บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 597 เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์กลับมาแล้ว
บทที่ 597 เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์กลับมาแล้ว
หลังจากที่ฉินเฟิงออกจากคุกใหญ่ เขาไม่ได้ตรงกลับบ้าน แต่ไปที่พระราชวังต้องห้าม ตั้งใจจะร้องขอความเมตตาจากฮ่องเต้ต้าเหลียง
ถึงจะไม่สามารถอภัยโทษให้เซี่ยปี้ได้ อย่างน้อยก็ขอให้เลื่อนวันประหารชีวิตออกไป ให้มีเวลาเพิ่มอีกสักสองสามวันก็ยังดี
ผลปรากฏว่า ยังไม่ทันได้เข้าประตู ก็ถูกทหารรักษาพระราชวังขวางทาง ไม่ให้เข้าไป
เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจ
เคราะห์กรรมที่เซี่ยปี้ต้องเผชิญคราวนี้ ไม่เพียงแต่เกิดจากอุบายของหลี่เฉียน แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นด้วยเจตนาของฮ่องเต่ต้าเหลียง เขาต้องการบีบให้ฉินเฟิงเลือก
หากยอมทิ้งเซี่ยปี้ ฉินเฟิงก็สามารถเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพได้ตามเดิม สร้างความดีความชอบต่อแคว้นเหลียงอีกครั้ง
กลับกัน วิธีเดียวที่จะช่วยเซี่ยปี้ได้ ก็มีแต่ต้องบุกเรือนจำ
หากเลือกช่วยเซี่ยปี้ ก็ต้องแบกรับความผิดไว้ และความดีความชอบที่ฉินเฟิงเสี่ยงชีวิตสร้างมา จะกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
ถึงตอนนั้น ฉินเฟิงก็จะเป็นเพียงหมกบนกระดานของฝ่าบาท คิดจะจัดการก็ง่ายเหมือนเชือดหมู
ก้าวไปข้างหน้า พินาศย่อยยับ ก้าวถอยหลัง ความรุ่งโรจน์ดำเนินต่อ
อีกนัยหนึ่ง ดูเหมือนว่าฮ่องเต้ต้าเหลียง จะให้ความสำคัญกับภัยคุกคามจากฉินเฟิงมากกว่าเป่ยตี๋
ยอมให้การเจรจาสันติภาพได้รับผลกระทบ เพื่อฉวยโอกาสหายากครั้งนี้ ทำลายฉินเฟิง
เหลือเวลาอีกห้าวันเท่านั้น ห้าวันนี้ ไม่เพียงเกี่ยวพันกับความเป็นความตายของเซี่ยปี้ แต่ยังจะกำหนดอนาคตของตระกูลฉินด้วย
แน่นอน ฉินเฟิงเตรียมใจรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว แต่จนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย เขาจะไม่ยอมแพ้ และจะหาวิธีออกจากสถานการณ์นี้ให้ได้
เวลาห้าวันช่างรวดเร็วนัก
เพียงพริบตาก็ผ่านไปสี่แล้ว จนถึงตอนนี้ยังคงไร้วี่แววของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ และขณที่ฉินเฟิง เกือบจะยอมแพ้แล้วนั่นเอง
ฉินเสี่ยวฝูวิ่งเข้ามา เขาหอบ พลางตะโกนลั่น “นายน้อย คุณหนูเซี่ยกลับมาแล้วขอรับ!”
หัวใจของฉินเฟิงสั่นไหว เขารีบวิ่งมาที่ลานหน้า ก็เห็นเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เดินเข้ามาพอดี
หลายวันไม่ได้เจอ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ซูบผอมลงมาก ดวงตาที่เคยสดใสขุ่นมัว
“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าไปไหนมา!”
