บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 305 ทุกคนล้วนเป็นเบี้ย
บทที่ 305 ทุกคนล้วนเป็นเบี้ย
การฆ่าขุนนางราชสำนักถือเป็นความผิดที่มิอาจให้อภัย
ไม่ว่าฉินเฟิงจะโกรธแค่ไหน เขาก็ไม่ถึงขั้นเสียสติ
แม้ว่าเขาจะทุบตีซุนเฟิ่งจนมารดาจำหน้าไม่ได้ ขอเพียงอีกฝ่ายยังมีลมหายใจอยู่ อย่างมากที่สุดก็เป็นแค่การทุบตีขุนนางราชสำนักเท่านั้น
แต่หากฆ่าซุนเฟิ่งจริง ๆ เรื่องราวจะแตกต่างออกไป
กองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ที่อยู่ด้านนอกตะโกนขึ้นอีกครั้ง
พลันฉินเฟิงวางถ้วยชาลง เอามือไพล่หลัง เยื้องย่างขึ้นไปแถวกำแพงและเหยียดยืดกายอย่างเกียจคร้าน แล้วโผล่เพียงหัวออกไป ชายหนุ่มมองลงไปที่จ้าวหลี ผู้บัญชาการกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ พร้อมแสยะยิ้ม “ท่านผู้บัญชาการใหญ่ ท่านด่าไม่เหนื่อย แต่ข้าฟังจนเหนื่อยแล้ว ข้าว่าให้พี่น้องเฝ้าอยู่ข้างนอก ส่วนท่านก็เข้ามาเลยเถอะ เรามาคุยเรื่องรองแม่ทัพของกองทัพใหม่กันดีกว่า”
“บุตรชายของท่าน จ้าวอวี้หลงยังอยู่ที่เมืองหลวงอยู่กระมัง?”
จ้าวหลีมีท่าทีดุดัน เขาไม่สนใจส่วนได้ส่วนเสียภายในเรื่องนี้เลย ฉินเฟิงฝ่าฝืนกฎต้องห้าม หน้าที่ของเขาคือจับอีกฝ่ายกลับไปพิจารณาคดีเท่านั้น
แต่เมื่อเขาได้ยินคำว่า ‘รองแม่ทัพ’ อารมณ์ของจ้าวหลีก็เปลี่ยนไปอย่างมาก เขาไอแห้ง ๆ สองครั้งเพื่อปกปิดความกระดากอาย “วันนี้เจ้าก่อความผิดร้ายแรง ไม่อาจรักษาชีวิตน้อย ๆ ของเจ้าไว้ได้อีก ยังจะพูดถึงรองแม่ทัพอันใดเล่า? เกรงว่าผู้บัญชาการค่ายเทียนจีคงจะต้องเปลี่ยนมือแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉินเฟิงก็หาได้แก้ต่าง เขาเพียงยักไหล่ “ในเมื่อท่านผู้บัญชาการใหญ่ไม่สนใจ เช่นนั้นก็ช่างเถอะ”
นายน้อยเจ้าสำราญหันไปมองแม่ทัพค่ายตะวันตก “ท่านแม่ทัพ ท่านกลับไปถามผู้บัญชาการค่ายตะวันตกหน่อยว่า เขายินดีที่จะส่งนายน้อยของเขามาที่ค่ายเทียนจีหรือไม่?”
ได้ยินฉินเฟิงถามเช่นนั้น ท่านแม่ทัพค่ายตะวันตกยังไม่ทันได้ตอบกลับ จ้าวหลีก็พลันตะโกนแทรกขึ้นมา “ฉินเฟิง! นี่ไม่ใช่ที่ที่จะพูดคุย ไว้คุยกันหลังจากที่ข้าเข้าไปเถอะ!”
