บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 377 แก้แค้นอย่างบ้าคลั่ง
บทที่ 377 แก้แค้นอย่างบ้าคลั่ง
ภายใต้ความมืดมิดยามค่ำคืน สวีโม่นำทหารค่ายเทียนจีสองร้อยนายด้วยตัวเอง อาศัยเส้นทางลับของเทือกเขาอิงกัง เลี่ยงพื้นที่ค่ายแนวหน้าของเป่ยตี๋ ลอบเข้าไปในอาณาเขตเป่ยตี๋โดยตรง
ในอาคารที่มืดมิดอย่างยิ่ง โม่หลีนั่งอยู่ในเงามืด อ่านจดหมายแล้ววางลงบนเชิงเทียนเพื่อเผาทิ้ง
ทันใดก็เอ่ยด้วยเสียงเย็นชาโดยไม่มีอารมณ์ใด “นายน้อยสั่งให้ตอบโต้เป่ยตี๋ ตอนนี้องครักษ์เสื้อแพรแทรกซึมเข้าไปในเป่ยตี๋กี่คนแล้ว?”
ผู้ดูแลงานองครักษ์เสื้อแพรที่ยืนอยู่ในมุมมืดเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “ทั้งหมดสามร้อยคน”
โม่หลีพยักหน้า “ยุติการดำเนินการด้านข่าวกรอง หันไปโจมตีลอบสังหาร มุ่งเน้นไปยังเป้าหมายที่มีคุณค่าสูงในเป่ยตี๋!”
อำเภอชี่เค่อ แม่ทัพที่ถูกย้ายจากเมืองหลวงเป่ยตี๋ไปอยู่ในแนวหน้าเดินไปตามถนนทางการของอำเภอ เตรียมออกจากเมืองเพื่อตรวจสอบหน่วยเสบียงที่ตามมา แต่จู่ ๆ ก็ถูกโจมตีด้วยลูกธนูลับ
ลูกธนูถูกไหล่ของแม่ทัพ แม้จะไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ลูกธนูดอกนั้นก็เต็มไปด้วยพิษ ทำให้บาดแผลเปื่อยเน่าและรักษายาก แม้เมืองจะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก แต่มือสังหารก็ถูกจับได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะถูกจับได้ มือสังหารก็ชิงฆ่าตัวตายโดยการกลืนยาพิษไปแล้ว
ไม่นาน แม่ทัพก็ออกจากอำเภอชี่เค่อ บาดแผลของเขาแย่ลงเรื่อย ๆ และจำเป็นต้องกลับไปยังเมืองหลวง
ทันใดนั้นหน่วยเสบียงที่รีบมุ่งไปแนวหน้าก็ถูกโจมตี รองแม่ทัพที่คุ้มกันเสบียงถูกยิงตายด้วยลูกธนู
ช่วงเวลาเดียวกัน ขุนนางที่ดูแลโรงยุทโธปกรณ์ พักแรมอยู่ที่โรงพักม้า เสียชีวิตกะทันหันขณะนอนหลับ
ซื่อจื่อแห่งราชวงศ์เป่ยตี๋ซึ่งเป็นผู้นำการล่าสัตว์ด้วยตนเองก็ถูกซุ่มโจมตีบนภูเขา
ยุ้งฉางซึ่งอยู่ห่างจากแนวหน้าเพียงแปดสิบลี้ถูกโจมตีกลางดึก ทหารเฝ้ายามแปดร้อยนายเผชิญกับการโจมตีอย่างดุเดือดโดยทหารค่ายเทียนจีสองร้อยนาย และทหารยามก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ยุ้งฉางถูกเผาจนหมดสิ้น เพลิงลุกโชติช่วงตลอดทั้งคืน กองทหารม้าเกราะเบาจำนวนห้าร้อยนายรีบรุดมาสนับสนุน แต่ก็ถูกทหารค่ายเทียนจีซุ่มโจมตี ปิดล้อมพื้นที่ เพียงไม่นาน กำลังเสริมทั้งหมดก็ถูกทำลายล้าง
แนวหน้าของเป่ยตี๋ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย มีเพลิงไฟลุกไหม้อยู่ทุกหนทุกแห่ง…
ในเมืองหลวงของเป่ยตี๋ ฮ่องเต้ขมวดคิ้วขณะฟังรายงานทางทหารที่ขุนนางเอ่ยรายงาน
ขุนนางดูแลการสงครามรู้ดีว่า ในเวลานี้ฮ่องเต้อารมณ์เสียแล้ว
แต่รายงานทางทหารสำคัญกว่าสิ่งใด เขาจึงยังคงรายงานต่อไป “ฝ่าบาท ตามรายงานของแนวหน้า สงครามที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ล้วนเป็นการแก้แค้นของฉินเฟิง”
“นอกจากทหารค่ายเทียนจีที่ประจำการอยู่ในอำเภอเป่ยซีจะออกมาเต็มกำลังแล้ว ยังมีกองกำลังที่ซ่อนอยู่คอยสร้างปัญหาทุกพื้นที่ในอาณาเขตของเรา”
