บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 608 รอดตายปาฏิหาริย์
บทที่ 608 รอดตายปาฏิหาริย์
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ก็ทำหน้ารังเกียจ
ข้าผู้เป็นถึงผู้บัญชาการศาลต้าหลี่จะต้องไปขอความช่วยเหลือจากเด็กน้อยอย่างเจ้าทำไม
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ฉินเฟิงก็ตกเป็นกบฏไปแล้ว แค่จะรอดชีวิตยังไม่แน่เลย ยังกล้าพูดจาโอหังอีก
เจ้าเด็กนี่ช่างไร้ยางอายจริง ๆ
ขณะนั้นเอง พ่อลูกตระกูลเซี่ยก็แทรกฝูงชนเข้ามา
เห็นฉินเฟิงกับผู้บัญชาการศาลต้าหลี่คุยกันอย่างสนิทสนม ทั้งสองสบตากัน ในใจไม่อยากเชื่อ
ฉินเฟิงมีคนหนุนหลังมากขนาดไหนกันแน่
เมื่อเห็นเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์มา ฉินเฟิงไม่รีรอ เข้าไปกอดเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ทันที
“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าตกใจหรือไม่?”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เพิ่งหนีตายมา ทั้งเศร้าทั้งดีใจ อารมณ์ยุ่งเหยิงสุด ๆ
ตอนนี้ถูกฉินเฟิงกอดกะทันหัน ทั้งยังต่อหน้าผู้ใหญ่ตั้งหลายคน ใบหน้าของนางแดงก่ำทันที
นางชกหมัดใส่อกฉินเฟิงแรง ๆ พลางตะโกนด้วยความโมโห “เจ้านี่ ช่างไร้ยางอายจริง ๆ!”
ฉินเฟิงยักไหล่ไม่สนใจ “เจ้าเป็นว่าที่ภรรยาของข้า สามีกอดภรรยาเป็นเรื่องปกติธรรมดามิใช่หรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็ยิ่งแดงก่ำ “เจ้า…เจ้าอย่าพูดเหลวไหลสิ”
“ข้อตกลงการแต่งงานของเราล้มเลิกไปแล้ว!”
ก่อนหน้านี้ฉินเฟิงเคยลังเลใจ เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่หลี่เซียวหลานกลับเมืองหลวง
แต่หลังจากเหตุการณ์วันนี้ ฉินเฟิงกลับคิดได้
ชีวิตมนุษย์สั้นนัก ควรต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า กฎเกณฑ์ก็แค่เรื่องไร้สาระ กฎไม่ใช่สิ่งที่สร้างมาเพื่อเปลี่ยนแปลงหรอกหรือ
ในฐานะบุรุษ หากไม่สามารถปกป้องสตรีของตนเองได้ ก็เอาหัวโขกก้อนเต้าหู้ตายเสียเถอะ
ฉินเฟิงเชิดหน้าผายอก เอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้ข้อกังขา “ใครบอกว่าข้อตกลงการแต่งงานไม่มีผลแล้ว”
“มีหลักฐานหรือ?”
ฉินเฟิงจ้องมองเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ ท่าทีแน่วแน่อย่างยิ่ง “เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าฟังข้าให้ดี”
“เจ้าคือฮูหยินน้อยของตระกูลฉิน และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”
“วันนี้ข้าสามารถช่วยเจ้าให้พ้นความตายได้”
“วันพรุ่ง ข้าก็พร้อมจะเป็นศัตรูกับทั้งใต้หล้า เพื่อแต่งงานกับเจ้า”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์มองฉินเฟิง สายตาเลิ่กลั่ก หัวใจที่บอบช้ำได้รับการเยียวยาในพริบตา
ความอบอุ่นที่ไม่อาจบรรยายได้ ไหลผ่านหัวใจอย่างต่อเนื่อง
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ซึ้งจนจมูกแสบ น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ความทุกข์ทรมานและบาดแผลที่ได้รับตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เหมือนจะไม่เป็นอะไรแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์รู้จักฉินเฟิงดี รู้ว่าเขาพูดคำไหนคำนั้น ตราบใดที่เขาบอกว่าจะแต่งงานกับนาง ก็ไม่มีใครในโลกนี้หยุดเขาได้
แม้พันธสัญญาการแต่งงานที่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงพระราชทานจะไม่มีผลแล้ว
แต่นั่นจะเป็นอุปสรรคอะไรเล่า คำมั่นสัญญาของฉินเฟิง ย่อมมีพลังยิ่งกว่าสัญญาใด ๆ
เมื่อเห็นเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ร้องไห้ไม่หยุด ฉินเฟิงโอบไหล่นางเบา ๆ ยกมือซับน้ำตาให้ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้ากับข้าผ่านอะไรมาด้วยกันมากมาย”
“รอให้ผ่านพ้นวิกฤตในวันนี้ไปได้ เจ้าก็จะเป็นฮูหยินน้อยของตระกูลฉิน ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนี้ได้”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ผงกศีรษะเหมือนลูกไก่จิกเม็ดข้าว พลางเปล่งเสียง ‘อืม’ รับคำเบาๆ
ขณะนี้ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว เพียงแค่อยากไว้วางใจฉินเฟิงอย่างสุดหัวใจ มอบทั้งกายและใจให้ชายที่อยู่ตรงหน้า
บรรดาผู้อาวุโสที่ยืนอยู่รอบ ๆ ต่างพากันบุ้ยปากโดยไม่ได้นัดหมาย
โดยเฉพาะฉินเทียนหู่ เซี่ยปี้ และผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ แทบจะพูดออกมาพร้อมกัน “ไร้ยางอาย!”
