บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 494 โอกาสฆ่ากลางดึก
บทที่ 494 โอกาสฆ่ากลางดึก
ในสนามรบ ใครก็ตามที่มีข้อได้เปรียบจะได้รับสิทธิ์เป็นฝ่ายรุกโจมตีอย่างแท้จริง
ฉินเฟิงค่อย ๆ ตกลงไปในกับดักที่หน่วยนกฮูกราตรี องค์กรสอดแนมฝีมือดีของเป่ยตี๋วางไว้อย่างรอบคอบ
นับตั้งแต่ก่อตั้งทหารค่ายเทียนจีขึ้นมา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฉินเฟิงเสียหายหนักขนาดนี้
เสียงตะโกนและเสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านหลังตลอดเวลา ไม่อาจแยกได้เลยว่าเป็นศัตรูหรือสหาย วิธีเดียวที่จะอยู่รอดได้คือต่อสู้เปิดเส้นทางนองเลือดออกจากวงล้อมของเป่ยตี๋!
ฉินเฟิงค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลงหลังจากเผชิญหน้ากับการโจมตีก่อนหน้านี้ เขาดึงมีดสั้นออกจากสายบังเหียนม้า กำไว้ในมือแน่น ส่วนคันธนูและลูกธนูที่ต้องอาศัยการฝึกอบรมระยะยาวและความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ฉินเฟิงในฐานะผู้บัญชาการอำเภอเป่ยซี ย่อมมีทักษะวางกลยุทธ์การศึกและการปกครองชาวบ้านมากกว่าทักษะการยิง ดังคำกล่าวที่ว่า แต่ละศาสตร์มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
สำหรับฉินเฟิง เขาเหมาะจะเป็นผู้บัญชาการแนวหลัง แต่เป็นทหารที่ไร้ประโยชน์ ในตอนนี้ดาบจึงมีประโยชน์กว่าธนูมาก!
คบเพลิงถูกขว้างไปรอบ ๆ ตามด้วยลูกธนูที่พุ่งมาพร้อมกับเสียงดังแหวกอากาศ
ฉินเฟิงหมอบอยู่บนหลังม้า พยายามทำให้ตัวเล็กมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงลูกธนูที่หลงมา เขาไม่กล้าบุ่มบ่ามเสี่ยงโชคตอนนี้
เมื่อแสงไฟค่อย ๆ หายไป ฉินเฟิงก็ตะโกนสุดเสียง “หนิงหู่ ทหารค่ายเทียนจี ทหารม้าเกราะเบาเป่ยซีอยู่ที่ไหนกันหมด”
เกือบจะทันทีที่ฉินเฟิงคำรามจบ ทหารม้าก็เข้ามาหาฉินเฟิงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความมืดรอบตัวและทัศนวิสัยที่ย่ำแย่จึงได้ยินเพียงเสียงกีบม้าที่รวดเร็วและเงาดำที่เข้ามาใกล้เท่านั้น
เมื่อทหารทั้งสองฝ่ายปะปนรวมเข้าด้วยกัน ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแยกแยะตัวตนของอีกฝ่าย ฉินเฟิงไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
เขาหมอบกายลง รักษาความเร็วของม้า เฝ้าดูทหารม้าที่เข้ามาใกล้ด้วยความระมัดระวัง พร้อมกันนั้นนายน้อยหนุ่มก็ยกดาบสั้นชี้ไปข้างหน้า
ในตอนที่คู่ต่อสู้อยู่ห่างจากฉินเฟิงไม่ถึงสามจั้ง ทันใดเขาก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่เฉียดผ่านหน้าอกไป ร่างกายฉินเฟิงเอียงไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว เขาสัมผัสได้ถึงด้ามไม้เล็ก ๆ หยาบ ๆ ที่เฉียดผ่านหน้าอกของเขาไปเพียงนิด มันคือแหลนม้า!
“บ้าเอ๊ย!”
แผ่นหลังของฉินเฟิงเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบทันที หากไม่ใช่เพราะแสงสลัวที่ทำให้คู่ต่อสู้ขาดความแม่นยำ การโจมตีนี้คงแทงทะลุหัวใจของเขาไปแล้ว!
