้าควรสงบสติอารมณ์ในทุกสถานการณ์ แม้ว่าภูเขาจะพังทลายอยู่เบื้องหน้า เจ้าก็ต้องประคองสติให้มั่น”
“ถ้าเจ้าไม่เข้าใจ ลองคิดถึงแม่สามีของเจ้าดู แม่ของพวกข้า ฮูหยินฉิน หากตกอยู่ในสถานการณ์นี้ เจ้าว่านางจะทำอย่างไร?”
ฮูหยินฉิน…
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ไม่รู้
แต่สิ่งหนึ่งที่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์รู้เป็นอย่างดีคือ ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นในเขตเป่ยซี ฮูหยินฉินไม่เคยส่งจดหมายใด ๆ มาถึงเมืองหลวง นางอาศัยอยู่ในเขตเป่ยซีอย่างสงบและไม่แยแสสิ่งใด
บางที… ความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมของฮูหยินฉินที่มีต่อฉินเฟิง อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้นางสงบนิ่งไม่รีบร้อนอย่างนั้นหรือ?
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ยิ้มอย่างขมขื่น “ตั้งแต่ต้นจนจบ ข้าสงสัยในตัวฉินเฟิงเสมอ คิดว่าถ้าเขาไม่ระวัง อาจจะต้องถึงคราวสิ้นชีพ เพราะสงสัย ข้าจึงขาดความมั่นใจ ด้วยเหตุนี้ต่างความคิดจึงไม่อาจร่วมทาง”
“พี่หญิงรอง… ข้ายังอยากถามท่าน ท่านคิดว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ฉินเฟิงจะสามารถประสบความสำเร็จและถอนตัวได้อย่างไร้รอยขีดข่วนหรือไม่?”
หลิ่วหงเหยียนแตะนิ้วชี้ของนางบนปลายลิ้น พลิกหน้ากระดาษแผ่วเบา “เมื่อก่อนข้าอาจจะกังวลอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ข้าไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์หายใจเข้าลึก ความตื่นตระหนก สิ้นหวัง และอับอายในดวงตาจางหายไปในทันที เวลานี้นางเข้าใจวิธีรับมือและปรับตัวให้เข้ากับ ‘ฐานะ’ ในอนาคตแล้ว
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์หันกายจากไปอย่างเงียบ ๆ ปิดประตูอย่างนุ่มนวล เมื่อมองไปยังฉินเฟิงที่กอดอกพูดคุยกับอู๋เว่ยโดยไม่รู้สึกกังวลใจอยู่ไกล ๆ นางก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มนี้ไม่ใช่รอยยิ้มที่ขมขื่นอีกต่อไปแล้ว ทว่าเป็นรอยยิ้มที่สงบนิ่ง
ช่วงเวลาเดียวกัน ณ ห้องโถงจวนสกุลฉิน
เสี่ยวเซียงเซียงกัดริมฝีปากบางเบา ๆ ด้วยความกังวล “คุณหนูใหญ่ นายน้อย…”
เสี่ยวเซียงเซียงขี้กลัวและอ่อนแอเป็นทุนเดิม เสิ่นชิงฉือไม่ตำหนินาง แค่เพียงอ่านบทกวีต่อไป แล้วเอ่ยอย่างเหม่อลอยขึ้นมาหนึ่งประโยค “ไม่ต้องสนใจ ปัญหาที่ก่อเองก็ต้องรู้จักที่จะแก้ไขเอง”
ฉินเสี่ยวฝูที่อยู่ด้านข้างยิ้มอย่างซุกซน “นายน้อยไม่เคยทำการใดโดยไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อนอยู่แล้วขอรับ”