บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 388 ดำเนินแผนการกองทัพผ่านการค้า
บทที่ 388 ดำเนินแผนการกองทัพผ่านการค้า
ดำเนินแผนการกองทัพผ่านการค้า…
ฉินเทียนหู่พูดไม่ออก เขามองแววตาของฉินเฟิงที่เปลี่ยนไปครั้งแล้วครั้งเล่า “เจ้าบอกข้ามาให้ละเอียดทีซิ”
มุมปากของนายน้อยเจ้าสำราญยกขึ้น เขาแอบรู้สึกว่าตนเองช่างเป็นอัจฉริยะตัวน้อยซะจริง…พลันก็เริ่มลำพองขึ้นมา
กระทั่งโดนฉินเทียนหู่ตบหน้าทีหนึ่ง เขาถึงเก็บอาการลงไปเล็กน้อย
“การที่แคว้นที่ราบสูงเป็นเมืองขึ้นเป่ยตี๋เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เป่ยตี๋เองก็ขาดแคลนเสบียง ไหนเลยจะมีกำลังเหลือเฟือพอจะช่วยเหลือแคว้นที่ราบสูง? พวกเขาใช้กำลังเข้าข่มให้แคว้นที่ราบสูงต้องยอมจำนน ความจริงที่ว่าการค้านี้สามารถเจรจาได้สำเร็จ แสดงให้เห็นว่าความยากจนของแคว้นที่ราบสูงได้มาถึงขั้นไหนแล้ว”
“แคว้นต่าง ๆ มีผลประโยชน์ต่อกันและกันมาโดยตลอด ไหนเลยจะมีมิตรภาพอะไรนั่น? ตราบใดที่ข้าให้ผลประโยชน์เพียงพอ แม้แคว้นที่ราบสูงจะไม่กล้าต่อต้านเป่ยตี๋อย่างเปิดเผย แต่หัวใจก็จะอยู่ข้างเรา”
“ถึงเวลานั้น ทุกครั้งที่กองคาราวานไปยังแคว้นที่ราบสูง ข้าจะแอบแทรกที่ปรึกษาทางทหาร และสร้างแคว้นที่ราบสูงให้เป็นกองทัพที่ราบสูงที่แข็งแกร่ง ครอบครองพลังในการปกป้องตัวเองเมื่อเผชิญกับกองทัพของเป่ยตี๋ ตราบใดที่เป่ยตี๋ไม่สามารถกุมแคว้นที่ราบสูงเอาไว้ได้ก็ยากจะหลับตาลง สิ่งนี้จะกลายเป็นการโจมตีแบบขนาบ”
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเฟิง ฉินเทียนหู่ก็ตะลึงงัน “การเคลื่อนไหวนี้… น่าตกใจไม่น้อย เจ้ากราบทูลเรื่องนี้ให้ฝ่าบาททราบหรือยัง?”
ฉินเฟิงเบ้ปาก “ทำไมต้องบอกเขาด้วยเล่า? ข้าไม่ได้พูดหรือ? นี่เป็นการกระทำส่วนตัวของข้า ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการของแคว้น”
อันที่จริง… ฉินเฟิงไม่ได้ไม่อยากพูด แต่เขาไม่กล้าพูด
ท้ายที่สุดแล้วหน่วยสอดแนมของเป่ยตี๋นั้นเก่งกาจยิ่งนัก หากมีข่าวรั่วไหลออกไป เป่ยตี๋คงส่งกองกำลังไปทำลายแคว้นที่ราบสูงก่อนที่ฉินเฟิงจะสามารถล่อลวงแคว้นที่ราบสูงได้ด้วยซ้ำ เมื่อเป็นเช่นนั้นผลที่ได้ย่อมไม่คุ้มเสีย
แคว้นที่ราบสูงมีอาณาเขตเล็กแคบและมีประชากรน้อย ก่อนที่จะอุดมสมบูรณ์ คงทนความทุกข์ทรมานไม่ไหว
นายน้อยเจ้าสำราญหัวเราะเบา ๆ และเอ่ยอย่างกระหยิ่มใจ “ท่านพ่อเคยได้ยินกลยุทธ์คบไกลตีใกล้หรือไม่?”
