บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 437 ทั้งใต้หล้าเคลื่อนไหว
บทที่ 437 ทั้งใต้หล้าเคลื่อนไหว
ตามคำบอกเล่าขององครักษ์ชุดดำ
องครักษ์เสื้อแพรและอำเภอเป่ยซีต่างส่งเสริมซึ่งกันและกัน ภายใต้การดูแลขององครักษ์เสื้อแพร หน่วยสอดแนมภายนอกไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปในอำเภอเป่ยซีได้เลย แม้พวกเขาจะแทรกซึมเข้าไปได้ก็จะถูกค้นพบทันที ไม่ว่าจะเป็นองครักษ์ชุดดำหรือหน่วยนกฮูกราตรี ทั้งหมดล้วนถูกสังหารเมื่อโดนจับได้ องครักษ์เสื้อแพรจึงมีสำนักอยู่ที่อำเภอเป่ยซี ภายใต้การคุ้มครองของอำเภอเป่ยซี ไม่มีใครสามารถทำอะไรกับองครักษ์เสื้อแพรได้ เว้นเสียแต่ว่าอำเภอเป่ยซีจะล่มสลาย
ความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของหน่วยองครักษ์ชุดดำทำให้พวกเขาค้นพบร่อยรอยขององครักษ์เสื้อแพรมากกว่าหลายสิบคนบริเวณใกล้กับเมืองหลวง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าองครักษ์ชุดดำจำนวนมากเองก็ถูกองครักษ์เสื้อแพรค้นพบเช่นกัน
การโจมตีองครักษ์เสื้อแพรอย่างบุ่มบ่ามย่อมทำให้เกิดสงครามลับ ถึงเวลานั้นองครักษ์เสื้อแพรจะต้องตอบโต้หน่วยองครักษ์ชุดดำทั้งหมดในดินแดนเป็นแน่
ทว่าสงครามระหว่างองค์กรสอดแนมจะไม่มีผู้ใดเป็นฝ่ายชนะ
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงถอนพระทัย การเติบโตของฉินเฟิงในทุกวันนี้เกินความคาดหมายและการควบคุมของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงไปเนิ่นนานแล้ว
“เจ้าฉินเฟิงนั่นเห็นว่าองครักษ์หน้าพระที่นั่งของเจิ้นองอาจห้าวหาญ เขาจึงสร้างทหารค่ายเทียนจีขึ้นมา เมื่อเห็นความน่าเกรงขามของกองทหารเหล็กรักษาการณ์เมืองหลวงของเรา เขาจึงก่อตั้งกองทหารม้าทมิฬ บัดนี้เขาก็ได้ฝึกทหารองครักษ์เสื้อแพรมาต่อต้านหน่วยองครักษ์ชุดดำโดยเฉพาะ เหอะ ๆ แม้ว่าเจิ้นจะเชื่อใจเขามากแค่ไหนก็ไม่อาจไม่ระวังเมื่อเห็นเขาประพฤติตัวเช่นนี้”
“แต่แล้วจะทำอย่างไรได้เล่า ตอนนี้เราทำได้แค่หยุดทุกอย่างและมุ่งความสนใจไปที่สงครามแคว้นเท่านั้น”
ทัศนคติจากคำพูดของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงชัดเจนมาก ในเมื่อแผน ‘ขับไล่เสือกลืนกินหมาป่า’ ได้ถูกนำมาใช้ เสือที่ดุร้ายอย่างฉินเฟิงก็ยังต้องถูกใช้ต่อไป แม้ว่าจะมีแนวโน้มที่จะดึงดูดหมาป่าเข้ามาในบ้าน ทว่าก็ไม่มีการหันหลังกลับเมื่อง้างสายธนูไปแล้ว
…
ช่วงเวลาเดียวกัน ทางถังชีในเจียงหนาน การเจรจาที่มีมีตระกูลหลินและกองกำลังอยู่เบื้องหลังได้ระดมเสบียงทหารชุดแรกจำนวนหนึ่งหมื่นต้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะส่งไปทางเหนือ
พ่อบ้านหลินออกไปส่งถึงนอกเมืองเป็นการส่วนตัว “หนิงเชียนฮู่ ทางเหนือยาวไกล ขนเสบียงอาหารไปมากมายเช่นนี้ ท่านต้องระวังให้ดี ๆ เล่า”
เมื่อเผชิญหน้ากับ ‘คำเตือนด้วยความหวังดี’ ของพ่อบ้านหลิน หนิงหู่ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงเย็น “ระวังรึ? ฮ่า ๆ เจ้าแค่ปล่อยลมให้พัดไปและทำให้หัวขโมยกับกองโจรทั่วหล้ามาปล้นชิง มาหนึ่งพันข้าจะฆ่าหนึ่งพัน ถ้ามาหนึ่งหมื่นก็จะฆ่าหนึ่งหมื่น ข้าขนส่งเสบียงทหารให้อำเภอเป่ยซี ผู้ใดไม่กลัวตายก็เข้ามาได้เลย!”
