บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 304 ไม่ฆ่าแล้วยังประทานรางวัล
บทที่ 304 ไม่ฆ่าแล้วยังประทานรางวัล
อีกด้านหนึ่ง เลขาธิการกรมกลาโหมและนายกองหน่วยลาดตระเวนเดินเคียงไหล่กันไปยังกรมกลาโหม พูดคุยและหัวเราะไปพลาง ไร้ความเยียบเย็นอย่างการประจันหน้ากันครั้งก่อน
นายกองหน่วยลาดตระเวนส่ายหัวและยิ้มอย่างขมขื่น “ใต้เท้าเลขาธิการ หากไม่ใช่เพราะท่านมาตรงเวลา ข้าคงไม่พบข้อแก้ตัวดี ๆ ที่จะปล่อยให้องครักษ์ค่ายเทียนจีออกไป”
เลขาธิการกรมกลาโหมยักไหล่ “ใต้เท้าของข้าคาดเดาการณ์มานานแล้ว การเคลื่อนไหวเพียงจุดเดียวจะกระทบทั้งหมด ทุกหน่วยในเมืองย่อมต้องส่งกองกำลังมารวมกันอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงออกมาคลี่คลายสถานการณ์ หากมีปัญหาอะไรในอนาคต เพียงให้กรมกลาโหมเป็นผู้แบกรับเป็นใช้ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ นายกองหน่วยลาดตระเวนก็ลดเสียงลง ถามด้วยเสียงต่ำ “ใต้เท้าฉินไม่กลัวฮ่องเต้ทรงพิโรธหรือ?”
เลขาธิการกรมกลาโหมแค่นเสียง “เจ้าไม่เข้าใจ! ใต้เท้าของข้ารับใช้ฮ่องเต้มาหลายปีเพียงนี้ เขาล้วนรู้ว่าอันใดทำได้และอันใดทำไม่ได้”
พระราชวังต้องห้าม ณ ห้องทรงพระอักษร
ผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธาคุกเข่าอยู่ที่พื้น กราบทูลฟ้องความผิดของฉินเฟิงเสียงดัง
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงไม่แม้แต่จะเงยหน้า เขากำลังเขียนบางอย่างในราชโองการ บางคราก็ตอบผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธาอย่างไม่ใส่ใจว่า “อ้อ เป็นเช่นนี้เอง เจิ้นเข้าใจแล้ว”
ในที่สุดฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็ส่งพระราชโองการแก่หลี่จ้าน พลางถาม “ทหารส่งสารจากอำเภอเป่ยซียังอยู่ในค่ายเทียนจีหรือไม่?”
หลี่จ้านพูดด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า “ยังอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงพยักหน้ารับ “เช่นนั้นก็ดี ประหยัดกำลังได้ไม่น้อย เจ้าให้ทหารส่งสารผู้นั้นนำราชโองการกลับไปยังอำเภอเป่ยซี แต่งตั้งหลินฉวีฉีเป็นนายอำเภอและถอดถอนฉินเฟิงจากตำแหน่งนายอำเภอ และแต่งตั้งเป็นเป็นสือฮู่”
เมื่อได้ยินบรรดาศักดิ์ ‘สือฮู่’ หลี่จ้านก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ สือฮู่? ต่ำที่สุดในบรรดาศักดิ์นะพ่ะย่ะค่ะ”
ในบรรดาศักดิ์ต่าง ๆ ของต้าเหลียง นอกจากอ๋อง กง โหว ป๋อ จื่อ และหนาน ที่เหลือได้แก่ ว่านฮู่โหว เชียนฮู่โหว ไป่ฮู่โหว และสือฮู่…
แม้สือฮู่จะถือได้ว่าเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์ แต่ก็ไม่คู่ควรกับคำว่า ‘โหว’ จริงๆ
จึงเรียกเพียงสือฮู่เท่านั้น
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงแค่นเสียง ‘หึ’ เบา ๆ ตรัสอย่างไม่พอใจนัก “เจ้าหนุ่มนั่นใช้ประโยชน์จากคุณูปการของเจิ้น ส่งทหารไปจับกุมคนในเมืองหลวง เจิ้นไม่ได้ประหารเขาเก้าชั่วโคตรก็นับว่าแสดงความเมตตาแล้ว! ทำไม? เจิ้นแต่งตั้งเขาเป็นสือฮู่ เขายังกล้าบ่นอีกหรือ?”
ผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธาที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างมีสีหน้าตกตะลึง
เดี๋ยวก่อนนะ…
หมายความว่าอย่างไรนี่? ฉินเฟิงก่อโทษมหันต์ ฝ่าบาทไม่ประหารเขาแล้วยังพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้อีกหรือ?
สือฮู่… ก็นับเป็นโหวเหมือนกัน!
