บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 545 ฝ่าบาทผู้โหดเหี้ยม
บทที่ 545 ฝ่าบาทผู้โหดเหี้ยม
เรื่องไม่ให้ศพหลี่หลางได้บรรจุในโถงบรรพชนของราชวงศ์นั้นไม่มีทางเปลี่ยนแปลง
อย่าว่าแต่ฉินเฟิงเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ต่อให้เป็นฮองเฮาก็ไม่สามารถพลิกโชคชะตาได้!
หนิงหู่รีบก้าวขึ้นมา เขาจ้องเฉิงเมิ่งพลางคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “ช่างไร้เหตุผลเสียจริง!”
“หลี่หลางสละชีพปกป้องแคว้นต้าเหลียง หลั่งเลือดในสนามรบ ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ใด ๆ แต่แม้กระทั่งสถานะเชื้อพระวงศ์ก็ยังถูกปลดหรือ?!”
“แคว้นต้าเหลียงของข้าปฏิบัติต่อขุนนางผู้สร้างคุณูปการเช่นนี้รึ?!”
“ข้าใคร่อยากจะทูลถามฝ่าบาทนัก ครอบครัวหมิงอ๋องมีโทษร้ายแรงประการใด? แม้จะสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ก็ยังไม่สามารถลบล้างความผิดได้เชียวหรือ?!”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของหนิงหู่ แววตาของเฉิงเมิ่งไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
เขาแค่ตอบกลับไปอย่างเย็นชาว่า “หนิงหู่ ระวังปากของเจ้าไว้ด้วย!”
“คำใดควรเอ่ย คำใดไม่ควรเอ่ย เจ้ายังต้องให้ข้าสอนหรือไร?!”
หนิงหู่เป็นคนเจ้าอารมณ์ ย่อมทนไม่ได้กับการปั้นหน้าของเฉิงเมิ่ง
เขาคว้าแหลนจากมือทหารใกล้ ๆ
เฉิงเมิ่งจ้องอย่างดุเดือด ทันใด ทหารรักษาพระราชวังก็ยกธนูขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
ถ้าหนิงหู่กล้าเคลื่อนไหวแม้เพียงน้อย ย่อมถูกยิงจนกลายเป็นเม่นในพริบตา
สถานที่แห่งนี้คือพระราชวัง มิใช่สถานที่ที่พวก ‘แม่ทัพ’ จะมาอาละวาดได้!
ฉินเฟิงยกมือขึ้นปราม เอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบและหนักแน่นว่า
“หนิงหู่ ถอยไป”
“เรามาเมืองหลวงคราวนี้เพื่อส่งหลี่หลางกลับโถงบรรพชนแห่งราชวงศ์หลี่ มิใช่มาประลองกับทหารรักษาพระราชวัง”
“โอกาสจะได้ประลองกับทหารรักษาพระราชวังในภายหน้ายังมีอีกมาก”
คำกล่าวนี้แสดงจุดยืนของฉินเฟิงอย่างชัดเจน
ความหมายอีกนัยหนึ่งก็คือ ฉินเฟิงมีชายแดนเหนือหนุนหลังและเขาเองก็พร้อมตัดสัมพันธ์กับฮ่องเต้ต้าเหลียงแล้ว
เขาพร้อมเผชิญหน้ากับเฉิงเมิ่งผู้ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และไม่คิดถอยร่น
ฉินเฟิงไม่ได้โกรธ เพียงยืนกรานอย่างหนักแน่น “รองผู้บังคับบัญชาการเฉิง ข้าขอให้เจ้านำคำนี้ไปกราบทูลฝ่าบาท”
“หลี่หลางพลีชีพในสนามรบ เลือดเนื้อของเขากลายเป็นหนึ่งเดียวกับเหล่าทหารหาญจนไม่อาจแยกออกมาได้อีกต่อไป”
“โลงศพนี้เป็นเพียงโลงเปล่า แม้จะต้องเก็บรักษาไว้ถึงหนึ่งปีหรือครึ่งปีก็ไม่ใช่ปัญหา”
“ตามธรรมเนียมการสิ้นชีพของเชื้อพระวงศ์ รอจนถึงห้าเดือนค่อยฝังก็ยังไม่สาย”
ฉินเฟิงกล่าวจบก็หันหลัง เฉิงเมิ่งพลันเปล่งเสียงก้องว่า
“ข้ารู้จักเพียงหลี่หลาง นายอำเภอจากอำเภอฝูอวิ้น มิใช่เชื้อพระวงศ์ใด ๆ”
ฉินเฟิงหยุดชะงัก เขาหันกลับมาทันที ดวงตาเฉียบคมดุจเหยี่ยวจ้องตรงไปยังเฉิงเมิ่ง
ขณะเดียวกัน ทหารค่ายเทียนจีสามสิบเอ็ดคนก็ยกแหลนขึ้น
เหล่าทหารจากอำเภอเป่ยซีแปดร้อยคนยกโล่และขึ้นสายธนู
บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดราวกับอยู่ในสมรภูมิรบ
เมื่อสัมผัสได้ถึงแววตาดุร้ายราวเสือและหมาป่าของฉินเฟิง เฉิงเมิ่งรับรู้ได้ทันที ฉินเฟิงย่อมกล้าสั่งสังหารอย่างแน่นอน
ฉินเฟิงมิได้เป็นเพียงแค่ขุนนางในเมืองหลวงอีกแล้ว
หากแต่เป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกรในแดนเหนือ!
