บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 310 ทหารม้าเกราะหนัก
บทที่ 310 ทหารม้าเกราะหนัก
“จุดประสงค์เดียวของการสร้างทหารม้าเกราะหนักหนึ่งพันนายในอำเภอเป่ยซี นั่นก็เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพเป่ยตี๋รุกรานและคุ้มกันอำเภอ หากไม่มีรับสั่งของฝ่าบาท ทหารม้าเกราะหนักค่ายเทียนจีจะไม่มีทางเข้าใกล้สามสิบหกอำเภอรอบเมืองหลวงเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอเพียงฝ่าบาทอนุญาต นอกจากทหารม้าเกราะหนักหนึ่งพันนายแล้ว กระหม่อมจะส่งมอบทหารม้าเกราะหนักอีกห้าพันนายให้พระองค์ เพื่อเพิ่มจำนวนทหารม้าเกราะหนักรักษาการณ์เมืองหลวงเป็นหนึ่งหมื่นนาย”
กล่าวตามตรง ความสามารถในการรบภาคสนามของทหารม้าเกราะหนักนั้นแข็งแกร่งเกินไป
ฮ่องเต้ต้าเหลียงไม่มีวันเห็นด้วยกับฉินเฟิงง่าย ๆ ทางออกเดียวคือทำให้ฮ่องเต้ต้าเหลียงเป็นฝ่ายได้เปรียบทางการทหาร
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเฟิง
ฮ่องเต้ต้าเหลียงไม่เพียงแต่หัวเราะด้วยความโกรธเท่านั้น แม้แต่ขุนนางบุ๋นบู๊ก็ยังดูถูกเหยียดหยาม
ฉินเทียนหู่ขมวดคิ้ว ก่อนจะตะโกนเสียงต่ำ “เจ้าเด็กตัวเหม็น คุยโวไม่รู้จักอาย!”
“ทหารม้าเกราะหนักและทหารม้าเกราะเบาเป็นประเภทพลที่แตกต่างกัน ข้อกำหนดสำหรับม้าศึกก็แตกต่างกันนัก ม้าศึกที่สามารถเป็นทหารม้าเกราะหนักได้ ไม่เพียงต้องแข็งแกร่ง แต่ยังต้องมีความทรหดอดทนเป็นอย่างยิ่ง ม้าศึกพันธุ์นี้พบเพียงทางภาคเหนือและบางแห่งในพื้นที่ราบสูงเท่านั้น แม้แต่ม้าศึกของชาวเป่ยตี๋ยังขึ้นชื่อในเรื่องม้าศึกเกราะเบา หาใช่ม้าศึกเกราะหนัก”
“ข้าจะไม่ถามว่าเจ้าจะเอาม้าคุณภาพสูงมากมายมาจากหนใด แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าม้าศึกหนึ่งตัวราคาเท่าไหร่?”
เนื่องจากฉินเฟิงต้องการสร้างกองทหารม้าเกราะหนัก เขาย่อมต้องตรวจสอบมาแล้ว
เมื่อเผชิญกับคำถามของบิดา ฉินเฟิงก็โพล่งออกไปโดยไม่ได้คิด “ม้าทั่วไปหนึ่งตัวมีค่าเท่ากับผ้าไหมสามสิบห้าพับ คิดเป็นหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงเงิน เนื่องจากเป็นม้าทั่วไปรูปลักษณ์จึงไม่ดีนัก… ส่วนราคาของม้าศึกที่มีคุณสมบัติเหมาะสมนั้นมากกว่าสองร้อยตำลึงเงินเสียอีก”
“แม้ว่าม้าศึกเป่ยตี๋ที่ยึดมาหลายปีจะได้รับการเติมเต็มในกองทัพ แต่ก็ไม่ค่อยมีการหมุนเวียนในหมู่ราษฎร ทว่ามีการประเมินคร่าว ๆ ว่าม้าศึกเป่ยตี๋มีมูลค่าประมาณสามร้อยตำลึงเงิน”
“ม้าศึกตัวใดสามารถเป็นม้าศึกเกราะหนัก มีทั้งพละกำลังและความอดทน มีมูลค่าอย่างน้อยห้าร้อยตำลึงเงิน”
ในยุคนี้ ม้าศึกเป็นสัตว์กลืนทอง การจัดตั้งกองทหารม้าหนึ่งพันนาย แค่ทหารม้าเกราะเบา เงินที่ใช้ไปนั้นก็เพียงพอจะสร้างกองทัพทหารราบจำนวนหนึ่งหมื่นนายได้แล้ว
หากฉินเฟิงต้องการก่อตั้งกองพันทหารม้าเกราะหนักของค่ายเทียนจี เขาต้องใช้เงินห้าแสนตำลึงเพื่อซื้อม้าศึก
รวมกับทหารม้าเกราะหนักห้าพันนายที่สัญญาไว้กับฮ่องเต้ต้าเหลียงแล้ว เขาใช้เงินทั้งหมดสามล้านตำลึงเงิน
สำหรับฉินเฟิงตอนนี้ นับว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาลนัก
สำคัญกว่านั้นปัญหาลำบากที่สุดหาใช่เงิน แต่เป็นม้า ท้ายที่สุดม้าศึกเกราะหนักก็ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะหาซื้อได้
ทหารม้าเกราะหนักของต้าเหลียงครานั้นได้มาเพราะแคว้นยังคงอยู่ในจุดสูงสุดจึงมีผู้มาถวายเป็นเครื่องบรรณาการ