อย่าได้เห็นว่าซาลาเปาถั่วแดงไม่ใช่เสบียงกรัง!*[1]
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงคล้ายจะลืมผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธาไปแล้ว เขาหรี่ตาลงพลางทอดถอนใจ “แม้แต่เจิ้นก็ไม่คิดว่า เมืองเป่ยซีที่เสี่ยงต่อการถูกปิดล้อมจากกองทหารเป่ยตี๋หนึ่งหมื่นนายจะรอดมาได้ ที่สำคัญ ผู้นำกองทัพเป่ยตี๋ครานี้คือเฉินซือ”
หลี่จ้านกล่าวสมทบอย่างรวดเร็ว “ในแง่ของชื่อเสียงบารมี เฉินซือเทียบเท่ากับจงหลิง ในแง่ของตำแหน่งขุนนาง เฉินซือเป็นรองแม่ทัพ ส่วนจงหลิงเป็นเพียงขุนพลหยาเจี้ยง… ยิ่งกว่านั้น จงหลิงเชี่ยวชาญการรบขนาดเล็ก เช่นการจู่โจมกองโจร ส่วนเฉินซือเป็นมือขวาของผู้บัญชาการกองหน้าเป่ยตี๋ เขาเก่งกาจนัก บัญชากองทัพราวกับเทพเจ้า”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงพยักหน้าด้วยแววตาชื่นชมที่หาได้ยาก “อำเภอเป่ยซีเล็ก ๆ ซึ่งยากจนไม่เป็นสองรองใครในพื้นที่ สังหารจงหลิงก่อน จากนั้นก็ปล่อยให้เฉินซือกลับไปพร้อมกับความผิดหวัง นี่เพียงพอจะเพิ่มบารมีให้ต้าเหลียงแล้ว! ในเวลาครึ่งปีหรืออย่างน้อยสามเดือน เป่ยตี๋จะไม่มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ใด ๆ อีก นี่นับว่าซื้อเวลาวางแผนอันมีค่าให้กับพวกเรา”
“นอกเหนือจากการแต่งตั้งหลินฉวีฉีเป็นนายอำเภอ แต่งตั้งฉินเฟิงเป็นสือฮู่ และยกเว้นการเก็บภาษีที่ดินของอำเภอเป่ยซีเป็นเวลาสามปี จะมีอะไรเหมาะสมไปกว่านี้อีก”
หลี่จ้านกล่าวประจบสอพลออย่างรวดเร็ว “ฝ่าบาททรงพระอัจฉริยภาพพ่ะย่ะค่ะ”
ขณะที่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงกำลังจะก้มศีรษะลงและอนุมัติฎีกาต่อ เมื่อมองจากหางตาก็พบว่าผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธายังคงคุกเข่าอยู่ด้านล่าง จากนั้นจึงนึกถึงความวุ่นวายที่ฉินเฟิงก่อขึ้นในเมืองหลวง พลางโบกมือให้ผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธา “เจ้าถอยกลับไปเถอะ ความผิดของฉินเฟิง ศาลต้าหลี่จะลงโทษเขาเอง”
ผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธามีสีหน้าราวกับเห็นผี ทว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอยกลับไปด้วยความไม่พอใจ…
ในเวลานี้ ค่ายเทียนจีถูกปิดล้อมราวกับถังเหล็ก
ผู้บัญชาการกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์นั่งอยู่บนหลังม้าพลางตะโกนไปที่ค่ายเทียนจี “ไอ้หนูฉินเฟิง หากไม่เปิดประตูค่ายและยอมจำนน รอให้ข้าพังประตูค่าย เจ้าจะถูกประหารชีวิตทันที!”
ฉินเฟิงนั่งแหมะลงบนเก้าอี้ผ้าใบ โยกกายไปมาพลางถือกาน้ำชาในมือซ้าย แล้วยกขึ้นจิบหนึ่งอึก หาได้สนใจเสียงตะโกนด่าของอีกฝ่าย
เมื่อเห็นเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างกายไร้ท่าทีตื่นตระหนกเช่นก่อนหน้า ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะอยากรู้ “ไยเจ้ายังไม่ไปอีก?”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เชิดหน้าขึ้น แค่นเสียง ‘หึ’ เบา ๆ แล้วตอบ “ข้าอยากไปก็จะไป อยากจะอยู่ก็จะอยู่ เกี่ยวอะไรกับเจ้ากัน?”
ฉินเฟิงเบ้ริมฝีปาก เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “โทษทัณฑ์ที่ข้าทำนั้นเพียงพอที่จะถูกประหารเก้าชั่วโคตร! เจ้าไม่กลัวว่าจะชักไฟเข้าหาตัว ลากตระกูลเซี่ยเข้ามาพัวพันด้วยรึ?”
ดวงตาของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เบิกกว้าง “พูดมาก! ในเมื่อข้าสัญญากับตระกูลฉินของเจ้าแล้ว ข้าย่อมยืนหยัดร่วมกับตระกูลฉิน ถ้าเจ้าไม่อยากเห็นข้า เจ้าก็ไปเองสิ”
เมื่อเห็นเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์แตกต่างไปจากปกติ ฉินเฟิงก็รำพึงอยู่ในใจ ‘ยัยนี่ถูกลาเตะเข้าที่หัวหรือเปล่า? หรือว่า… ได้รับการชี้แนะจากพี่หญิงรอง?’
ก็ดี!
