บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 436 ฟื้นสัมพันธไมตรี
บทที่ 436 ฟื้นสัมพันธไมตรี
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ยอมปล่อยมือ ทว่าดวงหน้าน้อยกลับเริ่มเคร่งขรึมมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเห็นท่าทางเหลาะแหละของฉินเฟิง เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์พลันโกรธจัด ทว่ามีชาวบ้านรวมตัวกันรอบ ๆ นางมากเกินไป จึงไม่สะดวกที่จะระเบิดโทสะ หญิงสาวถลึงตาใส่ฉินเฟิงและลดเสียงลงเอ่ยกระซิบ
“ทุกคนกังวลแทบตาย แต่เจ้ากลับยังมีใบหน้าเอ้อระเหย เจ้ารู้หรือไม่ว่าทั้งเมืองหลวงอยู่ใต้กฎอัยการศึกเพราะเจ้า? นอกจากนี้… ใต้เท้าฉินคิดว่าไท่เป่าหลินแอบลงมืออยู่เบื้องหลังอย่างลับ ๆ ตอนนี้จึงกำลังประจันหน้ากับไท่เป่าหลินอยู่ในพระราชวัง ยิ่งกว่านั้น เพราะเรื่องการเลือกมหาเสนาสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ ฝ่าบาทจึงปกป้องไท่เป่าหลินอย่างชัดเจน”
“หากเจ้าถ่วงเวลาต่อไปย่อมทำให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่!”
ฉินเฟิงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องของมหาเสนา อย่างไรก็ตามพลพรรคเถาหลินได้หารือเรื่องนี้กับฉินเฟิงล่วงหน้านานแล้ว
การปล่อยให้ฉินเทียนหู่ดำรงตำแหน่งมหาเสนาไม่ใช่ความตั้งใจเดิมของฉินเฟิง เพียงแต่ถูกสถานการณ์บังคับ ท้ายที่สุดขุนนางใหญ่ทั้งบุ๋นและบู๊ทุกคนต่างก็จับตาดูตำแหน่งมหาเสนา ดังนั้นตอนนี้ตระกูลฉินย่อมกลายเป็น ‘หัวหน้าพรรค’ ของพลพรรคเถาหลินและฝ่ายสนับสนุนสงครามไปโดยธรรมชาติ ขุนนางใหญ่ทั้งหลายย่อมต้องการยืมดอกไม้ถวายพระโดยนำตำแหน่งมหาเสนามอบให้กับตระกูลฉิน
หารู้ไม่ว่า ฉินเฟิงไม่ต้องการมันเลย แต่เขาไม่สามารถปฏิเสธความตั้งใจดีของบรรดาขุนนางใหญ่ได้
ตำแหน่งมหาเสนานี้ใครก็สามารถรับไปได้ ยกเว้นตระกูลฉิน ตราบใดที่ฉินเทียนหู่รับตำแหน่งมหาเสนา เขาจะต้องถูกฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเกลียดไปตลอดชีวิตเป็นแน่ เมื่อถึงเวลานั้นไม่ว่าระหว่างฮ่องเต้และขุนนางจะมีความปรองดองกันเพียงใด เบื้องหลังต่างก็อยู่ในสถานการณ์เจ้าตายข้าอยู่ สิ่งที่ฉินเฟิงแสวงหาคือการต่อสู้โดยไม่เสียเลือดเนื้อและจะไม่มีวันตายไปด้วยกัน
และตอนนี้เว่ยเซียวกับอำนาจที่อยู่เบื้องหลังเขาก็สอดเท้าเข้ามาช่วยฉินเฟิงออกจากการปิดล้อมได้พอดี
ฉินเฟิงคว้าตัวเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์มา แทนที่จะร้อนใจเขากลับหัวเราะหยอกล้อ “การประจันหน้าของพวกเขาเกี่ยวอะไรกับรุ่นหลังอย่างพวกเราด้วยเล่า? ว่าแต่ทำไมจู่ ๆ เจ้าถึงสวมชุดเกราะ?”
เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงใจเย็นเช่นนี้ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็ยิ่งประหลาดใจ นางถามอย่างสงสัย “ฉินเฟิง เจ้ากำลังทำบ้าอะไรกันแน่? นี่มันเวลาไหนแล้ว เจ้ายังจะสนใจว่าข้าสวมไม่สวมชุดเกราะอยู่อีกรึ?”
ฉินเฟิงยักไหล่ เอ่ยด้วยใบหน้ามั่นใจอย่างไม่ต้องสงสัย “เจ้าคือฮูหยินในอนาคตของตระกูลฉิน หากข้าไม่ใส่ใจเจ้า แล้วควรจะสนใจใครเล่า?”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ใบหน้าของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็แดงก่ำ นางกลอกตาใส่ฉินเฟิงทีหนึ่ง พลางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “บิดาของข้าคือหนิงกั๋วกง บุตรีสืบทอดมรดกของบิดามีอันใดไม่เหมาะสม? ชุดเกราะชุดนี้เป็นมรดกตกทอดของตระกูลเซี่ยข้า!”