“ข้าหาเจ้าจนแทบจะพลิกเมืองหลวงแล้ว”
เห็นสภาพเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์แบบนี้ หัวใจฉินเฟิงราวกับมีเลือดซิบ เขาวิ่งเข้าไปกอดเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ไว้แน่น
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์สั่นเทาไปทั้งร่าง นางฝังหน้าลงบนไหล่ของฉินเฟิง
ความอัดอั้นตันใจที่กดเก็บมาหลายวัน ระเบิดออกมาหมดสิ้น
สตรีผู้ไม่เคยกลัวใคร หญิงสาวผู้ชอบใช้ความรุนแรงแห่งเมืองหลวง บัดนี้กลับต้องหวาดผวา ตัวสั่นเทาราวกับแกะน้อยบาดเจ็บ ช่างน่าเวทนานัก
นางต้องการที่พึ่งพิง แม้นี่จะเป็นความสงบสุขเพียงชั่วครู่ก็ยังดี
ฉินเฟิงอยากจะถามว่านางไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนมา แต่พอคำพูดมาถึงปาก นายน้อยหนุ่มก็กลืนมันกลับลงคอไป
ตอนนี้สิ่งเดียวที่ฉินเฟิงต้องทำคือ ปลอบโยนเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์
สำหรับเรื่องอื่น ๆ ค่อยว่ากันทีหลัง
ฉินเสี่ยวฝูออกไปอย่างรู้กาลเทศะ ก่อนจะจากไป ยังไล่บรรดาบ่าวรับใช้คนอื่น ๆ ออกไปด้วย
ภายในลานเหลือเพียงเฉินเฟิงกับเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เท่านั้น
โอบกอดและพึ่งพา
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์จึงเอ่ยปาก น้ำเสียงที่เคยเต็มไปด้วยพลังกลับฟังดูอ่อนแรง
“ขอโทษนะ…ข้าทำให้เจ้าเป็นห่วง”
พอได้ยินแบบนี้ ความโกรธเคืองและความกังวลในใจของเฉินเฟิงหายไปราวปลิดทิ้ง
เฉินเฟิงลูบหลังเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เบา ๆ พยายามใช้น้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด
“กลับมาก็ดีแล้ว อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าต้องจำไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น เจ้ายังมีข้า”
“ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงลำพัง”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ส่งเสียงรับคำเบา ๆ ซบศีรษะลงบนไหล่เฉินเฟิง
น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาจกลั้น จนไหล่ของเฉินเฟิงเปียกชุ่ม
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ไม่ยอมบอกว่านางหายไปที่ไหนมา
แต่เฉินเฟิงก็เข้าใจและไม่ได้ซักถาม เพียงแค่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์กลับมาก็ถือเป็นโชคดีท่ามกลางความโชคร้ายแล้ว
กระทั่งอารมณ์ของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ค่อย ๆ สงบลง เฉินเฟิงจึงพานางไปเรือนด้านหลัง และรีบสั่งให้บ่าวรับใช้จัดเตรียมอาหาร
และเพราะเตรียมการอย่างเร่งรีบ อาหารจึงค่อนข้างเรียบง่าย มีเพียงสามอย่างเท่านั้น ผัก เนื้อ และซุป
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก้มหน้าต่ำ กินข้าวอย่างเงียบ ๆ เห็นได้ชัดว่าช่วงที่ผ่านมา นางคงแทบไม่ได้กินข้าวย่างเป็นเรื่องเป็นราว กระทั่งตอนนี้ท่าทางการกินก็ดูฝืดฝืน
ฉินเฟิงนั่งเงียบ ๆ เป็นเพื่อนเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์อยู่ข้าง ๆ คอยคีบอาหารให้นางเป็นครั้งคราว
หลังกินอิ่มแล้ว เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็วางชามและตะเกียบลง ไม่ได้ลุกขึ้น และยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ขณะจ้องมองฉินเฟิง
แววตานางดูซับซ้อนและมีหลากหลายความรู้สึก ทั้งสุข ทั้งเศร้า และโกรธแค้น
ฉินเฟิงรู้ดี ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกการหมั้นหมาย หรือเรื่องของเซี่ยปี้ ล้วนส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์
ฉินเฟิงครุ่นคิดอยู่นาน อยากจะปลอบโยนนางสักสองสามคำ แต่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์กลับพูดขึ้นมาก่อน
“ข้าเหนื่อยแล้ว คืนนี้พักที่จวนตระกูลฉินได้หรือไม่?”
