บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 306 หมื่นบุปผางามเฉิดฉาย
บทที่ 306 หมื่นบุปผางามเฉิดฉาย
มหาเสนาเกาซึ่งครั้งหนึ่งแม้กระทั่งผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ยังต้องแหงนหน้ามอง บัดนี้กำลังคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ ทั้งยังเรียกท่านขุนนางอย่างนอบน้อม โชคชะตาช่างเล่นตลกจริง ๆ
ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ไล่มือประสานไว้ข้างหลัง มองดูมหาเสนาเกาพลางทอดถอนใจอย่างวูบโหวง “ใต้เท้าเกาเคยเป็นกระดูกสันหลังของต้าเหลียง มีลูกศิษย์นับไม่ถ้วน ท่านรุ่งโรจน์ถึงเพียงนั้น? เหตุใดถึงเลอะเลือนเช่นนี้ ตกอยู่ในกำมือเล็ก ๆ ของฉินเฟิงเสียได้?”
“ฉินเฟิงหยิ่งผยองอวดดี ท่านเพียงปล่อยเขาไป ไม่ช้าก็เร็วย่อมมีคนจัดการเขาอย่างแน่นอน ดังคำกล่าวว่ากรรมนั้นย่อมสนอง เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา บัดนี้ท่านกลับลงมือด้วยตนเอง ท่านมหาเสนาผู้สง่างามไปจัดการกับคนเสเพลคนหนึ่ง แม้ท่านชนะก็เป็นชัยชนะที่ไม่ยุติธรรม พ่ายแพ้ก็พ่ายแพ้จนไม่อาจฟื้นคืนมาได้อีก… จะลำบากไปเพื่อกระไรกัน?”
เมื่อเผชิญกับคำสั่งสอนของผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ เกาหมิงส่ายศีรษะ เขาสิ้นหวังนัก “เขาอยากขี่ลม ลมก็มา เขาอยากล่องเรือคลื่นก็มา ข้าหาได้พ่ายแก่ฉินเฟิง ข้าเพียงพ่ายแก่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังฉินเฟิงซึ่งคอยพลิกฝ่ามือควบคุมเมฆ หมุนฝ่ามือบังคับฝนต่างหาก…”
เดิมทีผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ต้องการไว้หน้าเกาหมิงเนื่องจากมิตรภาพในอดีต
ทว่าเมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป
ช่วงเวลาเดียวกันนี้ องครักษ์ชุดดำซึ่งยืนอยู่นอกประตูก็ก้าวเข้ามา เขาหยิบพระราชโองการจากเกาหมิงด้วยมือซ้าย โยนจดหมายโยกย้ายตำแหน่งใส่มือของเกาหมิงด้วยมือขวา “ตำแหน่งรองเจ้ากรมกรมพิธีการ มีคนเข้ามาเติมที่ว่างแล้ว เพื่อเป็นการยกย่องในความอุตสาหะและคุณงามความดีของใต้เท้าเกา จึงแต่งตั้งให้ท่านเป็นนายอำเภอผิงเหยา ซึ่งบังเอิญเป็นดินแดนบรรพบุรุษของท่านพอดี ท่านรับงานนี้แล้วกลับไปพักผ่อนอย่างเพลิดเพลินกับชีวิตบั้นปลายเถอะ!”
ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ทอดถอนใจ เกาหมิงหรือจะไม่รู้ว่าการพูดคำเหล่านี้ในที่สาธารณะหมายความว่าอย่างไร? ทว่าเกาหมิงเพียงปฏิเสธจะยอมแพ้และยืนกรานจะต่อสู้
ช่วงเวลานี้สำหรับเกาหมิงแล้ว ตำแหน่งขุนนางที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวอย่างรองเจ้ากรมกรมพิธีการและนายอำเภอผิงเหยา ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
โชคดีที่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงยังระลึกถึงไมตรีครั้งเก่าก่อน ไม่ได้ฆ่าเขาในทันที นี่นับว่าไม่ง่ายเลย
ภายใต้การถอนหายใจของผู้บัญชาการศาลต้าหลี่และการจับตามองขององครักษ์ชุดดำ เกาหมิงไม่มีเวลาแม้แต่จะเก็บของ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เขาลากครอบครัวขึ้นรถม้าสองคัน ออกเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อเกษียณอายุ แต่แท้จริงแล้วก็คือถูก ‘เนรเทศ’ ออกไป
พระราชวังต้องห้าม ณ วังหลัง ภายในโรงดอกไม้ทิศตะวันตก
ในศาลาที่รายล้อมไปด้วยดอกไม้นับพัน ฉีหยางจวิ้นจู่ลบวิสัยซุกซนดื้อรั้นตามปกติของนางสิ้น กลายเป็นหญิงสาวที่เชื่อฟังอย่างยิ่ง “หากเกาหมิงรู้จักระมัดระวังตน อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถรั้งอยู่ในเมืองหลวงและรับตำแหน่งเป็นรองเจ้ากรมกรมพิธีการได้ แต่นี่ช่างดีจริง ๆ เขาถูกลดตำแหน่งกลับไปที่เมืองผิงเหยาเสียแล้ว”