ขณะพูด จ้าวหลีก็รีบลงจากหลังม้าพลางโบกมือให้แม่ทัพค่ายตะวันตก “พวกเจ้ากลับไปซะ ที่นี่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเจ้า”
เมื่อเห็นว่าจ้าวหลีจะเข้าไปในค่ายเทียนจีจริง ๆ รองแม่ทัพก็รีบหยุดเขาไว้อย่างรวดเร็ว “ท่านผู้บัญชาการใหญ่โปรดคิดใหม่อีกครั้งเถอะ! นี่อาจเป็นแผนของฉินเฟิง หากท่านทำผิดพลาด…”
จ้าวหลีร้อนใจอย่างยิ่ง ไหนเลยจะมีความอดทนฟังคำพูดของรองแม่ทัพ เขาปัดมือของอีกฝ่ายออก แล้วเอ่ยอย่างไม่พอใจ “เจ้าจะไปรู้อะไร! การปิดล้อมค่ายเทียนจีทำไปเป็นพิธีเท่านั้น หากต้องลงดาบกับฉินเฟิงจริง ๆ คงมีพระราชโองการประกาศออกมานานแล้ว”
“อำเภอเป่ยซีขับไล่กองทัพของเฉินซือแห่งเป่ยตี๋ และปกป้องเมืองเอาไว้ได้ ฝ่าบาทจะไม่เห็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร? สำหรับการจับกุมคนในเมืองหลวง ถึงแม้จะเป็นความผิดร้ายแรง แต่ก็ต้องดูด้วยว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร และอีกฝ่ายก็เป็นเพียงหัวหน้ากรมโยธาขั้นเจ็ดตัวเล็ก ๆ เท่านั้น
นอกจากนี้ เจ้านั่นสกัดกั้นและฆ่าทหารส่งสาร นับว่าเป็นความผิดร้ายแรง หากเขาก้าวขาหน้าออกจากค่ายเทียนจี ขาหลังก็จะถูกศาลต้าหลี่จับเอาไว้ ไม่ว่าทางใดล้วนต้องตายอยู่ดี”
“รายชื่อแม่ทัพถูกจองโดยหนิงหู่และสวีโม่แล้ว เหลือรองแม่ทัพเพียงสองคนเท่านั้น ข้าต้องหาหนทางที่ดีสำหรับลูกชายของข้า หากเจ้าขัดขวางเรื่องสำคัญอีกครั้ง ระวังจะโดนข้าต่อย!”
หารู้ไม่ว่า ในเวลานี้หัวใจของฉินเฟิงกำลังมีเลือดไหลซิบ
ในมือฉินเฟิงกุมรายชื่อรองแม่ทัพทั้งสองไว้อย่างแน่นหนา นับว่าพวกเขาเป็นสมบัติก้นหีบ
พลทหารในเมืองหลวงต่างก็จับตาดูรายชื่อทั้งสองนี้และกระตือรือร้นที่จะนำลูกหลานของตัวเองเข้าร่วมค่ายเทียนจี
ท้ายที่สุดแล้ว…
ช่วงเวลานี้ กองทัพทั้งสองอาณาจักรยังอยู่ในช่วงลองเชิง รวมถึงหน่วยข่าวกรองและการส่งสารด้วย กว่าสงครามจะปะทุขึ้นและสิ้นสุดอาจต้องใช้เวลาอีกนาน
เมื่อเห็นค่ายเทียนจียึดเมืองเป่ยซีเป็นจุดศูนย์กลางและประสบความสำเร็จเหนือชั้นหลายครั้งหลายครา เหล่าทหารเมืองหลวงจะไม่อิจฉาได้อย่างไร?
กล่าวตามตรงคือ
ยิ่งสงครามขยายใหญ่ขึ้น ความรับผิดชอบยิ่งมากขึ้น
หากเกิดสงครามใหญ่ระหว่างสองอาณาจักร ข้อผิดพลาดในการสั่งการใด ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อชะตากรรมของแว่นแคว้นและนำไปสู่ภัยพิบัติร้ายแรง
เมื่อเปรียบเทียบแล้ว อำเภอเป่ยซีเป็นทางเลือกดีที่สุดสำหรับการชุบทองของเส้นทางขุนนาง
สิทธิ์ในการเลือกรองแม่ทัพมีมูลค่านับพันทองคำ!