ฉินเทียนหู่ถลึงตาใส่บุตรทีหนึ่ง เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเพิ่งอ่านหนังสือกองทัพมาสองสามปี ก็กล้าทำตัวเป็นอาจารย์ต่อหน้าพ่อแล้วรึ? พ่อจะไม่รู้หลักการกลยุทธ์คบไกลตีใกล้ได้อย่างไร? เพียงแต่… กองทัพของเป่ยตี๋เหมือนกับคูน้ำตามธรรมชาติ และกองทัพต้าเหลียงไร้หนทางข้ามผ่าน จึงไม่สามารถดำเนินการได้ก็เท่านั้น”
“นับว่าเจ้าฉลาด!”
แม้ฉินเทียนหู่จะบอกว่าฉินเฟิงไม่ได้เรื่อง แต่เขากลับแอบมีความสุขอยู่ในใจ
ใช้แผนทางกองทัพผ่านการค้าหรือ? เหตุใดเขาไม่เคยคิดถึงความเป็นไปได้นี้มาก่อน?
ในตอนนี้เองเสี่ยวเซียงเซียงก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับถาดน้ำชาในมือ
“แค่ก ๆ… นายท่าน นายน้อย พวกท่านกระหายน้ำแล้วกระมัง ดื่มชาสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นเช่นนี้ฉินเฟิงก็ลุกขึ้นไปหาอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มอุ้มเสี่ยวเซียงเซียงที่อ่อนแออย่างยิ่งไว้ในอ้อมแขนด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ข้าบอกให้พักผ่อนดี ๆ ไม่ใช่หรือ งานเช่นนี้ปล่อยให้สาวใช้ทำก็พอ!”
เมื่อถูกฉินเฟิงดุ ดวงหน้าอันซีดเซียวของเสี่ยวเซียงเซียงก็ผุดสีแดงปลั่ง หัวใจของนางเต็มไปด้วยความสุข
หญิงสาวกระซิบเสียงเบา “นายน้อยพูดถูก แต่… บ่าวก็คือสาวใช้นะเจ้าคะ”
ฉินเฟิงถลึงตาอีกครั้ง “เจ้าไม่เหมือนกัน!”
เสี่ยวเซียงเซียงกัดริมฝีปากบางของนางเบา ๆ แม้จะกล่าวว่านางเพิ่งรอดพ้นมาจากประตูนรก แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ต่างจากการหลับไปหนึ่งตื่น
ยามนั้นก่อนที่นางจะหมดสติ เสี่ยวเซียงเซียงจำได้แค่ว่า หน่วยนกฮูกราตรีแห่งเป่ยตี๋พุ่งเข้ามาในรถม้า และนางก็โถมตัวเข้าบังนายน้อยโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็ไม่รู้อะไรอีกเลย
ครั้นตื่นขึ้นมาอีกครา ก็พบว่าตนกลับมาที่จวนตระกูลฉินแล้ว และกำลังนอนอยู่ใน ‘ห้องผู้ป่วยปลอดเชื้อ’ ที่ฉินเฟิงสร้างขึ้นอย่างระมัดระวัง
ต่อมาได้รับรู้จากคุณหนูว่า หลังจากที่ตนได้รับบาดเจ็บ ฉินเฟิงก็บ้าราวกับเสือคลั่ง แก้แค้นเป่ยตี๋อย่างดุดัน กระทั่งฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็ยังได้รับโทสะของฉินเฟิงไปไม่น้อย กล่าวได้ว่า… ทั่วทั้งใต้หล้าถูกนายน้อยฉินรบกวนจนปั่นป่วน
นางเป็นเพียงสาวใช้ มีดีอะไรให้ได้รับการปฏิบัติด้วยความสุภาพเช่นนี้เล่า?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ดวงตาของเสี่ยวเซียงเซียงไม่เพียงเปียกชื้นขึ้น นางหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตัน
ฉินเฟิงเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาจากหางตาของเสี่ยวเซียงเซียง จับมือนางและปลอบเสียงเบา “เอาล่ะ ๆ”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะดุเจ้า ข้าเป็นห่วงเจ้าก็เท่านั้น”
เสี่ยวเซียงเซียงก้มศีรษะลง รู้สึกซาบซึ้งใจมากจนเอ่ยอย่างมึนงง “บ่าวรู้เจ้าค่ะ เป็นบุญของบ่าวที่ได้รับใช้นายน้อยในชาตินี้”
ฉินเฟิงลูบหัวของเสี่ยวเซียงเซียง และหัวเราะเบา ๆ “เด็กโง่ ข้าติดหนี้ชีวิตเจ้า ชีวิตนี้ของเจ้าคือชีวิตของข้า ใครก็ตามที่กล้าไม่เคารพเจ้า นายน้อยอย่างข้าจะทุบกะโหลกให้แหลกทีเดียว!”