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ค่ายเทียนจีนั้นเอิกเกริกนัก แต่กลับมีเพียงเสียงฟ้าร้องทว่าไร้ฝน ได้ยินว่า… จ้าวหลี ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ถึงกับผลักจ้าวอวี้หลงบุตรชายของเขาให้กับฉินเฟิง”
“ส่งทหารไปจับกุมคนกลางถนน แปลกจริง ๆ ที่ฝ่าบาทไม่เอ่ยถึงโทษมหันต์เพียงนี้ด้วยซ้ำ”
องค์หญิงใหญ่กำลังก้มศีรษะปักหน้าพัด นางยิ้มบางและเอ่ยอย่างสงบ “นั่นก็ยากสำหรับฝ่าบาทเหมือนกัน อำเภอเป่ยซีเล็ก ๆ เพิ่งเอาชนะเฉินซือให้ถอยกลับไปได้ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ฝ่าบาทไม่อาจทำเป็นไม่เห็นได้กระมัง? แต่งตั้งบรรดาศักดิ์สือฮู่และให้กองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ล้อมค่ายเทียนจี ประการแรกเพื่อกระตุ้น ประการที่สองเพื่อหักล้างความชอบและความผิด นี่เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด แต่ในทางกลับกัน มหาเสนาเกาไม่อาจรักษาเอาไว้ได้ ช่างน่าสะท้อนใจนัก… ท่านว่าอย่างไรเล่า พระสนม”
กุ้ยเฟยที่นั่งตรงข้ามสวมเสื้อคลุมหงส์สีทองสลับแดงรับกับมงกุฎหงส์สีสดบนศีรษะ
นางอายุเกือบสี่สิบปีแต่ยังแลดูอ่อนวัยราวกับหญิงสาววัยยี่สิบแปดปีก็มิปาน
คิ้วเรียวแสดงถึงจิตวิญญาณแห่งความองอาจ
ดวงตาหงส์หลับไร้ก้นบึ้ง
นอกจากนี้ยังมีบุปผาแดงประทับอยู่หว่างคิ้วอีกด้วย
กุ้ยเฟยผู้สง่างามด้วยรัศมีแห่งความสูงศักดิ์ในทุกอิริยาบถกลับร่วมสนุกสนานกับองค์หญิงใหญ่ มือหยกประครองตราประทับของหกตำหนัก นางกำลังร้อยเข็มกับด้ายอย่างงุ่มง่าม งานปักบนพัดทรงกลมก็ไม่เข้าท่าเข้าทีเช่นกัน สามส่วนชวนให้นึกถึงหงส์ เจ็ดส่วนให้ดูคล้ายเด็ก ๆ นัก
ทว่ากุ้ยเฟยหาได้สนใจ ในทางกลับกัน นางมีพลังในการปักมากขึ้นเรื่อย ๆ รอยยิ้มจาง ๆ ประดับอยู่บนใบหน้าและมุมปาก
“สิ่งที่องค์หญิงใหญ่พูดนั้นเป็นความจริงอย่างแน่นอน”
“เพียงแต่หลังจากเกาหมิงจากไป ตำแหน่งมหาเสนาก็จะว่าง ไม่รู้ว่าผู้ใดจะมาเติมเต็มได้”
“ในด้านคุณสมบัติ ผลงาน ความดีความชอบ และบารมี ย่อมต้องเลือกจากหกกระทรวงเก้ากรมและห้าทบวง เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน การประชุมราชสำนักคงจะมีเสียงดังอีกครา”
เมื่อได้ยินเช่นนี้องค์หญิงใหญ่ก็ยิ้มและถาม “ข้าว่าไม่จำเป็นต้องเลือกกระมัง แค่เสนาบดีกรมยุติธรรมก็เพียงพอ เขาเป็นผู้อาวุโสที่สุดในบรรดาเสนาบดีทั้งหกคน และยังเป็นขุนนางที่ขยันขันแข็ง ตั้งแต่ฉินเฟิงเจ้าเด็กตัวแสบนั่นสมองกระแทก ทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนตกอยู่ในความวุ่นวายอลหม่าน มีเพียงเสนาบดีกรมยุติธรรมเท่านั้นที่จะสามารถรักษาความสงบได้”
กุ้ยเฟยยังคงเล่นเข็มและด้ายในมือต่อไปพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า “นั่นคงมิได้ เสนาบดีกรมยุติธรรมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อของข้า อีกทั้งพวกเราในหมู่วังหลังไม่ควรคิดไร้สาระเช่นนั้น แค่ปักเข็ม ร้อยด้าย เพลิดเพลินกับดอกไม้และนกก็เพียงพอแล้ว หากฝ่าบาททรงรู้ว่า เจ้ากับข้ากำลังคุยกันเรื่องนี้ คงจะบอกว่ามือของเราเหยียดยาวไม่เข้าเรื่อง เลี่ยงมิได้ที่จะถูกตำหนิ”
สาวใช้ที่อยู่ด้านข้างเห็นว่ากุ้ยเฟยยังไม่ได้พันด้ายจึงรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วย “พระสนมเพคะ บ่าวช่วยพระองค์เองเพคะ”
กุ้ยเฟยหยุดขยับมือ เหลือบมองสาวใช้ เมื่อครู่นางยังคงยิ้มแย้ม แต่ทันใดเมฆดำพลันเข้าปกคลุมใบหน้า นางแค่นเสียงว่า “ข้าเรียกเจ้าแล้วหรือ?”