การสละตำแหน่งหนึ่งให้กับกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ในครั้งนี้เป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับอย่างช่วยไม่ได้
ค่ายเทียนจีถูกล้อม รอเป็นเวลานานก็ยังไม่เห็นราชโองการใด ๆ เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้จิ้งจอกเฒ่านั่นใช้โอกาสตีเขาแล้ว
ฉินเฟิงกังวลจริง ๆ ว่ากองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์จะบุกโจมตีเข้ามา
ทหารม้าหุ้มเกราะหนานับพันคนไม่ใช่เรื่องตลก พวกเขาสามารถบดขยี้ผู้คนจำนวนมากจนตายได้ด้วยการชนกันเพียงครั้งสองครั้ง
จ้าวหลีเดินผ่านประตู กล่าวตรงประเด็นทันทีที่ปรากฏตัวในค่ายเทียนจี “บุตรชายของข้าต้องเป็นหนึ่งในคนที่ได้สิทธิ์รองแม่ทัพ! ไม่อย่างนั้นข้าจะให้กองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์บดขยี้ค่ายเทียนจี ไม่ว่าองครักษ์ค่ายเทียนจีสามร้อยคนของเจ้าจะเก่งกล้าแค่ไหน เมื่อเทียบกับกีบเหล็กของมังกรซ่อนพยัคฆ์แล้ว พวกเขาก็เป็นเพียงแอ่งโคลนเนื้อเท่านั้น”
กล่าวได้ถูกตัอง!
…ไม่มีผิดเลย
ไม่ว่าฉินเฟิงจะบ้าแค่ไหน เขาก็ไม่กล้าปล่อยให้ทหารองครักษ์สามร้อยคนต่อสู้กับทหารม้าเกราะหนักนับพันนาย เพราะนั่นไม่ต่างอะไรกับการส่งไปตาย
แต่หากพูดกันตามตรง…
เมื่อได้เห็นทหารม้าเกราะหนักที่อยู่ตรงหน้า ฉินเฟิงก็รู้ว่ากองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์นี้ร่ำรวยมาก นี่ทำเอานายน้อยฉินน้ำลายหกทีเดียว ในใจเขาจึงตัดสินใจอย่างมาดมั่น เขาจะฝึกฝนกองกำลังทหารม้าเกราะหนักให้ได้
ฉินเฟิงลูบจมูกพลางพูดอย่างช่วยไม่ได้ “ท่านผู้บัญชาการใหญ่ให้เกียรติหลานชาย เช่นนั้นหลานจะไม่อ้อมค้อม หลานขอให้นายน้อยของท่านมายังค่ายเทียนจีเพื่อรายงานตัวในวันพรุ่งนี้ แต่หากพูดให้น่าเกลียด คมดาบในสนามรบไร้ดวงตา หากนายน้อยท่านผิดพลาดอันใด โปรดอย่าได้หาเรื่องหลานเลยขอรับ”
จ้าวหลีแค่นเสียงเย็น “ถ้าเขาตายในสนามรบ นั่นหมายความว่าเขาไม่มีความสามารถ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า?”
เมื่อมีคำพูดยืนยันนี้ก็เพียงพอแล้ว
ฉินเฟิงแสร้งทำเป็นโค้งคำนับ “ผู้บัญชาการใหญ่โปรดถอนกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์กลับไปด้วยขอรับ”
จ้าวหลีมีสีหน้าลำบากใจ “นั่นเป็นไปไม่ได้ หากไม่มีพระราชโองการ กองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ก็จะอยู่ที่นี่ต่อไป ฉินเฟิง ในเมื่อเจ้าเรียกตัวเองว่าหลานชาย เช่นนั้นข้าขอเตือนเจ้า เหล่าองครักษ์ของค่ายเทียนจีเชี่ยวชาญในสิ่งที่เรียกว่าปฏิบัติการพิเศษ มิใช่ไม่เก่งกล้า ทว่าน่าเสียดายที่มีน้อยเกินไป ทั้งยังเป็นเพียงทหารราบเท่านั้น”
“ข้ามีกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ภายใต้บังคับบัญชา เช่นเดียวกับค่ายตะวันออกและตะวันตกของกองทหารรักษาการณ์เมืองหลวง องค์รักษ์หน้าพระที่นั่ง และทหารรักษาพระองค์ รู้ไว้ด้วยว่ามีผู้ที่สามารถทำลายเจ้าได้มากกว่าหนึ่งฝ่ามือ”