เสี่ยวเซียงเซียงพยักหน้าราวกับไก่จิกข้าว หัวใจเต็มไปด้วยความสุข นางรู้สึกว่าเรื่องที่นางขวางดาบให้นายน้อยนั้นไม่มีค่าให้เอ่ยถึงด้วยซ้ำ
ฉินเทียนหู่นั่งอยู่ข้าง ๆ รู้สึกไม่สงบเล็กน้อย เขาเป็นคนรักษาหน้า กฎเกณฑ์มารยาทวางอยู่ตรงนั้น เขารู้ว่าฉินเฟิงกับเสี่ยวเซียงเซียงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด แต่เขายังไม่สามารถมองดูฉากที่ลูกชายและสาวใช้กำลังหยอกล้อกันได้
เสนาบดีกรมกลาโหมกระแอมไอด้วยความเขินอายทันที
จากนั้นเสี่ยวเซียงเซียงก็ตระหนักได้ว่านายท่านยังอยู่ที่นี่ พลันก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ
“อ๊ะ นายท่าน บ่าวสมควรตาย บ่าว…”
“เอาเถอะ” ฉินเทียนหู่ขัดจังหวะเสี่ยวเซียงเซียงด้วยการโบกมือ เขาพูดด้วยใบหน้าง้ำงอ “เจ้าเพิ่งหายจากอาการป่วย กลับไปพักผ่อนเสีย เรื่องชาให้คนอื่นทำก็พอ รอเฟิงเอ๋อร์แต่งงานกับคุณหนูตระกูลเซี่ยเรียบร้อย แล้วข้าจะเพิ่มห้องข้าง ๆ แก่เจ้า แต่เจ้าต้องจำสถานะของเจ้าเอาไว้ แม้เจ้าจะแต่งงานอย่างเปิดเผยก็ยังห่างไกลจากการเทียบเคียงกับคุณหนูเซี่ย ไม่ว่าจะด้วยกฎเกณฑ์หรือฐานะศักดิ์”
ใบหน้าเล็ก ๆ ที่อ่อนเพลียของเสี่ยวเซียงเซียงแดงก่ำในทันที
นายท่าน เช่นนี้นับว่า… เขาสัญญาว่าจะให้นางแต่งงานกับนายน้อยอย่างนั้นหรือ?
อย่าว่าแต่จะแต่งงานอย่างเปิดเผย อย่าว่าแต่สถานะเลย… ตราบใดที่ได้อยู่กับนายน้อยก็คุ้มค่าแล้ว
เสี่ยวเซียงเซียงเขินอายเหลือทน ทั้งยังรู้สึกขอบคุณยิ่งนัก นางรีบโค้งคำนับฉินเทียนหู่ทีหนึ่ง จากนั้นก็มองดูฉินเฟิงด้วยความรักใคร่ ก่อนจะก้าวเท้าเล็ก ๆ จากไป
เมื่อมองไปยังสาวน้อยผู้นี้ ฉินเฟิงรู้สึกชอบนางอย่างสุดใจ
หากมีสตรีผู้นี้ในชีวิตยังจะขออะไรอีก?