แม้ฉินเฟิงจะรอดพ้นจากการลอบสังหารของแหลนม้า แต่คู่ต่อสู้ก็ยังคงพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วเต็มพิกัดและโจมตีเข้าที่หน้าเขา
ม้าของฉินเฟิงถูกม้าของศัตรูโจมตีจากด้านข้าง สูญเสียสมดุลในที่สุด
ม้าศึกทั้งสองตัวล้มกลิ้งกระแทกพื้นอย่างแรง
ฉินเฟิงถูกสะบัดตกจากหลังม้า กลิ้งออกไปสองถึงสามจั้งเต็ม ๆ โชคดีที่พื้นดินตรงนั้นค่อนข้างราบเรียบ ส่วนใหญ่เป็นดินทรายเนื้อนุ่ม มิฉะนั้นต่อให้ไม่ตกลงมาตายก็อาจจะพิการได้
ทว่าม้าสองตัวนั้นไม่ได้โชคดีเหมือนฉินเฟิง ตัวแรกคอหัก อีกตัวก็ขาหัก
เสียงร้องของม้าศึกดังก้องท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบงันของเป่ยตี๋!
ฉินเฟิงลุกขึ้นจากพื้นแล้วรีบวิ่งกลับไปหาม้าโดยเร็วที่สุด เงาดำเงาหนึ่งถูกม้าทับไว้ข้างใต้ เสียงคำรามอันเจ็บปวดแผ่วเบาดังออกมาจากปากของมัน
ฉินเฟิงฟันไปที่หัวของเงาดำอย่างไม่ลังเล เลือดอุ่นร้อนสาดกระเซ็นไปทั่วใบหน้าของเขา!
ฉินเฟิงที่ได้รับการปรนนิบัติอย่างดีมาตลอดชีวิตถูกโลหิตสด ๆ ปลุกด้านดำมืดในใจ ความกลัวของเขามลายหายไปในทันที ยามนี้ดวงตาและอารมณ์ของนายน้อยหนุ่มเยือกเย็นยิ่ง
ฆ่าได้หนึ่งก็ยังดี ฆ่าได้สองก็ยิ่งดี!
เนื่องจากม้าศึกทั้งสองตัวไม่อาจใช้งานได้อีก ฉินเฟิงจึงขนอาวุธและเสบียงลงมาโดยเร็วที่สุด
มีดสั้นแหน็บอยู่ที่หลังเอว คันธนูและลูกธนูถูกแขวนไว้ข้างลำตัว เขาหยิบแหลนม้าที่ยาวมากกว่าสองจั้งขึ้นมา ในตอนที่ฉินเฟิงกำลังจะหนี ม้าศึกอีกตัวก็โจนทะยานเข้ามาขวาง บนนั้นมีทหารม้าที่ถือคบเพลิงอยู่
มีคบเพลิง? ต้องเป็นศัตรูแน่!
ฉินเฟิงรีบหมอบลง ซ่อนร่างของเขา ขณะเดียวกันก็วางแหลนม้าไว้บนตัวอาชา เมื่อศัตรูอยู่ห่างออกไปไม่ถึงห้าจั้งก็ดึงสายบังเหียนชะลอความเร็วลงเพื่อตรวจสอบว่ามีผู้รอดชีวิตในที่เกิดเหตุหรือไม่ ทันใดนั้นฉินเฟิงก็เด้งตัวขึ้นจากข้างศพม้า ยกแหลนม้าขึ้น แล้วพุ่งเข้าไป
ศัตรูกำลังชะลอความเร็ว มือซ้ายกุมบังเหียน มือขวาถือคบเพลิง เมื่อเผชิญหน้ากับฉินเฟิงที่จู่ ๆ ก็โผล่ออกมาจึงรับมือไม่ทัน ด้วยความตื่นตระหนก เขาโยนคบเพลิงไปทางฉินเฟิง
ฉินเฟิงไม่แม้แต่จะหลบ ปล่อยให้คบเพลิงกระแทกหัว รู้สึกเพียงว่าได้ยินเสียงอืออึงในหัว เขาเจ็บจนใบหน้าเหยเกแต่ก็ยังกัดฟัน อาศัยกำลังใจอันแน่วแน่ก้าวไปข้างหน้า
ทหารม้าศัตรูไม่มีเวลาหันหัวม้าหลบ ทำได้เพียงยกแหลนม้าออกจากสายรัดอย่างเร่งรีบ แต่กว่าจะหยิบแหลนม้าขึ้นมาได้ ฉินเฟิงก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
แหลนม้ายาวสองจั้งปักอยู่บนพื้น ด้านปลายชี้ขึ้น มือทั้งสองข้างจับด้ามไว้แน่น หันหน้าทำมุมไปทางม้าของศัตรู
ม้าของศัตรูชนกับปลายด้ามแหลนม้า คอหนาทึบของมันถูกแทงทะลุเต็ม ๆ จากนั้นทั้งคนทั้งม้าก็ล้มลงอย่างแรงต่อหน้าฉินเฟิง แหลนม้าหักเป็นสองท่อน
ตอนที่ทหารม้าศัตรูล้มลงกับพื้น ฉินเฟิงก็โยนแหลนม้าทิ้งไป หยิบมีดสั้นขึ้นมาแล้ววิ่งไปข้างหน้า ชายหนุ่มยกมีดขึ้น สับมันลงบนหัวของอีกฝ่ายตรง ๆ
ของเหลวสีแดงปนขาวสาดกระเซ็น
ทว่า…ก่อนฉินเฟิงจะได้ถอนหายใจโล่งอก ลูกศรที่ยิงมาจากด้านหลังก็ปักเข้าที่ไหล่ซ้ายของเขา!