“ตอนแม่ของเจ้าอยู่ที่นี่ ใต้เท้าฉินที่ราวกับเสือติดปีกยังต้องนอนหมอบ แต่เด็กตัวแสบอย่างเจ้ากลับกล้าสร้างปัญหาในเมืองหลวง? ระมัดระวังให้มากขึ้นหน่อยเถอะ”
ไม่จำเป็นต้องให้จ้าวหลีเตือนเขาเรื่องนี้
เพราะฉินเฟิงรู้ดี
เหตุผลที่เขากล้าส่งทหารไปจับกุมซุนเฟิ่ง เพราะคาดไว้แล้วว่าฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจะไม่ทำอะไรเขาเพื่อประโยชน์ของอำเภอเป่ยซีและอำเภอฝูอวิ้น อย่างมากก็คงลงโทษเขาพอเป็นพิธีเท่านั้น
บางทีไม่แน่ว่าว่าตาเฒ่าอาจจะอารมณ์ดี ให้รางวัลแทนที่จะลงโทษเขาเสียอีก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่มิใช่ว่าฉินเฟิงกำลังเดิมพันทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้บทสรุปแน่ชัด
ตั้งแต่สมัยโบราณ ผู้ใดก็ตามที่เข้ามาในเมืองหลวงล้วนเหมือนมีดาบคมกริบจ่ออยู่ หากไม่ระวังให้ดี ร่างกายและศีรษะอาจจะแยกออกจากกันได้
ฮูหยินฉินอยู่ในอำเภอเป่ยซี ส่วนฉินเทียนหู่อยู่ในเมืองหลวง เท่ากับว่าบิดาและมารดาของฉินเฟิงถูกแยกออกจากกัน นี่ก็เป็นแผนของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเช่นกัน
ครอบครัวต่าง ๆ ในเมืองหลวงล้วนตกเป็นตัวประกันในมือของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง ทุกคนเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานหมากของจิ้งจอกเฒ่านั่น
แตกต่างกันแค่เบี้ยตัวใดเป็นเบี้ยที่ใช้งานได้และเบี้ยตัวใดถูกทิ้งแล้วก็เท่านั้น
เกาหมิงมีสถานะเป็นถึงหนึ่งในซานกง ตามระบบบรรพบุรุษของฮ่องเต้ในอดีต ตราบใดที่กงทั้งสามทำงานร่วมกัน พวกเขาสามารถคุกคามการปกครองฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงได้โดยตรง หากจำเป็น อาจกำจัดฮ่องเต้ได้เลยด้วยซ้ำ
เช่นนี้ สุดท้ายแล้วหากเขาไม่ระวังก็จะถูกฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงปลดออกไม่ใช่หรือ?
ว่ากันว่าราชวงศ์โหดเหี้ยม วิถีแห่งสวรรค์อันตราย ล้วนเป็นเช่นนี้เอง
ขณะที่ฉินเฟิงกำลังรับมือกับกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ก็ได้ไปเยี่ยมจวนตระกูลเกาด้วยตนเองแล้ว
เกาหมิงและสมาชิกในตระกูลทั้งหมดคุกเข่าลงบนพื้นรับฟังพระราชโองการ
ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ไม่มีสีหน้าใด ๆ เพียงอ่านพระราชโองการแบบออกเสียง “เกาหมิงฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ชักนำความเดือดร้อน สมควรถูกประหาร แต่ด้วยดำรงตำแหน่งหนึ่งในสามขุนนางสำคัญสำหรับต้าเหลียง แม้ไร้คุณงามความดีทว่าอุตสาหะ เจิ้นหาใช่คนไร้ไมตรี จึงปลดเจ้าออกจากยศมหาเสนา และส่งเจ้าไปกรมพิธีการเพื่อเติมเต็มช่องว่างของรองเจ้ากรม หวังว่าเจ้าจะไตร่ตรองตนเอง”
จากตำแหน่งมหาเสนา ขุนนางชั้นสูงซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ ถูกลดตำแหน่งให้เป็นเพียง ‘รองเจ้ากรมกรมพิธีการ’ ขุนนางขั้นสาม
แม้ว่าชีวิตจะไม่สูญสิ้น ทว่าวันเวลาดี ๆ ได้จบลงแล้ว ไม่มีผู้ใดบอกได้ว่าวันใดจะได้รับผ้าไหมขาวยาวสามฉื่อ…
สีหน้าของเกาหมิงเต็มไปด้วยความขมขื่น เขารับพระราชโองการด้วยสองมือ “ขอบพระทัยในความเมตตาของฝ่าบาท…”