ฉินเทียนหู่แค่นเสียง “ยังจะดูอีก! เจ้าไม่เห็นพ่ออยู่ในสายตาเลยอย่างนั้นสิ?”
ฉินเฟิงยิ้มอย่างโง่เขลาพลางเกาท้ายทอย “ท่านพ่อ เรื่องของเสี่ยวเซียงเซียง ท่านไม่จำเป็นต้องพูดถึงแล้ว ยังไงซะ…”
“ยังไงอะไร!” ฉินเทียนหู่ตะคอกเสียงต่ำ ท้ายที่สุดแล้วบิดาและบุตรชายไม่จำเป็นต้องละเอียดอ่อนมากนัก หากรู้สึกไม่พอใจก็แค่ด่าเสียให้สิ้นเรื่อง
“เจ้าตัวแสบ ภายในใจเจ้าคิดอะไรอยู่ พ่อของเจ้าหรือจะไม่รู้?”
“นังหนูนั่นบังดาบให้เจ้า เลือดของเจ้ายังไหลอยู่ในร่างกายของนาง ในเจ้ามีนาง ในนางมีเจ้า ถ้าพ่อขัดขวาง ลูกเนรคุณอย่างเจ้าอาจตัดสัมพันธ์พ่อลูกกับข้าเพราะนังหนูคนนึงกระมัง?”
เมื่อฉินเฟิงได้ยินสิ่งนี้ เขาถึงกับสะดุ้ง นายน้อยฉินรีบลุกขึ้นยืนและตบหน้าอกเพื่อยืนยัน “ท่านพ่อ ท่านหมายความว่าอย่างไร ท่านเห็นข้าเป็นมารหัวขนเพียงนั้นเลยหรือ?”
“ไม่ใช่หรอกรึ?” ฉินเทียนหู่เลิกคิ้ว
ฉินเฟิงยิ้มเต็มใบหน้า “คำสั่งของบิดายากฝ่าฝืน ลูกเชื่อฟังการเตรียมการทุกอย่างของท่านพ่อขอรับ”
ฉินเทียนหู่แค่นเสียงเบา ๆ ไม่เชื่อคำโกหกของฉินเฟิงเลยสักนิด สิ่งที่เรียกว่าคำสั่งของบิดายากฝ่าฝืน นั่นเพราะเขายังไม่ได้เผชิญกับทางเลือกดังกล่าว หากถึงเวลานั้นจริง ๆ ฉินเฟิง เด็กเหลือขอคนนี้จะต้องระเบิดลงอย่างแน่นอน
ฉินเทียนหู่ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับการคุมเชิงระหว่างพ่อและลูกชาย เพราะเขารู้จักบุตรของตนเองดี
ก็แค่กำจัดความเป็นไปได้นี้ตั้งแต่ต้นไปเสีย
ฉินเทียนหู่ถอนหายใจ “จวนตระกูลเซี่ย เจ้ายังต้องไปมาหาสู่ให้มาก อย่าละเลยคุณหนูตระกูลเซี่ยเด็ดขาด”
ฉินเฟิงยักไหล่ “ยังไม่ได้แต่งงานกันไม่ใช่หรือ? เราต้องหลีกเลี่ยงข้อครหา”
“หลีกเลี่ยงย่าเจ้าสิ!” ฉินเทียนหู่มีสีหน้าหงุดหงิด “เหตุใดไม่เห็นเจ้ากับสาวใช้นั่นหลีกเลี่ยงข้อครหาเล่า? มิหนำซ้ำยังทำสิ่งไร้ยางอายพวกนั้นต่อหน้าพ่อเสียอีก!”