พ่อบ้านหลินหัวเราะอย่างโมโห “หนิงเชียนฮู่ล้อเล่นเก่งจริง ๆ การปันส่วนทางทหารเหล่านี้ล้วนเป็นการทำงานหนักของชาวบ้านทางเจียงหนาน แน่นอนว่าบ่าวเฒ่าหวังว่าจะสามารถขนส่งไปทางเหนือได้อย่างปลอดภัย หนิงเชียนฮู่โปรดดูแลด้วย”
หนิงหู่เพิกเฉยต่อพ่อบ้านหลิน โบกมือแล้วนำกองกำลังทหารม้าคุ้มกันเสบียงทหารออกเดินทางไปยังเขตเหนืออย่างเกรียงไกร
เมื่อมองดูแผ่นหลังของหนิงหู่ที่อยู่ไกลออกไป พ่อบ้านหลินก็ถ่มน้ำลาย “คิดว่าตัวเองเป็นใคร! ข้าอยากรู้นักว่าพวกตัวใหญ่ไร้สมองอย่างพวกเจ้าจะอวดดีได้นานแค่ไหน”
บ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างกายโกรธมาก ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “พ่อบ้าน หนิงหู่จะรังแกกันเกินไปแล้ว! จะปล่อยไปแค่นี้หรือ? ตระกูลหลินของเราจะถูกเหล่าคหบดีเจียงหนานหัวเราะเยาะหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ใบหน้าของพ่อบ้านหลินพลันดำคล้ำ “เชิญเทพมานั้นง่ายแต่ส่งเทพออกไปนั้นยาก ถ้าหากส่งหนิงหู่จากไปได้โดยใช้เสบียงเพียงหมื่นต้านก็ช่างเถิด ข้ากลัวแต่ว่าเขาจะสร้างปัญหาและกลับมาอีกครั้งมากกว่า!”
ขณะพูดพ่อบ้านหลินก็ชี้ไปที่แม่ทัพคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังหนิงหู่ “เจ้าเห็นหรือไม่? นั่นไม่ใช่คนและม้าของอำเภอเป่ยซี แต่เป็น… คนจากแม่ทัพรถม้าศึก!”
ทันทีที่เอ่ยออกมา บ่าวรับใช้ก็อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง “หรือว่าแม่ทัพรถม้าศึกและฉินเฟิงจะเป็นพวกเดียวกันแล้ว?!”
ใบหน้าของพ่อบ้านหลินมืดทะมึนถึงที่สุด “เรื่องนี้ใครจะรู้! ท่านไท่เป่าได้ตัดสินใจแล้ว บ่าวรับใช้อย่างพวกเราแค่ต้องทำหน้าที่ให้สำเร็จ ปกป้องทรัพย์สินของบรรพบุรุษเจียงหนานก็เป็นพอ!”
เวลาเดียวกัน ค่ายกองทัพเจียงหนานได้เร่งกองทหารม้าเกราะเบาจำนวนสามพันนายมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่หนิงหู่ผ่านไป
รองแม่ทัพซึ่งเป็นผู้นำตะโกนเสียงดัง “ไท่เป่าได้รับสั่งให้สังหารกองกำลังของหนิงหู่ทั้งหมดโดยไม่ละเว้น! พวกเจ้ารีบถ่ายทอดคำสั่งไประดมทหารและม้าจากทุกหน่วยเพื่อปกป้องถนนสายหลัก ป้องกันปลาไม่ให้หลุดออกจากตาข่าย!”
ทว่าทันทีที่ทหารม้าเกราะเบาวิ่งออกไปเป็นระยะทางยี่สิบลี้ก็ถูกกองทหารเล็ก ๆ จำนวนสิบกว่าคนสกัดกั้นไว้
รองแม่ทัพตะโกนอย่างกรุ่นโกรธ “ผู้ใดขวางถนน?!”
ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำคนหนึ่งออกมาจากฝั่งตรงข้าม แม้จะประสานหมัดทำความเคารพแต่กลับยิ้มเยาะอย่างเปิดเผยพลางเอ่ยว่า “ข้าน้อยเป็นแม่ทัพในบังคับบัญชาของแม่ทัพรถม้าศึก ตั้งด่านไว้ที่นี่เพื่อคุ้มกันหนิงหู่ส่งเสบียงกลับไปชายแดนเหนือโดยเฉพาะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้รองแม่ทัพก็โกรธมาก “สวะ! พวกทหารม้าจากทางเหนืออย่างเจ้ากล้ามาตั้งด่านถึงเจียงหนานของข้า เจ้ายังเห็นกฎกองทัพและกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตาหรือไม่?!”
