บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 311 กุ้ยเฟยผู้หยิ่งยโส
บทที่ 311 กุ้ยเฟยผู้หยิ่งยโส
ต่อหน้าขุนนางบุ๋นบู๊ของราชสำนัก ฉินเฟิงพูดสิ่งที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงต้องการพูดมาโดยตลอดแต่ไม่สามารถพูดได้
ฮ่องเต้ต้าเหลียงชื่นชมในใจ แต่ใบหน้ากลับเคร่งขรึม แสร้งตะโกนลั่น “บังอาจ! เสนาบดีกรมยุติธรรมและไท่เป่าหลินต่างก็เป็นขุนนางของข้า จะปล่อยให้เจ้าใส่ร้ายเสนาบดีกรมยุติธรรมว่าอยากรับตำแหน่งมหาเสนาได้อย่างไร ใครก็ได้! ขับฉินเฟิงออกจากท้องพระโรง โบยสิบไม้เพื่อเป็นการตักเตือนผู้อื่น”
องครักษ์หน้าพระที่นั่งสวมชุดเกราะสีทองแวววาว ร่างกายกำยำบึกบึน เขาจับไหล่ของฉินเฟิงด้วยมือข้างเดียว
ทำราวกับหิ้วไก่ออกจากท้องพระโรง
จากนั้นก็โยนร่างลงแล้วโบกมือ “เจ้าทำเองเถอะ”
ฉินเฟิงคุ้นเคยอยู่แล้ว เขาหยิบไม้โบยที่ดูโหดเหี้ยมขึ้นมา แล้วฟาดพื้นไปสิบครั้ง ก่อนจะมององครักษ์หน้าพระที่นั่งด้วยรอยยิ้มขี้เล่น “ข้าละสับสนจริง ๆ ทุกคนในใต้หล้าต่างรู้ว่าองครักษ์หน้าพระที่นั่งเปรียบดั่งคมกริชแห่งต้าเหลียง พละกำลังแข็งแกร่ง เช่นนั้นหากองครักษ์หน้าพระที่นั่งเทียบกับยอดฝีมือที่เร้นกายจะเป็นอย่างไร?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ใบหน้าขององครักษ์หน้าพระที่นั่งก็มืดลงทันที “ฉินเฟิง เจ้ากำลังหาเรื่องรึ? หรือจะให้ข้าช่วยลงโทษเจ้า?”
ขณะพูด องครักษ์หน้าพระที่นั่งก็ถลามาคว้ากระบองไม้อย่างไร้ความปรานี
ฉินเฟิงรีบโยนไม้ไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว “ฮิ ๆ สิบไม้ครบแล้ว! ข้าก็แค่อยากรู้เท่านั้นเอง เจ้าจะตื่นเต้นอันใด?”
องครักษ์หน้าพระที่นั่งมีสีหน้าเย็นชา “การรับมือกับยอดฝีมือเร้นกายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ข้ามีฝีมือมากเกินพอจะจัดการกับทหารค่ายเทียนจีของเจ้า”
ฉินเฟิงพยักหน้าและโค้งคำนับด้วยรอยยิ้ม “นั่นแน่อยู่แล้ว องครักษ์หน้าพระที่นั่งลงมือเอง ใครจะสามารถเอาชนะได้เล่า”
สิ้นประโยค ฉินเฟิงก็วิ่งหนีไปโดยไม่หันกลับมามอง
สิ่งที่นายน้อยเจ้าสำราญพูดตอนนี้ไม่ได้ไร้สาระ
เขาจงใจทดสอบตื้นลึกหนาบางขององครักษ์หน้าพระที่นั่ง และสรุปได้ว่าองครักษ์หน้าพระที่นั่งที่ดูราวกับรูปปั้นเหล่านั้นก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป
ส่วนเรื่องม้าศึกหกพันตัว จะว่ายากก็ไม่ยาก จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย
สุดท้ายยังต้องส่งคนไปยังแคว้นเล็ก ๆ ซึ่งมีม้าที่ราบสูงจำนวนมากเพื่อทำการซื้อขาย
เท่าที่ฉินเฟิงรู้ แคว้นที่ตั้งอยู่บนที่ราบสูงเล็ก ๆ แห่งนั้นตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเป่ยตี๋
ตั้งแต่สงครามระหว่างต้าเหลียงและเป่ยตี๋เริ่มต้นขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างต้าเหลียงกับแคว้นดังกล่าวก็ถูกตัดขาด และตอนนี้หากต้องการจัดกองคาราวานซื้อม้าจะต้องผ่านอาณาเขตของเป่ยตี๋ก่อน
จดหมายลับที่มอบให้กับหลี่เซียวหลานได้กล่าวถึงเรื่องการซื้อม้าไว้แล้ว ส่วนที่ว่าจะทำได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของหลี่เซียวหลานเอง
เรื่องม้าศึกห้าพันตัวที่สัญญาไว้กับฮ่องเต้ต้าเหลียง
ฉินเฟิงไม่มีความตั้งใจจะปฏิบัติตามสัญญาอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อถึงเวลานั้น ม้าที่ราบสูงสองพันตัวผสมกับม้าเป่ยตี๋สามพันตัว หลอกตาไปก็เป็นใช้ได้
เงิน เงิน เงิน!