สาวใช้ตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบร้อนคุกเข่าลงขออภัยโทษ
กุ้ยเฟยแค่นเสียง ก่อนจะยื่นมือออกไป “เจ้ามีความตั้งใจดี อยากแบ่งปันความกังวลของข้า ข้าไม่โทษเจ้า ลุกขึ้นเถอะ”
สาวใช้รู้สึกขอบพระทัยในความเมตตาเป็นอย่างยิ่ง กล่าวขอบคุณนางครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อเห็นเข็มปักมือกุ้ยเฟย สาวใช้กัดฟันดึงออก มือของนางเต็มไปด้วยเลือด แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดสักคำ
องค์หญิงใหญ่เห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ แอบกลอกตาใส่กุ้ยเฟย และแสร้งทำเป็นไม่เห็น
กุ้ยเฟยสะบัดเข็มปักเปื้อนเลือด จากนั้นก็หยิบเข็มใหม่จากถุงด้าย นางลุกขึ้นยืนและพยักหน้าให้องค์หญิงใหญ่ “วันนี้พอแค่นี้ก่อน องค์หญิงใหญ่เองก็รีบพักผ่อนเถอะ”
องค์หญิงใหญ่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น นางเพียงแต่ร้อยด้ายของนางลงบนพัดกลมอย่างราบรื่น ราวกับกำลังเยาะเย้ยกุ้ยเฟยที่ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้ “ลำบากพระสนมเป็นห่วงแล้ว เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่มีนิสัยชอบนอนเร็ว”
กุ้ยเฟยหรี่ตาลงและแย้มยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปสิ เจ้าคงซ่อนตัวอยู่ในบ้านมารดาไปตลอดไม่ได้กระมัง?”
แกร็ก!
เข็มในมือองค์หญิงใหญ่พลันหัก สีหน้าที่อ่อนโยนและใจดีเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม ท้ายที่สุดนางก็โยนเข็มที่หักไปข้าง ๆ ต่อหน้าต่อตากุ้ยเฟย จากนั้นจึงส่ายหน้าแล้วยิ้มขมขื่น “คุณภาพของเข็มปักนี้ย่ำแย่นัก ไว้วันหน้าจะต้องแจ้งฝ่ายผลิตกรมโยธาสักหน่อยแล้ว”
ความเย่อหยิ่งฉายผ่านหว่างคิ้วของกุ้ยเฟย นางเมินองค์หญิงใหญ่ สะบัดแขนเสื้อแล้วเยื้องย่างจากไป
ฉีหยางจวิ้นจู่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่องค์หญิงใหญ่และกุ้ยเฟยปะทะกัน
แม้จะแลดูยิ้มแย้ม กล่าววาจานุ่มนวล แต่แท้จริงแล้วกลับมีคลื่นใต้น้ำปั่นป่วน ขิงก็ราข่าก็แรง
ทั้งสองคนผลัดกันแพ้ชนะอยู่เสมอ
ดังเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ กุ้ยเฟยชนะเบื้องหน้า ทว่าองค์หญิงใหญ่ก็ชนะเบื้องหลัง
ท้ายที่สุดแล้วเสนาบดีกรมยุติธรรมก็มีความสัมพันธ์อันดีกับไท่เป่าหลิน และองค์หญิงใหญ่ก็จงใจผลักเสนาบดีกรมยุติธรรมลงไปยังตำแหน่งมหาเสนาเพื่อใส่ไฟให้กุ้ยเฟย
หากกรมยุติธรรมได้ตำแหน่งมหาเสนามาครอบครอง มิเท่ากับว่าตระกูลหลินควบคุมสองในสามกงไว้ในกำมือหรอกหรือ?
นั่นเทียบเท่ากับการวางดาบลงบนบ่าของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง ผลลัพธ์นี้สามารถจินตนาการได้!
คำพูดขององค์หญิงใหญ่ปิดเส้นทางของตระกูลหลินโดยสิ้นเชิง เป็นธรรมดาที่กุ้ยเฟยจะต้องการแทงองค์หญิงใหญ่สักดาบ อีกฝ่ายจึงจงใจเอ่ยถึงสามีที่เสียชีวิต ผู้เป็นโรคทางใจขององค์หญิงใหญ่