ชุดเกราะไม่ได้แยกแยะชายและหญิง มีเพียงขนาดเล็กและใหญ่เท่านั้น
ฉินเฟิงพิจารณาเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ซึ่งสวมชุดเกราะและอาวุธครบมือ ความงามหนึ่งนูนเด่นเป็นพิเศษ ภายในใจเขาอดไม่ได้ที่จะแอบกระหยิ่มยิ้มย่อง
เดิมคิดว่าได้แต่งงานกับสาวป่าเถื่อน แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าที่แท้เป็นแม่ทัพหญิง จุ๊ ๆ หรือว่านี่คือการลงทุนน้อยแต่ได้ผลลัพธ์เกินคาด?!
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาอันหยาบช้าของฉินเฟิง เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะพ่นน้ำลายออกมา “เจ้ากำลังคิดถึงเรื่องลามกอันใดอีก?”
ฉินเฟิงยิ้มแหะ ๆ และไม่ได้อธิบาย เขาแค่พาเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เดินโอ้อวดผ่านตลาด อย่าเอ่ยถึงว่าบนหน้าเขาภาคภูมิใจเพียงใดเลย ส่วนการเข้าวังน่ะหรือ? ฉินเฟิงไม่มีแผนสำหรับเรื่องนี้ มีเวลาเช่นนี้ไม่สู้ไปตรวจสอบร้านธัญพืชตระกูลฉินยังดีกว่า
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ณ ห้องทรงพระอักษรในพระราชวังต้องห้าม
พระพักตร์ของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเขียวคล้ำขณะที่เฝ้าดูการโต้แย้งระหว่างฉินเทียนหู่และไท่เป่าหลิน
และเวลานี้เองเสียงขององครักษ์ชุดดำก็ดังขึ้นจากด้านหลังฉากกันลม
“กราบทูลฝ่าบาท ฉินเฟิงกลับมายังเมืองหลวงอย่างปลอดภัยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้สดับเช่นนี้ พระพักตร์ของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็ยิ่งไม่น่ามอง เดิมทีฉินเทียนหู่และไท่เป่าหลินยังอยู่ในภาวะที่ขยับตัวไม่ได้ แต่ตอนนี้จู่ ๆ ฉินเฟิงก็กลับมาอย่างปลอดภัย ตำแหน่งมหาเสนานี้ เก้าในสิบส่วนเกรงว่าจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว ปัจจุบันตระกูลฉินไม่เพียงแต่กุมอำนาจทางทหารเท่านั้น ทว่ายังมีสมาชิกพรรคจำนวนมากในราชสำนักด้วย
ตราบใดที่ตำแหน่งมหาเสนาตกเป็นของตระกูลฉิน เกรงว่าจะไม่มีใครในแคว้นต้าเหลียงสามารถถ่วงสมดุลของตระกูลฉินได้อีกต่อไป สิ่งนี้เป็นการแตะต้องเส้นความอดทนของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงอย่างไม่ต้องสงสัย
ขณะที่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงแอบกัดฟันและวางแผนที่จะ ‘ทุ่มหมดหน้าตัก’ เสียงขององครักษ์ชุดดำก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ฉินเฟิงรู้ว่าใต้เท้าฉินกับไท่เป่าหลินต่างก็อยู่ในพระราชวัง แต่เขาไม่มีความตั้งใจที่จะเข้ามาในพระราชวังแต่อย่างใด เขาเพิ่งพาเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์โอ้อวดผ่านตลาดและไปยังร้านธัญพืชตระกูลฉินพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงซึ่งมีท่าทีน่ากลัวเมื่อครู่ จู่ ๆ สีหน้าก็พลันเบิกเมฆเห็นตะวัน เขาแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงขัดจังหวะฉินเทียนหู่และไท่เป่าหลินทันที เขาพูดเสียงเข้ม “ขุนนางรักฉิน เรื่องการลักพาตัวฉินเฟิงได้รับการตรวจสอบแล้วและหาได้เกี่ยวข้องกับไท่เป่าหลินแต่อย่างใด นอกจากนี้ ฉินเฟิงได้กลับมายังเมืองหลวงอย่างปลอดภัยแล้ว ตอนนี้กำลังตรวจสอบบัญชีอยู่ที่ร้านธัญพืชตระกูลฉิน”
ทันทีที่กล่าวออกมา ห้องทรงพระอักษรทั้งห้องเงียบกริบในทันที
ไท่เป่าหลินแค่นเสียงเบา ๆ “ใต้เท้าฉิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าความผิดของการกล่าวหาไท่เป่าอย่างข้ามีโทษฐานใด?”