แม้ภาพหวานชื่นต่อหน้าสาธารณชนจะขัดต่อศีลธรรม
แต่ในใจของทั้งสามคนกลับรู้สึกปลื้มปีติ
โดยเฉพาะเซี่ยปี้ ก่อนหน้านี้ยังกังวลว่าต่อไปลูกสาวจะเผชิญกับความโหดร้ายของโลกอย่างไร
ตอนนี้ความกังวลทั้งหมดหายสิ้น เพียงแค่มีคำสัญญาจากฉินเฟิง อวิ๋นเอ๋อร์ก็จะไม่มีวันถูกรังแก
พอดีกับที่ทหารส่งสารกลับมาพร้อมกับองครักษ์ชุดดำ
องครักษ์ชุดดำสีหน้าเย็นชา กวาดสายตาฝูงชน แล้วตะโกนถาม “ฉินเฟิงอยู่ที่ใด?”
ฉินเฟิงสูดหายใจเข้าลึก แล้วตบไหล่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เบา ๆ พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “รอข้าอีกเดี๋ยวเถอะ”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์คว้าแขนเสื้อของฉินเฟิงไว้แน่น กล่าวเสียงเบาว่า “ไม่ว่าจะเป็นภูเขาดาบหรือทะเลเพลิง ข้าก็ยินดีที่จะฝ่าฟันไปพร้อมกับเจ้า”
เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ฉินเฟิงกวาดความเคร่งเครียดก่อนหน้านี้ทิ้งไป ค่อย ๆ ผ่อนคลาย แล้วหันหลังเดินออกไป
เผชิญหน้ากับสายตาไม่เป็นมิตรขององครักษ์ชุดดำ ชายหนุ่มก็หัวเราะออกมา “ฉินเฟิงมาแล้ว”
ถึงตอนนี้แล้ว ฉินเฟิงยังคงหน้าระรื่นได้ องครักษ์ชุดดำได้แต่ด่าทออยู่ในใจ…ช่างเป็นคนประหลาดจริง ๆ
องครักษ์ชุดดำไม่รีรอ ประกาศพระบรมราชโองการของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงทันที
“ฝ่าบาททรงมีพระบรมราชโองการ โดยคำนึงถึงความดีความชอบที่ฉินเฟิงเคยทำให้แคว้นต้าเหลียง วันนี้ได้ก่ออาชญากรรมอุกฉกรรจ์ ให้นำความดีหักล้างความผิด”
“นับจากวันนี้เป็นต้นไป ความดีความชอบทั้งหมดของฉินเฟิงให้กลายเป็นความว่างเปล่า”
“นอกจากนี้ ให้ถอดยศว่านฮู่โหวของฉินเฟิง ลดชั้นเป็นสามัญชน”
“นิกจากนี้ ขุนนางในราชสำนักร่วมกันยื่นหนังสือวิงวอนฮ่องเต้ ให้ทบทวนคดีที่เซี่ยปี้คบคิดกับเป่นตี๋อีกครั้ง เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องการ ฝ่าบาทจึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้ไต่สวนอีกรอบ”
“ให้คุมขังเซี่ยปี้ไว้ในคุกใหญ่ชั่วคราว หากเรื่องคบคิดกับข้าศึกเป็นเรื่องไร้มูลความจริง จะปล่อยตัวโดยไม่มีความผิด และคืนตำแหน่งกั๋วกงให้”
“หากพิสูจน์แล้วมีความผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีการละเว้น”
พูดถึงตรงนี้ องครักษ์ชุดดำชำเลืองมองฉินเฟิงหนึ่งครั้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตรว่า “ฉินเฟิง เจ้าจับขุนนางในราชสำนักเป็นตัวประกัน ความผิดนี้จะคิดแยกต่างหาก”
“ตัวเจ้ากับเซี่ยปี้จะถูกคุมขังในคุกใหญ่ด้วยกัน”
“หากเซี่ยปี้มีชีวิต เจ้าก็มีชีวิต ถ้าเซี่ยปี้ตาย เจ้าก็ต้องตายด้วย!”