ฉินเฟิงกลั้นความเจ็บปวดใจ ยกมือลูบผมเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ แล้วพยายามหัวเราะอย่างสดใส “เด็กโง่ ที่นี่ก็คือบ้านของเจ้า”
“เจ้าอยากอยู่นานเท่าไรก็ได้ทั้งนั้น”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ยิ้มออกมาเล็กน้อย พยักหน้าเบา ๆ อย่างว่าง่าย
ความว่าง่ายและเข้าใจหลังจากประสบเรื่องใหญ่ การเปลี่ยนแปลงฉับพลันเช่นนี้ ทำให้ผู้คนเจ็บปวดใจที่สุด
ฉินเฟิงพาเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์มาพัก จัดเตรียมที่นอนให้นางด้วยตนเอง
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เหนื่อยมาก นางหลับไปทันทีที่ศีรษะแตะหมอน หลังจากห่มผ้าให้นางแล้ว นายน้อยฉินก็ออกจากห้อง แล้วปิดประตูให้นาง
ชายหนุ่มเดินกลับห้องของตน แล้วเพียงไม่นานเขาก็หลับไป แท้จริงแล้วฉินเฟิงยังไม่ง่าง แต่พอเรื่องหนักหนาที่กดทับอยู่ ได้ปลดวางลงไปบ้าง เขาจึงรู้สึกผ่อนคลายไปหลายส่วน
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินเฟิงถูกฉินเทียนหู่ปลุกให้ตื่น
“เฟิงเอ๋อร์ เรื่องที่เจ้าจะช่วยลุงเซี่ย เจ้าจะทำอย่างไรแน่?”
ถึงฉินเทียนหู่จะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่วันนี้เป็นวันประหารชีวิตเซี่ยปี้แล้ว
ตามธรรมเนียม การประหารชีวิตจะทำในยามอู่ ตอนนี้ก็ยามเฉิน เหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วยามเท่านั้น
ฉินเฟิงนั่งอยู่ในห้องโถง ไม่พูดสักคำ ครุ่นคิดถึงวิธีที่เป็นไปได้ทั้งหมด
แต่ก็ยังคิดอะไรไม่ออกเลย
หรือจะต้องไปชิงตัวที่ลานประหารจริง ๆ!
แม้หนทางนี้ จะเก้าตายรอดเพียงหนึ่ง แต่ฉินเฟิงไม่มีทางเลือก เขาไม่มีวันทอดทิ้งเซี่ยปี้
ฉินเฟิงสร้างอำเภอเป่ยซีขึ้นมา และหลักการพื้นฐานของอำเภอเป่ยซีก็คือ จะไม่ทอดทิ้งสหายเด็ดขาด
ฉินเฟิงสูดหายใจเข้าลึก ความลังเลในแววตาหายไป กลายเป็นความมุ่งมั่นอย่างที่สุด
“หนิงหู่รวมพล!”
หนิงหู่ที่ยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ ตาสว่างวาบ “ข้ารอคำนี้มานานแล้ว!”
“พี่น้องทุกคนเตรียมพร้อมแล้ว ออกเดินทางได้ทุกเมื่อ”
ฉินเฟิงยิ้มอย่างซึ้งใจ ชีวิตนี้มีสหายเช่นนี้ นับว่าคุ้มค่าแล้ว
นายน้อยฉินไม่ลังเลอีก และเริ่มเตรียมการขั้นตอนสุดท้าย
“พี่หนิง ศึกคราวนี้ พวกเราจำต้องแบกรับความผิดบาปใหญ่หลวง ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดยากจะรอดได้”
“ตอนนี้ยังมีเวลา เจ้ารีบกลับบ้าน จัดการให้ครอบครัวหนีออกจากเมืองหลวงเสีย”
หนิงหู่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่มีทีท่าเดือดร้อนแม้สักนิด ฉินเฟิงอกขมวดคิ้วไม่ได้
“เจ้ายังมัวยืนงงอยู่ได้หรือ เร่งมือเร็วเข้า!”
หนิงหู่ยืดอก เชิดหน้า เขายิ้มกว้างอย่างภูมิใจ “ฮ่า ๆ เรื่องเช่นนี้ ข้าต้องรอให้ท่านสั่งด้วยหรือ?”
“สองสามวันมานี้ ข้าเห็นท่านหมดหนทางก็พอจะรู้แล้วว่า วันนี้จะจบลงเช่นไร”
“ข้าจัดการทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว”
“ทั้งท่านพ่อ ท่านแม่ และญาติพี่น้องของข้า ทุกคนเก็บสัมภาระเสร็จสิ้น พร้อมออกเดินทางทุกเมื่อ”
“เฮอะ ตำแหน่งหย่งอันโหวจะมีประโยชน์อันใด หากอยู่เมืองหลวงก็รู้ว่าเมื่อไรหัวจะหลุดจากบ่า”
“สู้ไปใช้ชีวิตสุขสบายที่อำเภอเป่ยซีเสียดีกว่า!”