อย่างไรเสี่ยวเซียงเซียงก็ไม่อยู่ข้างกาย เขากำลังขาดคนปรนนิบัติพอดี
ฉินเฟิงตบต้นขาของตน กล่าวออกมาอย่างไม่รู้สำนึกชั่วดี “มา บีบนวดให้ข้าหน่อย”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ดึงแส้ออกมาจากหลังเอวพลางแสยะยิ้มว่า “ข้าควรจะยืดกระดูกของเจ้าอีกครั้งจริง ๆ นั่นแหละ”
ฉินเฟิงตกใจจนหลบไปด้านหลัง ไม่กล้าหุนหันพลันแล่นอีก
ในตอนนี้เอง อู๋เว่ยก็กลับมา
“นายน้อย ซุนเฟิ่งสารภาพแล้วขอรับ”
ฉินเฟิงเหยียดกายขึ้น กล่าวอย่างเหม่อลอย “ใช้เวลานานนักกว่าจะจัดการซุนเฟิ่งให้เรียบร้อย วิธีการทรมานของพวกเจ้ายังไม่เพียงพอ ต้องฝึกฝนให้มากขึ้นในอนาคต ท้ายที่สุดแล้วสถานการณ์ในสนามรบเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยิ่งได้รับข้อมูลเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีสำหรับการทำสงครามเท่านั้น”
อู๋เว่ยขมวดคิ้ว “ท่านไม่ถามหรือว่าใครยุยงซุนเฟิ่ง?”
ฉินเฟิงยักไหล่ กล่าวอย่างไม่สงสัย “นอกจากเกาหมิงจะเป็นใครได้อีก?”
แววตาของอู๋เว่ยผุดแววมืดมน “มิใช่เกาหมิงแต่เป็น… ไท่เป่าหลิน”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ไท่เป่าหลิน’ ฉินเฟิงก็พ่นชาทั้งหมดที่เพิ่งดื่มในปากออกมา เขาผุดลุกทันที ทว่าหลังรู้สึกตัวว่าเสียกิริยาจึงนั่งลงอีกครั้ง แสร้งทำเป็นสงบ “นี่เป็นสิ่งที่ข้าคิดไม่ถึง กลับกลายเป็นไอ้เฒ่านั่นเสียได้”
ฉินเฟิงถึงกับเรียกไท่เป่าหลินว่า ‘ไอ้เฒ่า’ ในที่สาธารณะ…
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ใช้หลังมือตบท้ายทอยฉินเฟิง ก่อนจะตวาด “ระมัดระวังวาจาด้วย!”
ฉินเฟิงยกมือป้องท้ายทอยพลางแยกเขี้ยวยิงฟัน เขากำลังจะระเบิดโทสะใส่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ ครั้นได้ยินเสียงแส้เล็ก ๆ ดังสวบสาบในมือนางก็รีบยอมแพ้ ยิ้มและแสร้งทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อู๋เว่ยไม่มีวันลืมการตายของฉีเหมิง เมื่อรู้ว่าคนที่ฆ่าฉีเหมิงคือไท่เป่าหลิน อารมณ์ของเขาก็ดิ่งลงทันใด “นายน้อย ไท่เป่าหลินและเกาหมิงต่างก็เป็นหนึ่งในซานกง ขุนนางสำคัญของราชสำนัก แต่…”
ก่อนอู๋เว่ยจะพูดจบ ฉินเฟิงก็หรี่ตาลงแล้วโบกมือเพื่อขัดจังหวะ “ข้ารู้ว่าไท่เป่าหลินมาจากชนชั้นสูง เกาหมิงจะเทียบเคียงเขาได้อย่างไร? แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษ ครั้งสุดท้ายที่ข้าตีหลานชายเขาจนจมูกช้ำหน้าบวม ไอ้เฒ่านั่น… อะแฮ่ม ราชองครักษ์เฒ่านั่นจะไม่พูดอะไรเลยหรือ?”
“แน่นอนว่าข้าจะต้องทวงความยุติธรรมเรื่องฉีเหมิงให้ได้!”
ด้วยคำพูดนี้ ภายในใจอู๋เว่ยก็มาดมั่นขึ้นมา เขาถอนหายใจ ตนไม่ได้ติดตามคนผิดจริง ๆ
อู๋เว่ยถามขึ้นทันที “นายน้อย เราจะจัดการกับโจรสุนัขซุนเฟิ่งนั่นอย่างไรดีขอรับ?”
ฉินเฟิงโบกมือแล้วพูดอย่างเฉียบขาด “หักแขนขาและโยนมันออกไป!”
[1] อย่าเห็นว่าซาลาเปาถั่วแดงไม่ใช่เสบียงกรัง : อย่ามองว่าเป็นแค่ซาลาเปาถั่วแดงแล้วจะกินไม่อิ่ม เพราะซาลาเปาถั่วแดงก็เป็นอาหารประทังความหิวได้เช่นกัน บริบทนี้มีความหมายว่า อย่าดูถูกบรรดาศักดิ์ต่ำต้อย เพราะถึงอย่างไรก็เป็นบรรดาศักดิ์