บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 471 การซักถามที่ครอบคลุม
บทที่ 471 การซักถามที่ครอบคลุม
ฉินเฟิงไม่มีคุณวุฒิทางการแพทย์รวมถึงทักษะทางการแพทย์
เขาเคยรักษาใครเสียที่ไหน พูดตามตรง หากใช้คำว่า ‘หมอเถื่อน’ บรรยายฉินเฟิงก็ไม่ถือว่าพูดเกินจริงนัก
อย่างไรก็ตาม ฉินเฟิงเจ็บป่วยบ่อยจนจะเป็นหมอได้อยู่แล้ว ประกอบกับเขามักจะอ่านหนังสือและดูวิดีโอทางการแพทย์อยู่เสมอ แม้เขาจะห่างไกลจากคำว่าหมอ แต่ตรรกะทางการแพทย์ก็ก้าวหน้ากว่าคนในยุคนี้มาก
ฉินเฟิงรู้จักการจำแนกประเภททั่วไปของแบคทีเรีย ไวรัส การบาดเจ็บภายในและการบาดเจ็บภายนอก ตลอดจนวิธีรักษา แต่เมื่อพูดถึงการจ่ายยา การผ่าตัด และการวิเคราะห์ผู้ป่วยที่แม่นยำ ฉินเฟิงไม่สามารถทำได้
ส่วนเหตุผลที่เขากล้า ‘ซี้ซั้วทำ’ เป็นเพราะไม่มีความตั้งใจที่จะรักษาโรคตั้งแต่แรก แค่จะลดอัตราการเสียชีวิตของผู้บาดเจ็บเท่านั้น
จริง ๆ แล้วตรรกะของฉินเฟิง การลดอัตราการเสียชีวิตของแนวหน้านั้นเรียบง่ายมาก สรุปได้สองประการคือ การจัดการบาดแผล และการลดการอักเสบ
ตราบใดที่ทำตามข้อตกลงเบื้องต้นทั้งสองข้อนี้ได้ ฉินเฟิงเชื่อว่าอัตราการตายก็จะลดลงได้หนึ่งระดับแล้ว
ในมุมมองของฉินเฟิง นอกจากผู้ที่ถูกยิงตายทันที ส่วนใหญ่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากลูกธนูล้วนเสียชีวิตจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
อย่างไรในยุคสมัยนี้ก็ไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับแบคทีเรียแม้แต่น้อย ถึงจะเกิดโรคระบาดแต่ความเข้าใจของท่านหมอก็แตกต่างไปจากฉินเฟิงอย่างสิ้นเชิง
ทั่วทั้งอำเภอเป่ยซี นอกจากผู้คลั่งไคล้ศรัทธาฉินเฟิง เกือบทุกคนที่พอมีสติปัญญาอยู่บ้างต่างไม่เชื่อว่าฉินเฟิงจะสามารถรักษาแม่ทัพใหญ่แห่งกองทหารชายแดนได้
นับตั้งแต่ฉินเฟิงออกจากโรงพยาบาล คำวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานาก็ไม่หยุดลงเลย ทั้งข่าวลือยังแพร่กระจายไปถึงเมืองทหารชายแดนสำคัญแล้ว
กองทหารชายแดนประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในสงครามครั้งก่อน และบัดนี้เหล่าทหารใต้บังคับบัญชา รวมถึงแม่ทัพที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งชั่วคราว ทั้งหมดล้วนตึงเครียด ด้วยพวกเขารู้ว่าฉินเฟิงเป็นผู้ลงมือวินิจฉัยและรักษาแม่ทัพใหญ่แห่งกองทหารชายแดนด้วยตัวเอง ทั้งยังใช้วิธีการน่าเหลือเชื่อ กองทหารชายแดนก็แทบระเบิดทันที
เหล่าแม่ทัพกองทหารชายแดนถึงกับนำทหารม้าสองร้อยนายตะบึงมายังอำเภอเป่ยซีเป็นการส่วนตัว แต่เนื่องจากทหารรักษาการณ์ปฏิเสธที่จะเปิดประตู พวกเขาจึงตะโกนสาปแช่งอยู่นอกประตูเมือง
“บอกให้ไอ้หนูฉินเฟิงออกมาพบข้า! อวดดีเสียจริง สุนัขฉินเฟิง หากท่านแม่ทัพใหญ่กองทหารชายแดนมีอันเป็นไป ข้าจะไม่ยอมรามือแต่โดยดีแน่ ข้าจะให้อำเภอเป่ยซีต้องชดใช้!”
“ฉินเฟิงมีความสามารถทางการทหารอยู่บ้าง แต่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเขามีทักษะทางการแพทย์ เขาคิดว่าตัวเองเป็นผู้รู้รอบด้านหรือไร? ไอ้คนแซ่ฉิน ออกมาและอธิบายให้ชัดเจนเดี๋ยวนี้ อย่าขี้ขลาดเป็นเต่าหดหัว!”