“ตั้งแต่การแก้แค้นของฉินเฟิงเริ่มต้น ยามนี้แม่ทัพขั้นห้าหรือสูงกว่านั้นเจ็ดคนถูกโจมตี แม้จะไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่อาวุธที่ฝ่ายตรงข้ามใช้ร้ายกาจอย่างยิ่ง พวกมันถูกเคลือบด้วยพิษหรือไม่ก็เป็นลูกธนูเจาะเกราะเหล็กที่ขึ้นสนิมอย่างรุนแรง เมื่อใดก็ตามที่มีคนถูกยิง บาดแผลจะแย่ลง จำเป็นต้องรีบย้ายกลับมารักษาที่เมืองหลวง มิเช่นนั้นจะตามรอยเฉินซือ กลายเป็นโรคร้ายแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“นอกจากนี้ การสูญเสียเสบียงและยุทโธปกรณ์ยังเป็นเรื่องที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง ความสูญเสียนั้นสูงเทียบเท่า… เงินหนึ่งล้านตำลึงพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฮ่องเต้ซึ่งอยู่ในวัยห้าสิบ มีพระพักตร์ใหญ่โตราวกับเสือก็อดไม่ได้ที่จะตวาดเสียงเกรี้ยว “ทหารที่ซุ่มซ่อนอยู่จะสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร พวกที่อยู่แนวหน้ามัวทำอันใดอยู่เล่า?”
ขุนนางดูแลการสงครามก้มศีรษะลงแล้วตอบว่า “เราได้จับหน่วยสอดแนมจากค่ายเทียนจีไปมากมาย แต่…จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครถูกจับแบบยังมีชีวิต”
ฮ่องเต้ยิ่งพิโรธ “ทหารค่ายเทียนจีเล่า แม้ทหารค่ายเทียนจีที่เฝ้าเมืองเป่ยซีจะออกมาเต็มกำลัง พวกมันก็มีกันเพียงสองร้อยนายเท่านั้น กองทัพแนวหน้าของเรามีมากกว่าแสนคน ยอมให้คนเพียงสองร้อยคนอาละวาดเช่นนี้ได้รึ?!”
ขุนนางดูแลการสงครามเองก็หมดหนทาง “แม้ทหารค่ายเทียนจีจะมีเพียงสองร้อนนาย แต่พวกเขาก็กล้าหาญนัก บุกโจมตีขนาบซ้ายขวา เดินขบวนอย่างรวดเร็ว โจมตียุ้งฉาง หากไม่ล่าถอยทันทีก็ดักซุ่มรอโจมตีกำลังเสริม ปิดล้อมโจมตีในตอนที่ยังไม่ทันระวังตัว หากเราต้องการช่วยยุ้งฉางโดยเร็วที่สุด เราย่อมต้องส่งทหารราบเกราะเบาไป แต่ทหารราบเกราะเบาไม่สามารถต้านทานการซุ่มโจมตีของทหารค่ายเทียนจีได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ครั้นส่งทหารราบหุ้มเกราะหนักหรือทหารม้าเกราะหนักไปก็ไปถึงช้าเกิน ทหารค่ายเทียนจีจึงหนีไปหมดแล้ว”
“คนน้อยกว่าก็สู้ไม่ได้ คนมากกว่าก็…”
ฮ่องเต้ตะโกนด้วยความพิโรธ “พอแล้ว!”
“ความกล้าหาญของทหารค่ายเทียนจี เจิ้นรู้หมดแล้ว! แต่มันมีเพียงสองร้อยนายเท่านั้น หรือว่าเราไม่สามารถทำอะไรได้เลย ในเมื่อไม่สะดวกที่จะระดมกองทัพ เช่นนั้นก็ส่งนกฮูกราตรีไปสิ!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘นกฮูกราตรี’ ขุนนางดูแลการสงครามก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูกมากขึ้น “ฝ่าบาท! นกฮูกราตรีชำนาญการลอบสังหารและสอดแนม ทหารค่ายเทียนจีชำนาญการต่อสู้ การส่งนกฮูกราตรีไปก็เหมือนเอาไข่ทุบก้อนหิน! ต่อให้เป็นองครักษ์ชุดดำของต้าเหลียงก็ไม่กล้าต่อสู้กับทหารค่ายเทียนจีต่อหน้า ดังคำกล่าวที่ว่า แต่ละคนมีด้านที่เก่งไม่เหมือนกัน…”
“เจิ้นฟังมาพอแล้ว!” ฮ่องเต้ขัดจังหวะอีกครั้ง
เขารู้สึกเบื่อหน่ายเต็มทน!