ช่วงขณะนี้ ไม่เพียงแต่เฉิงเมิ่งที่หัวใจหนักอึ้ง เหล่าทหารรักษาพระราชวังรอบกายต่างก็มีเหงื่อซึมฝ่ามือ
ถึงพวกเขาจะได้รับการขนานนามว่าเป็นกองกำลังชั้นยอดในหมู่กองทัพแห่งเมืองหลวง ทว่าไม่เคยผ่านการขัดเกลาจากไฟสงคราม
เมื่อเปรียบเทียบกับกองกำลังดุดันราวเสือและหมาป่าที่ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนของฉินเฟิง ในด้านขวัญกำลังใจพวกเขาได้พ่ายไปแล้วโดยปริยาย
แม้ความจริงแล้ว หากปะทะกัน ด้วยกำลังพลของทหารรักษาพระราชวัง พวกเขาย่อมสามารถสังหารฉินเฟิงกับกองกำลังของเขาได้สิ้นซาก
ทว่าเหล่าทหารรักษาพระราชวังที่อยู่ตรงนี้จะมีผู้ใดมีขวัญกำลังใจจนสร้างฉากนั้นได้บ้างเล่า?
ครู่หนึ่งหลังจากเผชิญหน้า ฉินเฟิงก็ผ่อนลมหายใจ สุดท้าย เหตุผลก็ยังพอข่มอารมณ์ลงได้
ไม่ว่าจะเป็นฉินเฟิงหรืออำเภอเป่ยซีล้วนยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากแคว้นต้าเหลียงทั้งสิ้น
หากบาดหมางกับทหารรักษาพระราชวัง แหล่งรายได้ทั้งมวลของฉินเฟิงย่อมถูกตัดขาด
หากฉินเฟิงยังพึ่งพาตนเองในแดนเหนือไม่ได้ เขาย่อมไม่มีกำลังพอจะต่อกรกับฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง
ยิ่งไปกว่านั้น ฉินเฟิงมิเคยคิดการใหญ่
เมื่อฉินเฟิงหันหลังจากไป ทหารทุกคนก็ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เฉิงเมิ่งมิได้รีรอ รีบนำสารไปแจ้งฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียงในทันที
ยามนี้ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียงนั่งอยู่ในห้องทรงพระอักษร สายตาหม่นลง มิได้ตรัสวาจาใดออกมาอยู่เป็นเวลานาน
จนในที่สุด ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็หยิบฎีกาจากกรมขุนนางขึ้นมาแล้วขีดเขียนลงไป
“จัดการตามที่ได้วางแผนไว้ กำหนดให้มีงานเฉลิมฉลองแก่ฉินเฟิงและเหล่าแม่ทัพในอีกสามวันข้างหน้า”
“มอบรางวัลอย่างงามแก่ขุนนางผู้มีผลงาน”
“และให้กรมพีธีการส่งคนไปต้อนรับที่ชายแดน คาดว่ายามนี้ราชทูตเป่ยตี๋คงจะมาถึงแล้ว ให้ความสำคัญกับการเจรจาสงบศึกระหว่างสองแคว้นก่อน”
“ส่วนหลี่หลาง เมืองหลวงแห่งนี้มีเพียงประตูไท่ผิงเท่านั้นที่ฝังร่างเขาได้ ไม่เช่นนั้นก็ให้ย้ายกลับไปอำเภอเป่ยซีและฝังตามความประสงค์เอง”
เมื่อรับสั่งมาถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็นึกบางสิ่งขึ้นมาได้
เขาเรียกองครักษ์ชุดดำเข้ามา โยนราชโองการสี่ฉบับที่เตรียมไว้ให้
“เรียกแม่ทัพรถม้าศึก แม่ทัพทหารม้า รวมถึงแม่ทัพกองทหารชายแดน กลับมายังเมืองหลวงเพื่อรับรางวัล”
“นอกจากนี้ล้างมลทินให้กับฉินเฉิงซื่อและเรียกตัวกลับเมืองหลวง”
องครักษ์ชุดดำรับพระราชโองการแล้วออกไปทันที
ทั้งห้องทรงพระอักษร บัดนี้เหลือเพียงฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียงผู้เดียว
ความนิ่งเฉยที่แสร้งทำจางหายไป ความเหนื่อยล้าที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเผยออกมาบนพระพักตร์
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงนั่งพิงพนักเก้าอี้ มองกำแพงสีทองอร่ามนอกห้องทรงพระอักษร แววตาเลื่อนลอยยากที่จะหยั่งถึง
“สิ่งที่เจิ้นกระทำอยู่ก็ล้วนเพื่อแคว้นต้าเหลียง เพื่อความรุ่งเรืองชั่วนิรันดร์ของราชวงศ์หลี่… แล้วเหตุใดจึงไม่มีคนเข้าใจเล่า”
“ฉินเฟิง เจิ้นเคยคิดว่าเจ้าคือคนที่เข้าใจเจิ้นที่สุด ทว่าบัดนี้แม้แต่เจ้าก็ยังทอดทิ้งเจิ้น”
“ตอนนี้ศัตรูนอกแคว้นสงบแล้ว เดิมทีคิดว่าจะได้พักหายใจบ้าง แต่กลับมีปัญหาภายในที่หนักหนาสาหัสไม่แพ้กันโผล่มา”
สิ่งที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงใช้เวลามากที่สุดในแต่ละวันคือการตรวจราชการแผ่นดินและเหม่อมองกำแพงเมือง
ในฐานะฮ่องเต้ เขากับโลกภายนอกถูกตัดออกจากกันนานแล้ว
ตราบใดที่สามารถรักษาอำนาจแห่งราชวงศ์หลี่ไว้ได้…
ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ยินดีสละทุกสิ่ง แม้แต่ตัวของเขาเอง
ความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างฮ่องเต้กับขุนนาง สุดท้ายก็เป็นเพียงความฝัน เมื่อความฝันจบลง ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็เข้าใจแล้วว่า เขาไม่มีสหายอยู่เลย
‘ผู้เป็นใหญ่’ กับ ‘สามัญชน’ ย่อมมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงปิดเปลือกตา สูดลมหายใจเข้าลึก ครั้นเมื่อลืมตาขึ้น แววตาก็กลับมาสงบและเฉยชาเช่นเดิม
เขาหยิบฎีกาขึ้นมาอย่างเฉยเมยและตรวจสอบต่อไปอย่างไม่รู้จบ
ขณะเดียวกัน ฉินเฟิงนำโลงศพของหลี่หลางกลับจวนตระกูลฉิน
นายน้อยฉินตั้งโลงศพของหลี่หลางไว้ที่โถงใหญ่ ภายใต้คำสั่งของเขา โถงใหญ่จวนตระกูลฉินกลายเป็นโถงเก็บศพไปโดยปริยาย
ตราบใดร่างของหลี่หลางยังไม่ได้บรรจุในโถงบรรพชนราชวงศ์ ป้ายวิญญาณของหลี่หลางก็จะถูกแขวนไว้ที่โถงแห่งนี้
ฉินเฟิงจะทำให้ทุกคนได้รู้ว่า ฮ่องเต้ต้าเหลียงเย็นชาเพียงใด
ฉินเทียนหู่กลับจากกรมกลาโหมมาก็เห็นฉินเฟิงนั่งอยู่ข้างโลงศพของหลี่หลาง เขายังสวมชุดเกราะ และไม่เอ่ยคำใด
ฉินเทียนหู่เตรียมคำพูดมาตลอดทาง ทว่าตอนนี้กลับพูดไม่ออก
“เฟิงเอ๋อร์กลับมาแล้ว”
เมื่อได้ยินเสียงบิดา ฉินเฟิงก็จัดระเบียบความคิดที่ยุ่งเหยิงแล้วรีบลุกขึ้นทำความเคารพ
“ฉินเฟิงคารวะท่านพ่อ”
ฉินเทียนหู่ตบไหล่บุตรชาย แววตาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม
“ดีนัก! เฟิงเอ๋อร์สร้างความชอบให้แคว้นต้าเหลียงและตระกูลฉิน พ่อภูมิใจยิ่งนัก”
“เมื่อกลับมาแล้วก็พักผ่อนเสียให้เต็มที่ เดี๋ยวอีกสามวัน ฝ่าบาทจะจัดงานฉลองชัยชนะแก่เจ้า ถึงตอนนั้นเจ้าคงต้องคอยรับแขกพอเป็นพิธี”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หนิงหู่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็โพล่งขึ้นมา “งานฉลองบ้าบออะไรกัน เฮอะ!”
ตั้งแต่หนิงหู่กลับมาเมืองหลวง เขายังไม่ได้กลับไปตระกูลของตนเองด้วยซ้ำ
ฉินเทียนหู่อมยิ้มเล็กน้อย “หนิงเชียนฮู่ เจ้าจากเมืองหลวงไปนาน หย่งอันโหวเป็นห่วงเจ้าอยู่ทุกวี่วัน เจ้ารีบกลับเรือนไปให้บิดาเห็นหน้าเถิด”