ยามนี้แหล่งที่มาก็ได้สูญหายไปนานแล้ว
ฉินเทียนหู่อยากจะลากคอฉินเฟิงออกไปเสียตอนนี้ อีกฝ่ายจะได้ไม่คิดเองเออเอง พูดเรื่องไร้สาระอยู่ “การซื้อม้าต้องใช้เงินสามล้านตำลึง สงครามในอำเภอเป่ยซีไม่ได้ล้างผลาญเงินของเจ้าจนหมดแล้วหรือ อย่าว่าแต่สามล้านตำลึงเงินเลย แม้แต่สามแสนตำลึงเงิน ตอนนี้เจ้ายังไม่มีปัญญาเอาออกมาด้วยซ้ำ”
“เจ้าลูกสารเลว รีบไสหัวกลับไปเดี๋ยวนี้ อย่าพูดถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีก”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำดุด่าของบิดา ฉินเฟิงตีหน้าเศร้า แล้วพึมพำด้วยเสียงแผ่ว “เงินหามาได้ง่าย ๆ ไม่ถึงสิบวันข้าก็หาได้แล้ว สิ่งที่ข้าขาดตอนนี้คือพระราชดำรัสที่หนักแน่นดุจทองคำของฝ่าบาท”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ขมวดคิ้ว ครุ่นคิด อดไม่ได้ที่จะรู้สึกลังเลในพระทัย
หากฉินเฟิงสามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี มอบทหารม้าเกราะหนักห้าพันนายให้กับกองกำลังรักษาการณ์เมืองหลวงได้ การป้องกันเมืองหลวงย่อมแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน
ฮ่องเต้ต้าเหลียงต้องการจะลองเชิง จึงตรัสถามอย่างสบาย ๆ “ฉินเฟิง เจ้ารู้โทษของการหลอกลวงฮ่องเต้หรือไม่?”
ฉินเฟิงพยักหน้าหงึกหงัก ทำตัวว่านอนสอนง่ายอย่างหาได้ยาก “ในกรณีที่เบาที่สุดคือตัดศีรษะ กรณีเลวร้ายที่สุดฆ่าล้างตระกูลพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงเลิกคิ้ว “ในเมื่อเจ้ารู้เช่นนี้ เจ้ายังกล้าพูดว่าเจ้าทำได้หรือไม่?”
ฉินเฟิงกางมือออก ทำสีหน้าไร้เดียงสา “กระหม่อมทำได้อยู่แล้ว”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงแค่นเสียงในลำคอเบา ๆ “ฮึ งั้นก็ดี เจ้ากำหนดเวลาให้เจิ้น เมื่อใดเจ้าหาม้าศึกเกราะหนักหกพันตัวได้ เมื่อนั้นเจิ้นก็จะอนุญาตให้เจ้าก่อตั้งทหารม้าเกราะหนักของค่ายเทียนจี แต่คำพูดที่ไม่น่าฟังก็ต้องกล่าวเอาไว้ก่อน หากทหารม้าเกราะหนักหนึ่งพันนายเหล่านั้นกล้าข้ามเขตแดนและเข้าใกล้สามสิบหกอำเภอของเมืองหลวง เจิ้นจะลงโทษเจ้าในข้อหากบฏ!”
เรื่องนี้ร้ายแรงอย่างมาก
ฉินเฟิงตบหน้าอกรับประกันเช่นเคย นายน้อยฉินตะโกนรับรองเสียงดัง “ความภักดีของกระหม่อม ฟ้าดินเป็นพยาน!”
เดิมทีฮ่องเต้ต้าเหลียงวางแผนจะบอกให้ฉินเฟิงให้ออกไป แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของขุนนางบุ๋นบู๊ที่ดูใกล้หมดความอดทนรอบตัว ก็เกรงว่าจะต้องตกอยู่ในข้อโต้เถียงเรื่องตำแหน่งมหาเสนาอีกครั้ง ฮ่องเต้จึงตรัสถามออกมา “ตอนนี้ตำแหน่งมหาเสนาว่างลงแล้ว เจิ้นอยากถามความคิดเห็นของเจ้า เจ้าว่าใครควรขึ้นรับตำแหน่งมหาเสนาหรือ?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็จงใจเน้นเสียง “ไม่จำเป็นต้องรีบตอบ เจ้าสามารถคิดก่อนพูดได้”
ฉินเทียนหู่รีบขยิบตาให้ฉินเฟิง ส่งสัญญาณว่าอย่าได้กระโดดลงไปในหลุมไฟ
ตำแหน่งซานกงมีความอ่อนไหวพอ ๆ กับศึกชิงตำแหน่งรัชทายาท
เรื่องแบบนี้ถ้าหลีกได้ก็ควรหลีกเลี่ยง
ฉินเฟิงแสร้งทำเป็นไม่เห็น ยกมือเท้าเอวแล้วพูดเสียงดังฟังชัด “ยังจำเป็นต้องคิดอีกหรือ แม้ว่าอำนาจทางทหารในมือของมหาเสนาจะถูกปลดออกไปตั้งแต่รัชสมัยก่อน แต่เขาก็ยังคงมีอำนาจในกองทัพ ตอนนี้สงครามแคว้นกำลังปะทุขึ้น ถ้าประมาทเพียงเล็กน้อย เลือกคนไร้ความสามารถเป็นมหาเสนา ขัดขวางการเตรียมศึกสงคราม นั่นจะไม่เท่ากับเสียมากกว่าได้หรือ?”
