บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 559 ราชทูตแห่งแคว้นเป่ยตี๋
บทที่ 559 ราชทูตแห่งแคว้นเป่ยตี๋
ก่อนฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจะขึ้นครองราชย์ ฮองเฮาเป็นคู่ครองตั้งแต่สมัยพระองค์ยังเป็นเพียงองค์ชาย
ถึงแม้ว่าจนถึงทุกวันนี้จะยังไม่ให้กำเนิดพระราชโอรสหรือพระราชธิดา ทว่าก็ไม่เคยมีผู้ใดกังขาในตำแหน่งของฮองเฮา
กลับกัน ฮองเฮาประทับอยู่ในตำหนักลับ สูญสิ้นความสนใจในกิจการของวังหลังทั้งปวง มิหนำซ้ำยังเอาแต่นั่งสวดมนต์กินมังสวิรัติไปวัน ๆ
ด้วยเหตุนี้ แม้แต่กุ้ยเฟยผู้มีอำนาจสูงส่งก็แทบจะไม่มีความขัดแย้งกับฮองเฮา
ช่วงที่ผ่านมา ฮองเฮาวางตนเหนือทางโลกเพื่อความอยู่รอดปลอดภัย ทว่าฐานะ ‘มารดาของแผ่นดิน’ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ
เรื่องนี้ฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่
หรือไท่เป่าหลินคิดจะปลดฮองเฮาโดยไม่สนใจสิ่งใดในใต้หล้าแล้ว
เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่ว่าผู้ใดก็สามารถทำได้
แต่อย่าลืมว่า แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่มีอำนาจในการปลดฮองเฮา
ตามราชประเพณีโบราณที่บรรพชนได้วางเอาไว้ ต้องมีการตัดสินว่าฮองเฮากระทำความผิดร้ายแรง โดยฮ่องเต้ สามมหาเสนา และราชตระกูลตัดสินร่วมกันจึงจะสามารถปลดฮองเฮาออกจากตำแหน่งได้
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรือด้านกฎหมาย การปลดฮองเฮาออกจากตำแหน่งเป็นเรื่องที่แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย
ในใจของหลี่เฉียนได้ตัดสินเรื่องนี้ไปแล้ว
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ฉินเฟิงมีอำนาจและเขาก็จำเป็นต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากไท่เป่าหลิน
“ไท่เป่าหลิน เรื่องการปลดฮองเฮาออกจากตำแหน่งยากเย็นเพียงใดท่านเองก็รู้อยู่แก่ใจ ไม่ต้องให้ข้าเอ่ยซ้ำ”
“เรื่องนี้ ข้ามิอาจกล่าวว่าจะสามารถทำให้สำเร็จได้ แต่ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่”
หากหลี่เฉียนตอบตกลงในทันที รังแต่จะทำให้ไท่เป่าหลินสงสัย
เมื่อเห็นหลี่เฉียนลำบากใจ ไท่เป่าหลินเองก็วางใจ จึงได้ตกปากรับคำอีกฝ่ายในทันที
ก่อนอื่นต้องร่วมมือกันจัดการกับฉินเฟิงก่อน แล้วค่อยหาทางปลดฮองเฮา สนับสนุนกุ้ยเฟยขึ้นเป็นใหญ่ในวังหลัง
ตราบใดกุ้ยเฟยขึ้นเป็นใหญ่ ตระกูลหลินก็จะมั่นคงดั่งภูผา
ไท่เป่าหลินหรี่ตาลง แววตาลึกลับและโหดเหี้ยม
“องค์ชายรอง หากข้าจำไม่ผิด วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ใกล้จะมาถึงแล้ว”
“โหวฉินคือขุนนางผู้มีความชอบต่อแผ่นดิน ในอนาคตย่อมต้องให้เขามีส่วนร่วมในการเจรจา”
“ขุนนางใหญ่เช่นนี้ จำต้องอาศัยงานวันคล้ายวันพระราชสมภพเลี้ยงฉลองสักหน่อย ท่านว่าอย่างไร?”
หลี่เฉียนเข้าใจในทันที เขาสบตากับไท่เป่าหลินพร้อมกับเผยยิ้มออกมา
ทันใดนั้น ข้ารับใช้ของตระกูลหลินก็วิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน
“ท่านเสนาบดีกรมพีธีการส่งจดหมายมาแล้วขอรับ”
“ราชทูตแคว้นเป่ยตี๋มาถึงเมืองหลวงแล้ว!”