ตอนนี้ต้องรีบทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินเสียก่อน!
ฉินเฟิงกลับค่ายเทียนจีและตรงไปยังโรงหลิวหลี
แม่พิมพ์ที่ช่างฝีมือสร้างไว้ถูกขนส่งไปยังโรงหลิวหลี และฉินเฟิงก็ใช้กำลังทั้งหมดหลอมหลิวหลี แล้วเทลงในแม่พิมพ์
…
ณ พระราชวังต้องห้าม หลังอุทยานหลวง
นางกำนัลน้อยเล่าให้กุ้ยเฟยทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมราชสำนักวันนี้
ทุกวันนี้กุ้ยเฟยหมกมุ่นอยู่กับการปักพัด ใช่ด้วยนางกำลังแข่งขันกับองค์หญิงใหญ่ หากแต่เป็นสิ่งที่นางต้องการทำ และนางจะไม่เพียงทำให้สำเร็จเท่านั้น ทั้งยังจะทำให้ดีด้วย!
เวลาผ่านไปเพียงสองวัน แต่ทักษะการปักของกุ้ยเฟยไม่งุ่มง่ามเหมือนแต่ก่อนอีก
เมื่อได้ฟังคำนางกำนัลน้อย กุ้ยเฟยที่กำลังร้อยเข็มก็กล่าวอย่างใจเย็น “คนในใต้หล้านี้คิดแค่ว่าฉินเฟิงบ้าไปแล้ว แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจิตใจของชายผู้นี้ลึกราวมหาสมุทร ไม่กี่วันก่อนที่โรงดอกไม้ด้านทิศตะวันตก คำพูดขององค์หญิงใหญ่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงพระทัยของฮ่องเต้ ตำแหน่งมหาเสนา ไม่มีทางเป็นของเสนาบดีกรมยุติธรรม”
“วันนี้ฉินเฟิงพูดถึงเรื่องนี้ในการประชุมราชสำนัก เขาก็แค่พูดในสิ่งที่ฮ่องเต้ไม่อยากตรัสออกมาแทน”
“แม้ว่าคนผู้นี้จะอายุน้อย แต่ความสามารถในการคาดเดาพระทัยฝ่าบาท ขุนนางในราชสำนักล้วนยังด้อยกว่าเขา”
นางกำนัลน้อยลังเลครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังเอ่ยเห็นด้วย “พระสนม ท่านจะปล่อยให้ฉินเฟิงกำเริบเสิบสานเช่นนี้ต่อไปหรือเพคะ?”
กุ้ยเฟยแสร้งทำเป็นถอนหายใจ แต่มุมปากของพระนางเหยียดเย้ย “ข้าอาศัยอยู่ในวังหลังจะควบคุมฉินเฟิงได้อย่างไร เขาอยากจะบ้าก็ปล่อยให้เขาบ้าไป ย่อมมีคนกำราบเขาเอง ข้าแค่นั่งในวังหลัง…อา จะว่าไป ฮูหยินฉินถูกลดตำแหน่งไปเจ็ดปีแล้ว ข้าเองก็คิดถึงนางไม่น้อย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ นางกำนัลน้อยก็พยักหน้าเบา ๆ “บ่าวรู้ว่าต้องทำอย่างไร บ่าวจะส่งคนไปยังอำเภอเป่ยซีเดี๋ยวนี้”
นางกำนัลน้อยหันกายกำลังจะจากไป กุ้ยเฟยสะบัดนิ้ว เข็มปักผ้าอันแหลมคมพุ่งตรงไปที่ไหล่ซ้ายของนางกำนัล นางร้องคร่ำครวญและคุกเข่าลงด้วยความเจ็บปวด
กุ้ยเฟยหยิบเข็มเล่มใหม่ออกมาอย่างไม่ใส่ใจ แล้วกล่าวเสียงเนิบ “เจ้ารู้งั้นหรือ หึ แม้เจ้าก็ยังเข้าใจความคิดของข้า แล้วข้าจะปกครองหกตำหนักนี้ได้อย่างไร ทางอำเภอเป่ยซี แม้แต่เฉินซือแม่ทัพของเป่ยตี๋ยังทำอะไรไม่ได้ ไม่เพียงแต่มีสวีโม่คอยดูแล ทว่าทหารค่ายเทียนจีที่นำโดยหนิงหู่จะไปถึงในไม่ช้าแล้ว”
“อีกไม่นานอำเภอเป่ยซีจะกลายเป็นดั่งถังเหล็ก เจ้าจะส่งคนไปลอบสังหารนางรึ? วิธีโง่ ๆ เช่นนี้ มีเพียงทาสชั้นต่ำอย่างเจ้าเท่านั้นที่จะคิดออกมาได้”