“ฉินเฟิง ฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณเช่นนี้แล้ว เจ้ายังจะดื้อรั้นอยู่อีกหรือ?”
ผลลัพธ์เช่นนี้ ฉินเฟิงก็ไม่อาจจะเรียกร้องอะไรได้อีกแล้ว
ฉินเฟิงดีใจนัก รีบก้มลงคารวะ ตะโกนเสียงดัง “ข้าน้อย…เอ่อ ข้าน้อยขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณ! พระมหากรุณาธิคุณแผ่ไพศาล ตราบชั่วกาลนาน”
ส่วนที่ว่าเมื่อสูญเสียตัวประกันเหล่านี้ และเข้าคุกไปแล้ว เขาจะถูกใส่ความด้วยข้อหาที่ไม่มีมูลหรือไม่นั้น
ฉินเฟิงไม่ได้คิดมากเลย
เขากล้ายืนยันว่าฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงไม่กล้าเสี่ยง ส่วนหลี่เฉียนกับไท่เป่าหลิน พวกนั้นยิ่งไม่มีความกล้าที่จะลงมือ
องครักษ์ชุดดำหน้าตาบูดบึ้ง ก่อนมาที่นี่ เขาได้รับอีกคำสั่งมาด้วย
หากในมือของฉินเฟิงมีเพียงเสนาบดีกรมยุติธรรมกับผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ ฝ่าบาทก็มีบัญชาให้ประหารชีวิตพวกกบฏทั้งหมด!
แต่เมื่อเห็นว่าในกลุ่มคนเหล่านั้น นอกจากเสนาบดีกรมยุติธรรม กับผู้บัญชาการศาลต้าหลี่แล้ว ยังมีท่านผู้บัญชาการใหญ่และข้าราชการกรมกลาโหมอีกสิบกว่าคน
ฉินเฟิงมรขุนนางใหญ่มากมายเช่นนี้เป็นตัวประกัน หากทุกคนต้องตาย จะกระทบต่อรากฐานของแคว้น แม้แต่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเองก็ไม่อาจแบกรับความเสี่ยงได้
ไม่มีทางเลือก องครักษ์ชุดดำจึงต้องประกาศคำสั่งสำรอง
องครักษ์ชุดดำไม่ได้ให้คนมาควบคุมตัวฉินเฟิงทันที แต่กลับพูดเสียงเข้มว่า “ฉินเฟิง เซี่ยปี้ ประตูคุกใหญ่เปิดอยู่ เชิญตามสบาย!”
องครักษ์ชุดดำสะบัดแขนเสื้อจากไป ด้านหลังกลับมีเสียงโห่ร้องดังก้อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตระกูลหนิงที่เตรียมจะติดตามหนิงหู่หนีไปชายแดนเหนือ ต่างกอดกันร้องไห้
เมื่อทุกคนรอดชีวิตมาได้ พวกเขายิ่งมั่นใจและไม่หวั่นไหวที่จะติดตามฉินเฟิง
ฉินเทียนหู่กับเซี่ยปี้ และคนอื่น ๆ ต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ฉินเฟิงอุ้มเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ขึ้น หมุนตัวไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นเต้น “ฮ่า ๆ ๆ ข้ายังไม่ตาย!”
“ข้าอยากเห็นนักว่าพวกลอบกัดไท่เป่าจะโมโหเพียงใด!”
ขณะที่กำลังหมุนตัวอยู่ ฉินเฟิงก็พูดไม่หยุด
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เห็นบาดแผลจากลูกธนูบนบ่าของฉินเฟิง นางก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับบาดเจ็บเสียเอง จึงรีบปลอบโยนเขาอย่างอ่อนโยน