สิ่งที่ควรจะมา ในที่สุดก็มาเสียที…
เมื่อราชทูตแคว้นเป่ยตี๋มาถึง หมายความว่าเรื่องเจรจาระหว่างสองประเทศได้ถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระอย่างเป็นทางการแล้ว
ต้องกำจัดฉินเฟิงก่อนที่สองแคว้นจะเจรจากัน
หากเริ่มการเจรจายุติสงคราม ฉินเฟิงในฐานะผู้บัญชาการแห่งกองทหารชายแดนเหนือจะมีบทบาทสำคัญในการเจรจาครั้งนี้
เกียรติยศและชื่อเสียงของฉินเฟิงจะยิ่งมั่นคง
เมื่อถึงวันนั้น การกำจัดฉินเฟิงจะกลายเป็นเพียงการต่อสู้ที่ยาวนานและเต็มไปด้วยการสูญเสีย
ส่วนราชบัลลังก์… คงไม่มีหนทางที่จะตกใส่หัวหลี่เฉียนแล้ว
ผลกระทบจากการกำจัดฉินเฟิงหลังการเจรจามีมากมายเพียงใดนั้น ไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่ไท่เป่าหลินและหลี่เฉียนจะจินตนาการได้
หากต้องแลกกับการสูญเสียแผ่นดินบางส่วนไปเพื่อกำจัดฉินเฟิงก็ยังนับว่าคุ้มค่ามิใช่หรือ?
…
ข่าวการมาเยือนของเป่ยตี๋แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว
เพื่อมิให้เกิดความยืดเยื้อยามราตรีและป้องกันมิให้แคว้นเป่ยตี๋อาศัยจังหวะนี้ฟื้นฟูแสนยานุภาพ
เช้าวันรุ่งขึ้น ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจึงเรียกราชทูตแคว้นเป่ยตี๋ให้เข้าเฝ้า
ภายในท้องพระโรง ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ทั้งหลายต่างอยู่กันพร้อมหน้า
เดิมทีไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าแคว้นเป่ยตี๋ได้ส่งผู้ใดมาเป็นราชทูต
มิใช่ว่าแคว้นเป่ยตี๋จงใจปกปิด ทว่าความบาดหมางระหว่างแคว้นนั้นลึกล้ำ
ราษฎรแคว้นต้าเหลียงส่วนใหญ่ล้วนชิงชังแคว้นเป่ยตี๋ถึงกระดูก อาจจะมีพวกหัวรุนแรงซุ่มสังหารราชทูตระหว่างทางด้วยความโกรธแค้นได้
แม้สองแคว้นจะทำศึกกันแต่ก็ยังละเว้นราชทูตที่มาเยือนไว้
หากเจรจาอยู่แล้วราชฑูตถึงแก่ความตาย แคว้นต้าเหลียงคงจะเสียหายไม่น้อย
ท่ามกลางสายตาผู้คน ราชฑูตแคว้นเป่ยตี๋ค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่ท้องพระโรง
ผู้มาเยือนสวมชุดขุนนางสีแดงอมม่วง รูปร่างกำยำล่ำสัน เป็นชายวัยกลางคน
ชายผู้นี้อายุราวสี่สิบกว่า ๆ คิ้วดั่งคมดาบ ดวงตาคมดุจพยัคฆ์ กายาแฝงไปด้วยกลิ่นอายดุดันแต่กำเนิด
เขาดูแตกต่างจากขุนนางแคว้นต้าเหลียงที่ให้ความสำคัญกับตำรามากกว่าการทหาร
เมื่อมองไปยังแขนเสื้อข้างขวาที่ว่างเปล่าของราชฑูตแคว้นเป่ยตี๋แล้ว สายตาของผู้คนก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
แม้แต่ฉินเฟิงที่อยู่ในที่นั้นก็อดตกใจไม่ได้
แคว้นเป่ยตี๋ไม่มีวันส่งคนมาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าเพื่อเจรจาเรื่องการยุติสงครามโดยเด็ดขาด
คนผู้นี้ย่อมมีตำแหน่งสูง
ยิ่งไปกว่านั้น แขนข้างหนึ่งยังพิการอีกด้วย
ในหัวของฉินเฟิงผุดชื่อหนึ่งขึ้นมาในทันที
แม่ทัพในตำนานของแคว้นเป่ยตี๋ แม่ทัพใหญ่ในสงครามครั้งนี้… เฉินซือ!
เมื่อเฉินซือปรากฏตัวขึ้นในที่ประชุม ท้องพระโรงพลันเกิดเสียงกระซิบกระซาบ
ไฉนจึงเป็นเขาได้เล่า?!
“รูปร่างกำยำบึกบึนเช่นนี้ กอปรกับมีแขนข้างเดียว ข้าว่าคงเป็นเฉินซือแน่ ๆ”
“เฉินซือเป็นแม่ทัพ จะให้มาเจรจาได้อย่างไร?”
“แคว้นเป่ยตี๋หาขุนนางที่มีความรู้มาใช้การมิได้แล้วหรือ?”