นับตั้งแต่เริ่มต้นสงครามระหว่างทั้งสองแคว้น เป่ยตี๋มีข้อได้เปรียบและแสดงความดุดันมาโดยตลอด กระนั้นแม้ข้อได้เปรียบนี้ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็กลับต้องมาสะดุดกับอำเภอเป่ยซีเล็ก ๆ เสียได้
ความเร็วของการพัฒนาในอำเภอเป่ยซี ทำให้แม้แต่ฮ่องเต้เป่ยตี๋ก็เป็นต้องตกตะลึง
โดยทั่วไปแล้ว การพัฒนาเมือง อย่างเร็วก็ต้องใช้เวลาหลายสิบปี หากล่าช้าก็หลายชั่วอายุคน แต่อำเภอเป่ยซี… เปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ วัน ดูเหมือนว่าตราบใดที่ฉินเฟิงออกคำสั่ง อำเภอเป่ยซีก็สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน พุ่งไปในทิศทางของคำสั่งนั้นได้เต็มแรง ดูอย่างเช่นการสร้างกำแพงเมืองนั่น!
การขยายกำแพงเมืองชั้นนอกของอำเภอเป่ยซีเป็นการก่อสร้างที่ยากลำบาก หากปราศจากความพยายามของผู้คนนับหมื่นตลอดหลายปีคงไม่สามารถทำให้สำเร็จได้
แต่ตามรายงานของหน่วยสอดแนม บัดนี้หนึ่งในสามของกำแพงเมืองชั้นนอกของอำเภอเป่ยซีได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น การสร้างกำแพงเมืองนี้ยังใช้พลเรือนเพียงไม่กี่พันคน แล้วยังมีการแบ่งงาน ‘สามกะ’ อันใดนั่นอีก?
คนงานทำงานเพียงสามชั่วยามต่อวัน มีอาหารและเครื่องดื่มอร่อย ๆ แต่ละคนใช้ชีวิตเหมือนนายท่านรอเสพสุข ไม่เหมือนกรรมกรก่อสร้างที่ตรากตรำทำงานหนักแม้แต่น้อย
และการเป็นเช่นนี้ คนงานชาวบ้านเหล่านั้นจึงทำงานหนักในเวลางานสามชั่วยาม เทียบเท่ากับแรงงานที่ทำงานทั้งวันทั้งคืน
มีสามกะแบบนี้ วันเดียวก็เท่ากับสามวันเลยมิใช่หรือ?!
อำเภอเป่ยซีมีเงินใช้อย่างไม่สิ้นสุด ทั้งยังมีเสบียงอาหารปันให้อย่างไม่หมดสิ้น ใช้เงินและเสบียงเติบขนาดนี้ กลับยังไม่พังทลายลง ช่างน่าเหลือเชื่อนัก
หากไม่โจมตีอำเภอเป่ยซีตอนนี้คงจะไม่ได้การแล้ว
ถ้าเป่ยตี๋ถอนทหารออก ด้วยความเร็วในการพัฒนาของอำเภอเป่ยซี อีกไม่นานก็จะกลายเป็นเมืองสำคัญ แม้ว่าเป่ยตี๋จะยึดค่ายชายแดน ฉีกแนวหน้าต้าเหลียงทั้งหมดออกเป็นชิ้น ๆ แล้วอย่างไรเล่า?
ตราบใดที่เป่ยซีอยู่ที่นั่นก็จะไม่สามารถก้าวไปในอาณาเขตของต้าเหลียงได้
ตราชั่งของของสงครามการกัดกร่อนครั้งนี้ เริ่มเอียงไปทางต้าเหลียงเสียแล้ว
และบังเอิญว่าในเวลานี้ เป่ยตี๋ดันไปยั่วยุเจ้าคนบ้าอย่างฉินเฟิงเข้า เขาจึงแก้แค้นแทนสาวใช้อย่างบ้าคลั่ง ระดมทหารทั้งหมดจากค่ายเทียนจีออกมา…
เมื่อคิดว่าเป่ยตี๋สูญเสียเงินไปหนึ่งล้านตำลึง ฮ่องเต้แห่งเป่ยตี๋ก็แอบเสียใจ ตอนนั้นที่ดำเนินการตามแผนแก้แค้น เขาควรเลือกขุนนางคนสำคัญในราชสำนักต้าเหลียงแทนฉินเฟิง
หากไม่ได้จริง ๆ ก็แค่ฆ่าฉินเฟิงให้สิ้นเรื่องในคราวเดียว หากเป็นเช่นนั้น ไยจะต้องมาลงเอยในสถานการณ์ที่ถูกกระทำเช่นนี้ได้?
ฮ่องเต้เป่ยตี๋ยังคงไม่เชื่อ พระองค์จ้องไปที่ขุนนางดูแลการสงครามและตรัสทีละคำ“ฉินเฟิงผู้นั้น… การแก้แค้นครั้งนี้เป็นการแก้แค้น… เพื่อสาวใช้จริงหรือ”
ทันทีที่สิ้นประโยค ทั้งท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
อย่าว่าแต่ฮ่องเต้เป่ยตี๋เลย ขุนนางบุ๋นบู๊ทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงก็คิดว่ามัน…น่าเหลือเชื่อมากเกินไป!