แม่ทัพของกองทัพรถม้าศึกเมินเฉยต่อคำดุด่าของอีกฝ่าย เขาเชิดหน้ายืดอกขึ้น แสยะยิ้มอย่างไม่ยี่หระ “กล่าวมากความหามารดาอันใดนัก ข้าเคารพเจ้า และเรียกเจ้าว่าท่านแม่ทัพ ถ้าไม่เคารพก็จะเรียกเจ้าว่าแมวหรือสุนัข แล้วจะทำไม? ทหารเจียงหนานอย่างเจ้า ทำท่าดุร้ายต่อหน้ากองทัพทหารม้าของข้า มารดาใครให้ความกล้าหาญแก่เจ้ากัน?”
“ไสหัวกลับไปให้หมด ไม่เช่นนั้นเจ้าจะต้องรับผลที่ตามมา!”
ความขัดแย้งกำลังจะเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย
ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้เอง ทหารส่งสารก็เข้ามาอย่างรีบร้อนและตะโกนบอกรองแม่ทัพว่า “ท่านรองแม่ทัพ ท่านรองแม่ทัพได้รับคำสั่งให้นำกองทัพกลับขอรับ!”
“อะไรนะ?!” ดวงตาของรองแม่ทัพเบิกกว้าง
ใบหน้าของทหารส่งสารดูน่าเกลียด “คนของทางการจากจงหยวนรายงานว่า ในช่วงของสงครามแคว้นตอนนี้ การระดมพลกองทหารม้าโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจถูกสงสัยว่าเป็นกบฏ หากกองทัพทหารม้าไม่รีบกลับไป กองทัพของทางการจะมาปราบปราม และ…”
“และอะไร?!”
ทหารส่งสารสูดหายใจลึก “กองทัพรถม้าศึกและกองกำลังชายแดนส่งคนมารายงาน ถ้าหากหนิงหู่ไม่สามารถกลับไปทางเหนือได้อย่างปลอดภัย ก็จะ… ก็จะ…”
เมื่อเห็นทหารส่งสารพูดจาตะกุกตะกัก รองแม่ทัพก็โบกมือและเข้าใจผลได้ผลเสียแล้ว
ไท่เป่าหลินอาศัยเพียงทหารแม่ทัพของเจียงหนาน ทว่าอำนาจทางทหารในมือของตระกูลฉินใช่สิ่งที่ตระกูลหลินจะเทียบได้ ตระกูลฉินในยามนี้ สิ่งที่ไม่ต้องกังวลคือการใช้ไม้แข็ง เมื่อไม่มีทางเลือก รองแม่ทัพจึงได้แต่เฝ้าดูการจากไปของหนิงหู่ เพียงแต่คิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่าทำไมกองทัพทางเหนือทั้งสามจึงกลายเป็นพวกเดียวกับอำเภอเป่ยซีไปเสียได้?
หารู้ไม่ว่า ณ เวลานี้หลังลานศาลาว่าการของอำเภอเป่ยซี แม่ทัพทั้งสาม อันได้แก่ แม่ทัพรถม้าศึก แม่ทัพทหารม้า และอดีตแม่ทัพแห่งกองทหารชายแดน กำลังรวมตัวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ถวายความเคารพแด่หมิงอ๋อง
“คารวะท่านอ๋อง!”
หมิงอ๋องซึ่งตั้งรกรากอย่างเป็นทางการในอำเภอเป่ยซีรู้สึกผ่อนคลายมากกว่าที่เคย ราวกับว่าในที่สุดเขาก็ได้เห็นแสงสว่างอีกครั้งหลังจากถูกกักบริเวณมานาน
เมื่อเผชิญหน้ากับการคารวะของ ‘ลูกศิษย์’ ทั้งสาม หมิงอ๋องก็พยักหน้าอย่างปลื้มปีติ “ตั้งแต่แยกจากกันที่ชายแดน นานเท่าไรแล้วที่พวกเราไม่ได้พบกัน”
สายตาของแม่ทัพรถม้าศึกเต็มไปด้วยความเคารพ เขาตอบอย่างรวดเร็ว “ท่านอ๋อง เกรงว่าจะผ่านมายี่สิบปีแล้วขอรับ ปีที่ท่านตั้งรกรากในอำเภอฝูอวิ้น ยังไม่มีซื่อจื่อกับท่านหนานแห่งฝูอวิ้นเลยขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หมิงอ๋องก็ถอนหายใจและกล่าวด้วยอารมณ์ “ยี่สิบปีผ่านไปในพริบตา เวลาเปลี่ยนไปและผู้คนก็เปลี่ยนไป เจ้าสามคน ในตอนนั้นล้วนเป็นรองแม่ทัพภายใต้คำสั่งของข้า บัดนี้ได้กลายเป็นผู้บัญชาการด้วยตนเองแล้ว อ๋องอย่างข้าดีใจนัก..”
แม้แม่ทัพทั้งสามคนจะเป็นขุนนางชั้นสูง แต่พวกเขาก็ยังคงให้ความเคารพต่อหมิงอ๋องเป็นอย่างมาก ท้ายที่สุดแล้วหากปราศจากการฝึกฝนของหมิงอ๋อง ทั้งสามก็คงไม่สามารถประสบความสำเร็จดังในตอนนี้ได้