“ดังนั้นก่อนสงครามแว่นแคว้นจะสิ้นสุด ย่อมไม่สะดวกที่จะคัดเลือกมหาเสนา”
คำพูดเหล่านี้ดังขึ้นในพระทัยของฮ่องเต้ต้าเหลียง
เพื่อจะสร้างกองทหารม้าเกราะหนัก ต่อให้เสียหน้าฉินเฟิงก็ไม่สนใจ เขาย่อมเลือกเอ่ยเฉพาะสิ่งที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงต้องการได้ยินเท่านั้น
ขุนนางบุ๋นบู๊ไม่สนใจอะไรแล้ว พวกเขาพากันชี้ไปที่ฉินเฟิง
“นี่ไม่สมเหตุสมผล! ตำแหน่งมหาเสนาไม่สามารถเว้นว่างเป็นเวลานานได้ เจ้าเป็นสือฮู่ตัวเล็ก ๆ จะไปรู้อะไร”
“หึ! เมื่อก่อนเจ้ายังถือว่าเป็นขุนนาง แต่ตอนนี้เจ้าไม่ใช่แม้แต่นายอำเภอ สือฮู่อย่างนั้นหรือ นับตั้งแต่ก่อตั้งต้าเหลียง ทุกคนที่ได้รับตำแหน่งสือฮู่ล้วนเป็นทหารที่ได้รับใช้แคว้นอย่างมีเกียรติ!”
“จุดประสงค์ในการเลือกมหาเสนาคือเพื่อให้แน่ใจว่าสงครามแคว้นจะดำเนินไปอย่างราบรื่น เจ้าไม่ใช่ฝ่ายสนับสนุนสงครามหรือ ไฉนในเวลาเช่นนี้ถึงรั้งพวกข้าขึ้นมาเล่า”
เมื่อเผชิญกับคำกล่าวหาจากขุนนาง ฉินเฟิงก็แคะหูของเขาพลางอ้าปากหาว ทำหน้าทำตาน่าโดน…นัก
รอกระทั่งบรรดาขุนนางสงบลง ฉินเฟิงก็ตอบอย่างเกียจคร้าน “ใต้เท้าทุกท่านอย่าได้พูดอ้อมไปมาเลย ในหกกระทรวงเก้ากรมและห้าทบวง มีเพียงสองคนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเป็นมหาเสนา หนึ่งบิดาของข้า ปัจจุบันรับหน้าที่บัญชาการสงครามครั้งนี้ ตามหลักแล้วตำแหน่งซานกงก็ไม่นับว่ามีอะไร แต่ผู้กุมอำนาจกรมกลาโหมดันจะได้นั่งตำแหน่งมหาเสนา นี่ไม่เท่ากับว่าขัดต่อหลักการของบรรพบุรุษหรือ?”
“ดังนั้น นอกจากบิดาของข้าแล้ว คนเดียวที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก็คือเสนาบดีกรมยุติธรรม”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฉินเฟิงก็เหลือบมองบรรดาขุนนางบุ๋นบู๊แล้วยกยิ้ม “ใต้เท้าทั้งหลาย ท่านไม่มีความกล้าเหมือนข้า ถ้าเป็นข้า ข้าจะเอ่ยต่อฝ่าบาทตามตรง เพื่อขอให้เสนาบดีกรมยุติธรรมทำหน้าที่เป็นมหาเสนา”
พริบตาเดียว ท้องพระโรงที่มีเสียงถกเถียงกันอย่างดุเดือดก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
แม้แต่เสนาบดีกรมโยธาที่กระตือรือร้นผลักดันตำแหน่งมหาเสนามากที่สุดก็ยังไม่เคลื่อนไหว
ใครบ้างไม่รู้ว่าเสนาบดีกรมยุติธรรมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับไท่เป่าหลิน
แต่หากตระกูลหลินครองตำแหน่งสามขุนนางใหญ่ถึงสองตำแหน่ง ด้วยความเด็ดขาดของฝ่าบาทแล้วขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักล้วนรอถูกกำจัดได้เลย
คำพูดนี้ของฉินเฟิงร้ายแรงยิ่งนัก
ประเด็นนี้นับว่ารบกวนพระทัยของฮ่องเต้ต้าเหลียง เพียงแต่พระองค์ไม่สามารถตรัสออกมาให้ชัดเจนได้