เกราะเบาที่ฉินเฟิงสวมใส่ไม่เพียงพอจะต้านทานแรงเจาะทะลุของพลธนูราบได้ เกราะไหล่ถูกยิงทะลุ หัวลูกศรปักลึกลงไปในเนื้อของฉินเฟิงอย่างสมบูรณ์
ร่างของเขาพลันโซเซ นายน้อยหนุ่มกัดฟันแน่น อดทนต่อความเจ็บปวดสาหัสบนไหล่ พลิกตัวกลิ้งไปซ่อนอยู่หลังศพม้าโดยไม่สนใจว่าบนร่างมีลูกธนูปักอยู่
หลังจากนั้นลูกธนูก็ถูกยิงลงมาจากท้องฟ้ายามค่ำคืนทีละลูกด้วยความแม่นยำอันน่าทึ่ง ทุกดอกล้วนปักบนซากม้าที่อยู่เบื้องหน้าฉินเฟิง
ภายใต้สายตาที่จ้องมองอย่างเย็นชาของฉินเฟิง นกฮูกราตรีที่ซุ่มซ่อนอยู่ในความมืดเข้ามาใกล้จุดที่ชายหนุ่มซ่อนตัวพร้อมกับขึ้นสายธนูอย่างรวดเร็ว เตรียมยิงโจมตี
แม้ลูกธนูจะถูกซากม้าบังไว้ แต่เห็นได้ชัดว่านกฮูกราตรีไม่ได้ตั้งใจจะยิงฉินเฟิงให้ตาย เพียงแค่ต้องการตรึงฉินเฟิงให้อยู่ที่เดิมแล้วค่อย ๆ ล้อมเข้าใกล้
ตราบใดที่นกฮูกราตรีมาถึงหน้าเขา ด้วยกำลังต่อสู้ของฉินเฟิง เขาย่อมต้องถูกฆ่าตายทันทีแน่
ลูกธนูของฝ่ายตรงข้ามแม่นยำเกินไปแล้ว!
ตอนนั้นเอง นายน้อยเจ้าสำราญก็สังเกตเห็นว่าคบเพลิงที่ทหารม้าศัตรูเพิ่งทิ้งลงบนพื้นส่องสว่างเผยที่ซ่อนของเขาอยู่
เขารีบหยิบแหลนม้าของศัตรูขึ้นมาเขี่ยคบเพลิงที่อยู่ไม่ไกล
เมื่อความมืดปกคลุมร่างกายอีกครั้ง ลูกธนูของคู่ต่อสู้ก็หยุดกระหน่ำเช่นกัน แต่เสียงฝีเท้าเปลี่ยนเป็นรวดเร็วยิ่ง
เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังเข้ามาใกล้ด้วยความเร็ว ฉินเฟิงรีบออกจากที่ซ่อนทันที ชายหนุ่มวิ่งมุ่งหน้าไปทางเหนือภายใต้ความมืดมิดของม่านราตรี
หลังวิ่งออกไปสองสามจั้งก็ได้ยินเสียงมีดและขวานสับอยู่ข้างหลัง นกฮูกราตรีที่ซุ่มโจมตีฟันไปบริเวณที่ฉินเฟิงซ่อนตัวโดยไม่ลังเลใจ!
ฉินเฟิงไม่กล้าเรียกทหารอย่างบุ่มบ่ามแล้ว เขามองหน้ามองหลัง มองดูแสงไฟริบหรี่รอบตัว พยายามอย่างเต็มที่ หลีกเลี่ยงการค้นหาของทหารม้าศัตรู หากเลี่ยงไม่ได้ก็นอนหมอบลงบนพื้น พยายามใช้ทรายบนพื้นกลบร่างกายให้มากที่สุด ป้องกันไม่ให้ทหารม้าของศัตรูค้นพบ
การแกล้งตายใช้ไม่ได้ผล เพราะอีกฝ่ายจะแทง ‘ศพ’ อีกครั้งโดยไม่ลังเลอย่างแน่นอน