“บุรุษผู้นี้ไงเล่าที่นำทัพเป่ยตี๋เข้ามา ทำให้เหล่าทหารแคว้นต้าเหลียงของข้าสูญเสียไปมากมาย ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาจึงเดินเข้ามาเงียบ ๆ”
“หึ หากรู้มาก่อนว่าเป็นเฉินซือที่มา ประชาชนข้างทางคงส่งนักฆ่ามาลอบสังหารเขาก่อนแล้ว”
เหล่าขุนนางและแม่ทัพรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเฉินซือกันเป็นอย่างดี
บัดนี้ได้เห็นตัวจริงเป็นครั้งแรกย่อมเกิดความสนใจ
แม้ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียงจะทราบตั้งแต่อีกฝ่ายเข้าสู่เขตเมืองหลวงแล้วว่าราชทูตที่มาเยือนคือเฉินซือ
แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นแม่ทัพในตำนานแห่งแคว้นเป่ยตี๋ด้วยตาตนเอง เขาก็อดที่จะรู้สึกตะลึงไม่ได้
ไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเป่ยตี๋ จริง ๆ แล้วคนผู้นี้ยังเต็มไปด้วยโกรธเกรี้ยว
ภายใต้สายตาที่จับจ้อง เฉินซือเดินไปยังใจกลางท้องพระโรงแล้วทำความเคารพฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียงด้วยการทุบกำปั้นลงที่หน้าอก
“เฉินซือ ราชทูตแห่งแคว้นเป่ยตี๋ ขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียงพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าได้รับบัญชาจากฮ่องเต้เป่ยตี๋ให้เดินทางมายังแคว้นต้าเหลียงเพื่อเจรจาสงบศึก”
“หากสำเร็จ เมื่อข้าเดินทางกลับเมืองหลวงของแคว้นเป่ยตี๋ ราชทูตสันติภาพก็จะเดินทางมายังแคว้นต้าเหลียงได้”
ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียงคอยสังเกตเฉินซืออยู่ตลอด ขณะที่เตรียมจะตอบรับกลับมีเสียงตะโกนดังกึกก้องขึ้นในท้องพระโรงเสียก่อน
“ช่างบังอาจนัก!”
เสียงคำรามก้องกังวานไปทั่วพื้นที่
สายตาของผู้คนล้วนหันไปมองที่จุดเดียวกัน พบเพียงสีหน้าโกรธเกรี้ยวของฉินเฟิง
ฉินเฟิงจ้องมองเฉินซือนิ่งค้าง ความตกใจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว
ถึงบนสนามรบความเป็นความตายจะไม่อาจหลีกเลี่ยง
แต่ความจริงที่ว่าหลี่หลางตายด้วยน้ำมือของเฉินซือก็ไม่เปลี่ยน เมื่อได้เห็นศัตรู ฉินเฟิงย่อมรู้สึกโกรธแค้นเป็นธรรมดา
“เจ้าเป็นเพียงราชทูต เมื่อมาเข้าเฝ้าฝ่าบาทแห่งแคว้นต้าเหลียง ไฉนจึงไม่คุกเข่าลง!”
เฉินซือไม่เคยพบหน้าฉินเฟิงมาก่อน ก่อนหน้านี้เมื่อเดินเข้ามาในท้องพระโรงก็มิได้สังเกตเห็นชายหนุ่มที่แลดูไร้พิษสงในฝูงชนเลยแม้แต่น้อย
บัดนี้เมื่อถูกฉินเฟิงตวาดเสียงดัง เฉินซือจึงเบนความสนใจมาที่เขา
เขามองชายหนุ่มที่อายุยังน้อยทว่าได้เข้าเฝ้าในราชสำนัก
ขณะที่ขุนนางคนอื่น ๆ ล้วนแสดงสีหน้าแปลกใจ มีเพียงคนผู้นี้เท่านั้นที่แววตาเต็มไปด้วยความโกรธ
เฉินซือเข้าใจในบัดดล ชายหนุ่มตรงหน้าคือคู่ปรับที่เขาเฝ้ารอคอย ‘ฉินเฟิง’
เฉินซือรู้ดีว่าฉินเฟิงคือชายหนุ่ม ทว่าไม่คิดว่าจะอายุน้อยเพียงนี้
เขาประหลาดใจไม่น้อย ทว่ากลับมีความชื่นชมมากกว่า
เฉินซืออดไม่ได้ที่จะคิดในใจว่า วีรบุรุษยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มอยู่เลย
ทว่าในยามนี้หาใช่เวลาจะมาเห็นอกเห็นใจกันไม่ เพราะอย่างไรเสีย ราชกิจย่อมสำคัญเป็นลำดับแรก
เมื่อเผชิญหน้ากับการตวาดลั่นด้วยความโกรธของฉินเฟิง เฉินซือกลับนิ่งเฉยไม่ไหวติง
“พวกข้ามาจากแคว้นเป่ยตี๋ นานมาแล้วที่ไม่มีธรรมเนียมคุกเข่าต่อหน้าฮ่องเต้แคว้นอื่น”
“ในฐานะข้าแผ่นดินแห่งแคว้นเป่ยตี๋ บุคคลเดียวที่ข้าจะคุกเข่าให้คือฮ่องเต้แห่งแคว้นเป่ยตี๋”
“การเจรจาระหว่างแคว้นทั้งสอง แคว้ยเป่ยตี๋ก็ได้แสดงความจริงใจอย่างเพียงพอแล้ว มิทราบว่าแคว้นของท่านจะยังมัวกังวลกับเรื่องจุกจิกเช่นนี้อยู่ไย?”