เมื่อเห็นว่าไท่เป่าหลินต้องการที่จะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยไม่ต้องรอคำตอบของฉินเทียนหู่ ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ชิงเป็นผู้นำการสนทนาและทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี “เรื่องนี้ไม่อาจโทษขุนนางรักฉิน ท้ายที่สุดแล้วความกังวลของบิดามารดาเป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ หากไม่มีเรื่องอันใดแล้ว ไท่เป่าหลินก็กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ”
เมื่อฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงยังตรัสเช่นนี้ ไท่เป่าหลินจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเลิกราไปอย่างคลุมเครือ
อีกด้านหนึ่ง ฉินเทียนหู่จมอยู่ในความคิดอันลึกซึ้ง
เป็นเรื่องดีที่ฉินเฟิงปลอดภัย แต่เวลานี้เด็กนั่นสมควรเข้ามาในพระราชวังโดยเร็วที่สุดเพื่อที่จะได้ยึดตำแหน่งมหาเสนามาเสีย ฝ่าบาทจะได้ไม่มีที่ว่างสำหรับการรับมือ แต่ฉินเฟิงกลับทำตรงกันข้าม บุตรชายอาจจงใจเตือนเขาว่าตำแหน่งมหาเสนานี้ไม่จำเป็น
หลังจากทบทวนเรื่องนี้อย่างชัดเจนแล้ว ฉินเทียนหู่ก็คำนับฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงทันที “ในเมื่อบุตรชายสบายดี กระหม่อมก็จะไม่รบกวนฝ่าบาทอีกต่อไป กระหม่อมขอตัวพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเห็นว่าฉินเทียนหู่ไม่พูดถึงเรื่องมหาเสนา ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็เปี่ยมไปด้วยความสุข แต่พระพักตร์ของพระองค์ยังคงสงบเช่นเคย ก่อนจะโบกพระหัตถ์ “ขุนนางรักฉินกลับไปเถอะ”
หลังจากมองส่งฉินเทียนหู่จากไป ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็แอบถอนพระทัยด้วยความโล่งอก เขารีบหันไปหาองครักษ์ชุดดำและเอ่ยเสียงเข้ม “กลับไปบอกหน่วยองครักษ์ชุดดำ แผนการล่าสุดทั้งหมดที่มีต่อตระกูลฉินยกเลิก!”
องครักษ์ชุดดำไม่เข้าใจ ไยฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจึงเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ เขาถามอย่างรวดเร็ว “หน่วยองครักษ์ชุดดำได้เปลี่ยนความสนใจจากเป่ยตี๋กลับมาเตรียมจัดการกับตระกูลฉินด้วยกำลังทั้งหมด หากหยุดมือกะทันหันในเวลานี้ เกรงว่า…”
ก่อนที่องครักษ์ชุดดำจะพูดจบ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็ตรัสเสียงเย็น “ตำแหน่งมหาเสนานี้เป็นหลักฐานความสวามิภักดิ์ที่ฉินเฟิงมอบให้เจิ้น ด้วยการสนับสนุนของฝ่ายสนับสนุนสงครามและพลพรรคเถาหลิน ตำแหน่งมหาเสนาสำหรับฉินเฟิงย่อมได้มันไปง่าย ๆ ทว่าฉินเฟิงกลับจงใจใช้โอกาสนี้ปัดความรับผิดชอบ แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการเป็นศัตรูกับเจิ้น”
“ตอนนี้สถานการณ์ในราชสำนักมีความชัดเจนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนสงครามหรือพลพรรคเถาหลินล้วนเป็นเรื่องรอง การที่ราชสำนักจะสงบไร้คลื่นลมได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความปรารถนาของฉินเฟิง ในเมื่อเขาตั้งใจที่จะเชื่อมความสัมพันธ์กับเจิ้นอีกครั้ง แน่นอนว่าเจิ้นย่อมตอบสนอง เมื่อเทียบสองสิ่งอันตราย ย่อมต้องเลือกผลร้ายน้อยกว่า เจิ้นไม่สามารถจัดการกับตระกูลฉินได้อีกแม้แต่คนเดียว แม้ว่าอยากจะดำเนินการก็ต้องรอจนกระทั่งสงครามจะจบสิ้น!”
เมื่อเจตจำนงของฮ่องเต้ได้รับการตัดสินแล้ว องครักษ์ชุดดำก็ไม่ยืนกรานอีก แต่ก่อนจากไปองครักษ์ชุดดำก็ถามขึ้น “ควรทำอย่างไรกับองครักษ์เสื้อแพรนั่นพ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงไม่ตอบ ทว่าถามขึ้นแทน “องครักษ์เสื้อแพรเทียบกับหน่วยองครักษ์ชุดดำของเจ้าแล้วเป็นอย่างไร?”
องครักษ์ชุดดำโพล่งออกมาโดยไม่เก็บงำ “ฉินเฟิงเก่งกาจในการฝึกกองกำลัง แม้ว่าองครักษ์เสื้อแพรจะได้รับการจัดตั้งขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เกรงว่าพวกเขาจะเทียบชั้นกับหน่วยองครักษ์ชุดดำและหน่วยนกฮูกราตรีของเป่ยตี๋ได้พ่ะย่ะค่ะ!”