เดิมทีทหารรักษาการณ์ไม่ได้ให้ความสนใจกับแม่ทัพชายแดน แต่เมื่อพวกเขาได้ยินคำสาปแช่งของอีกฝ่าย ศีรษะหนึ่งพลันโผล่ออกมาจากกำแพงเมือง เป็นหลี่หลางที่โผล่ออกมาดู
หลี่หลางแสยะยิ้ม ปล่อยเสียงหัวเราะแปลก ๆ ออกมา เห็นได้ชัดว่าเสียงหัวเราะนี้เต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม
“เจ้าว่าอะไรนะ? ข้าได้ยินไม่ผิดกระมัง ให้อำเภอเป่ยซีชดใช้หรือ? ฮ่า ๆ อย่าหาว่าข้าดูถูกพวกเจ้าเลย แต่หากเจ้ากล้าก็เข้ามา! มาหนึ่งข้าจะฆ่าหนึ่ง มาสองฆ่าสอง ขนาดแม่ทัพใหญ่กองทหารชายแดนมาที่อำเภอเป่ยซีก็ยังต้องสุภาพขึ้นสามส่วน แล้วพวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าเป็นใคร?”
ผู้บัญชาการกองทหารชายแดนจำหลี่หลางได้ในพริบตา เขารู้ว่าหลี่หลางเป็นบุตรชายของหมิงอ๋องจึงไม่อาจดุด่า แต่เขาก็กล่ำกลืนโทสะนี้ลงไปไม่ได้ เขาตอบด้วยสีหน้าโกรธเคือง “ท่านหนานแห่งอำเภอฝูอวิ้น เจ้าปล่อยให้ฉินเฟิงออกมาเถอะ ข้าคุยกับเจ้าไม่ได้”
หลี่หลางนั่งอยู่บนกำแพงเมือง ส่งยิ้มยั่วเย้า “ไม่ง่ายเลยที่พี่ใหญ่ฉินจะมาถึงอำเภอเป่ยซี เมื่อมาแล้ว ปัญหาการดำรงชีวิตและการทำมาหากินของชาวบ้านทุกประการจะต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ เขายุ่งเพียงนี้จะมีเวลาคุยกับเจ้าได้อย่างไร? ตรงกันข้าม เจ้าในฐานะแม่ทัพแห่งกองทหารชายแดนกลับออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาต รอแม่ทัพใหญ่กองทหารชายแดนตื่นขึ้น ข้าจะไปหาเขาและกล่าวรายงานเจ้าหนัก ๆ สักรอบ”
แม่ทัพผู้ฉุนเฉียวเหี่ยวเฉาไปทันที ไฟสงครามยังไม่ดับ แต่แม่ทัพกลับออกจากตำแหน่งหน้าที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าจะแก้ต่างอย่างไร นี่ก็เป็นอาชญากรรมร้ายแรง มีโทษมหันต์
ระหว่างที่แม่ทัพกองทหารชายแดนกำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จู่ ๆ หลี่หลางพลันยิ้มกว้างและกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องให้ทหารส่งสารวิ่งกลับไปกลับมา พี่ใหญ่ฉินบอกว่าให้เจ้ากลับไปเตรียมตัวสำหรับสงครามโดยเร็ว อย่างช้าภายในเวลาเจ็ดหรือแปดวัน อย่างสั้นก็ภายในสามถึงห้าวัน กองทัพเป่ยตี๋จะกลับมาอย่างแน่นอน”
ทันทีที่หลี่หลางกล่าวจบ สายตาของแม่ทัพชายแดนก็อดไม่ได้ที่จะเคร่งขรึมขึ้น ไม่สนใจหมอกำมะลอฉินเฟิงอีก เขาถามทันที “หลักฐานเล่า?”