นางกำนัลน้อยคุกเข่าลงกับพื้น “บ่าวทำเป็นฉลาด บ่าวสมควรตายเพคะ”
กุ้ยเฟยกลอกตา พูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “เจ้าเป็นทาสชั้นต่ำ ข้าเป็นถึงกุ้ยเฟย คนโง่ก็คือคนโง่ ไปหาบุตรชายของเสนาบดีกรมยุติธรรม ฉินเฟิงจะจัดงานประมูลอะไรสักอย่างไม่ใช่หรือ ส่งเขาไปก่อกวนสักหน่อย ส่วนอำเภอเป่ยซี เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น คนเป่ยตี๋ย่อมต้องตอบโต้อยู่แล้ว แค่ทำหน้าที่ของเราในเมืองหลวงก็พอ”
นางกำนัลน้อยพยักหน้าหงึก ๆ ลุกขึ้นยืนและกำลังจะจากไป ทันใดดวงตาของนางก็พร่ามัว เหมือนว่ากำลังทั้งหมดเหือดหาย นางก้มศีรษะลง ก็เห็นเลือดที่ไหลออกมาจากหน้าอก ดวงตาของนางพร่ามัวมากกว่าเดิม ทั้งร่างล้มลงกระแทกพื้น ก่อนจะขาดใจตายทันที
นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจก้าวไปตรวจสอบด้วยฝีเท้าสั่นสะท้าน “พระสนมเพคะ เข็มที่ท่านเพิ่งยิงทะลุร่างของนาง เข้าไหล่ซ้ายแล้วทะลุออกจากอก เกรงว่าจะทำให้หัวใจบาดเจ็บ แต่ก่อนหน้านี้นางกังวลเกินไปจึงไม่สังเกตเห็นอาการบาดเจ็บสาหัสนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของกุ้ยเฟยก็ฉายแววรังเกียจ “ไร้ประโยชน์ ถ้าหวังพึ่งพวกเจ้า ข้าคงไม่ต้องทำอันใดแล้ว”
ขณะพูด กุ้ยเฟยก็ชี้ไปที่นางกำนัลอีกคน “เจ้าลากนางออกไป”
นางกำนัลคนนั้นไม่กล้าลังเล รีบรับคำแล้วลากร่างไร้วิญญาณออกไปทันใด
กุ้ยเฟยยังคงปักพัดอย่างตั้งใจราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และบางคราก็มีเสียงฮัมเพลงเบา ๆ ออกมาจากริมฝีปากด้วย “กี่คงคาที่ข้าข้ามผ่าน คลื่นลูกใหญ่ถาโถม… คูน้ำเล็ก ๆ เช่นนั้น… จะล่มเรือได้อย่างไร…”
…
ณ อำเภอเป่ยซี
สวีโม่ทักทายหนิงหู่ที่นอกประตูเมือง เขากอดหนิงหู่ที่เพิ่งลงจากหลังม้าอย่างแรง
“พี่หนิง ในที่สุดเจ้าก็มาถึงแล้ว!”
หนิงหู่ก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน ดวงตาเขาเป็นประกาย “พี่ฉินสั่งให้ข้ามาที่นี่ เกรงว่าจะไม่ส่งข้ากลับเมืองหลวงในเร็ววัน ถ้าเป่ยตี๋กล้ามารุกรานอีก เจ้าและข้าจะได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สวีโม่ก็มองไปยังขบวนทหารค่ายเทียนจีอันยิ่งใหญ่ด้านหลังหนิงหู่ ดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้น แต่ยังมีข้อสงสัยเล็กน้อย “ข้ายังไม่เข้าใจ เหตุใดพี่ฉินถึงยอมสละทุกอย่างเพื่อปกป้องเมืองที่แฝงภัยอันตรายแห่งนี้หนอ?”
คราแรกหนิงหู่ก็ไม่เข้าใจ แต่ก่อนจะจากมา หย่งอันโหวบิดาของเขาได้ให้คำชี้แนะต่อเรื่องนี้
หนิงหู่สูดหายใจเข้าลึกและโพล่งออกมา “ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนรวมหรือส่วนตัว อำเภอเป่ยซีล้วนไม่อาจสูญเสีย!”