ตามความเห็นของแม่ทัพชายแดน กองทัพเป่ยตี๋ล้มเหลวในการโจมตีเมืองชายแดนสำคัญและจะไม่บุกรุกเข้ามาอีกในช่วงนี้ แต่ฉินเฟิงกลับบอกว่ากองทัพเป่ยตี๋กำลังจะหวนคืนมาอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม…
แม้แม่ทัพของกองทหารชายแดนจะดูหมิ่นทักษะทางการแพทย์ของฉินเฟิง แต่เขาก็ชื่นชมความสามารถทางทหารของนายน้อยเจ้าสำราญจากก้นบึ้งของหัวใจ ท้ายที่สุดหากฉินเฟิงไม่มาถึงชายแดนเหนือได้ทันเวลา และออกคำสั่งโยกย้ายทหาร อย่าว่าแต่กองทหารชายแดนเลย เกรงว่าอาณาเขตชายแดนเหนือทั้งหมดคงจะถูกกองทัพเป่ยตี๋ตีแตกไปแล้ว
หลี่หลางไม่มีความตั้งใจจะอธิบายแม้แต่น้อย เขาแค่ยกมือกอดอกและบอกให้แม่ทัพกองทหารชายแดนกลับไปเตรียมตัวโดยเร็วที่สุดเท่านั้น
ช่วงเวลาเดียวกัน ณ ศาลาว่าการอำเภอเป่ยซี ฉินเฟิงกำลังถูกล้อมอย่างแน่นหนา
หลิ่วหงเหยียนวางมือซ้ายบนสะโพก พลางใช้นิ้วชี้ข้างขวาจิ้มหน้าผากฉินเฟิง “เจ้าเด็กตัวเหม็น สามวันไม่ตีก็ปีนหลังคาเราะกระเบื้อง! การรักษาผู้คนเป็นเรื่องของประสบการณ์ เจ้าเคยอ่านหนังสือทางการแพทย์เสียที่ไหน? เคยชิมสมุนไพรเสียเมื่อไหร่ เจ้าน่ะหรือจะรู้เรื่องทักษะทางการแพทย์ หากแม่ทัพกองทหารชายแดนมีอันเป็นไป ข้าจะรอดูว่าสุดท้ายเจ้าจะทำยังไง”
ฉินเฟิงรีบซ่อนตัวข้างหลังจิ่งเชียนอิ่งอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ คิดจะขอความช่วยเหลือจากพี่หญิงสี่ แต่ก็กลับถูกจิ่งเชียนอิ่งทรยศในพริบตา
ฉินเฟิงจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันไปขอความช่วยเหลือจากเสิ่นชิงฉือและหลี่เซียวหลาน แต่พี่หญิงใหญ่และพี่หญิงสามกลับโหดร้ายยิ่งกว่า คนหนึ่งคว้าหูของฉินเฟิง อีกคนก็เตะก้นของเขา
โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีคนนอกในศาลาว่าการ มิเช่นนั้นฉินเชียนฮู่คงได้เสียหน้าครั้งใหญ่แล้ว
แล้วในตอนที่ฉินเฟิงถูกพี่หญิงทั้งสี่เหยียบย่ำอย่างน่าอนาถนั้นเอง ม่านประตูก็ถูกเปิดออก เป็นฮูหยินฉินพร้อม เสี่ยวเซียงเซียงและชูเฟิงที่ก้าวเข้ามา
พี่หญิงทั้งสี่คนยับยั้งกิริยาในทันที นางทยอยโค้งคำนับฮูหยินฉินแล้วเอ่ยพร้อมกัน “ท่านแม่เจ้าคะ”
ฮูหยินฉินปรากฎตัวขึ้นในเวลาที่เหมาะเจาะพอดี ครั้นสังเกตเห็นเสี่ยวเซียงเซียงที่อยู่ข้างมารดาแลบลิ้นออกมาน้อย ๆ ฉินเฟิงก็เข้าใจทันทีว่าเสี่ยวเซียงเซียงเป็นคนเรียกกำลังเสริมมาให้ เพราะเห็นว่าเขากำลังทุกข์ทรมาน
ช่างเป็นเด็กดีจริง ๆ!
คืนนี้เขาจะต้องให้รางวัลนางดี ๆ สักหน่อยแล้ว
ทันใด ฉินเฟิงก็โยนตัวเองเข้าไปในอ้อมแขนของฮูหยินฉินและบ่นเสียงดัง “ท่านแม่ หากท่านมาช้าเกินไปอีกก้าว ลูกคงถูกพวกพี่หญิงทุบตีจนตายแล้ว ท่านช่วยดูแลพี่หญิงทั้งสี่คนหน่อยเถอะขอรับ”
เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงกล้าฟ้อง คุณหนูทั้งสี่ก็เผยรอยยิ้มน่ากลัวในเวลาเดียวกัน คล้ายจะบอกเป็นนัยว่า ฉินเฟิงเจ้ารอคืนนี้ได้เลย!
หากจะมีใครสักคนที่สามารถปกป้องฉินเฟิงได้ คนคนนั้นย่อมเป็นแม่ของเขา
ฮูหยินฉินลูบหัวบุตรชาย นางรู้ว่าฉินเฟิงเป็นนายน้อยแห่งอำเภอเป่ยซีและเป็นวีรบุรุษที่เอาชนะเฉินซือ แต่ในสายตาของฮูหยินฉิน เขายังคงเป็นเพียงลูกชายของนาง
“เฟิงเอ๋อร์ ไม่โทษชิงฉือและคนอื่น ๆ ที่ลงโทษเจ้า ครั้งนี้เจ้าทำเกินไปแล้ว”
“สถานะของแม่ทัพใหญ่กองทหารชายแดนเป็นอย่างไร? แม้แต่ฝ่าบาทก็ยังต้องเกรงใจเขาสามส่วน ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาล้วนเป็นผู้ภักดี หากเจ้ารักษาเขาได้ก็ช่างเถิด แต่ถ้ามีอันใดผิดพลาด อำเภอเป่ยซีและกองทหารชายแดนจะต้องหันหอกปะทะกันอย่างแน่นอน และนั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดอยากให้เกิด”