บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 645 ตักเตือน
บทที่ 645 ตักเตือน
“ฉิน… ฉินเฟิง”
“ก่อนหน้านี้ข้าตาต่ำมองไม่เห็นภูเขาไท่ ข้าสมควรตาย”
“แต่เจ้าไว้ชีวิตข้าสักครั้งเถอะ”
“ข้าสาบานว่าจะไม่ยุ่งกับเจ้าอีก”
จ้าวจ่านทรุดตัวลงกับพื้น ตัวสั่นเทิ้ม ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไหนเลยจะเหลือเค้าความแข็งกร้าวเช่นก่อนหน้า
ลิ่นจื่ออี๋ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฉินเฟิงตกตะลึง
จ้าวจ่านเป็นถึงคุณชายรองของตระกูลจ้าว เขาคนเดียวแทบกุมบังเหียนทั้งหมดของอำเภอเหยียนโซ่ว
กระทั่งนายอำเภอก็ยังต้องก้มหัวให้
แต่ตอนนี้ คุณชายรองผู้มากอำนาจคนนั้นกลับกำลังคุกเข่า อ้อนวอนขอความเมตตาจากนายน้อยฉิน
ความหวาดกลัวนี้ ไม่ใช่สิ่งแสร้งทำขึ้นมา
ลิ่นจื่ออี๋คิดจนหัวหมุนก็ยังไม่เข้าใจว่า ฉินเฟิงจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร
ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็ทำให้จ้าวจ่านก้มหัวขอความเมตตาได้แล้ว
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ลิ่นจื่ออี๋เข้าใจอย่างชัดเจน เพียงแค่ฉินเฟิงมาถึง ใครก็ไม่อาจรังแกนางได้อีก
ลิ่นจื่ออี๋แย้มยิ้มออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“นายน้อยดื่มชาก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
ลิ่นจื่ออี๋รู้งานมาก นางหยิบกาน้ำชาจากเจ้าหน้าที่ แล้วรินชาให้ฉินเฟิงด้วยตัวเอง
ฉินเฟิงรับถ้วยชามาจิบ
ดวงตาคมกริบจ้องจ้าวจ่าน แล้วกล่าวเสียงหนัก “คุณชายจ้าว ข้าจะพูดอะไรกับเจ้าได้อีกบ้าง?”
“คนเราทำผิดพลาดซ้ำได้ แต่ไม่ควรถึงสามครั้ง”
“เจ้าฉวยโอกาสที่ข้าไม่อยู่รังแกร้านค้าตระกูลฉินในเหยียนโซ่ว นับเป็นความผิดครั้งแรก”
“ล่วงเกินข้าต่อหน้าธารกำนัล เป็นความผิดครั้งที่สอง”
“ตอนนี้เจ้าคิดลอบกัดข้า นี่เป็นความผิดครั้งที่สาม”
ฉินเฟิงพูดถึงความผิดของจ้าวจ่านอย่างละเอียด ชัดเจนว่าเขารู้ทุกการกระทำของจ้าวจ่าน
แล้วทำไมเขาไม่จัดการเสียแต่แรก นั่นเพราะนายน้อยฉินไม่เคยถือว่าจ้าวจ่านเป็นคู่ต่อสู้
แต่จ้าวจ่านกลับรนหาที่ตายครั้งแล้วครั้งเล่า
ฉินเฟิงย่อมต้องทำให้สมปรารถนา
แม้แววตาของฉินเฟิงจะสงบนิ่ง แต่กลับทำให้จ้าวจ่านสะท้านไปถึงกระดูก นับตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกใกล้ชิดกับความตายขนาดนี้
ไม่ว่าจะในฐานะคุณชายรองตระกูลจ้าว หรือพ่อค้าธัญพืชรายใหญ่ที่สุดของแดนเหนือ ทั้งยังมีพรรคสนับสนุนฮ่องเต้ในจงหยวนหนุนหลัง
ทั้งหมดล้วนไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าฉินเฟิง
ตอนนี้เขาไม่มีความกล้าจะร้องขอชีวิตด้วยซ้ำ
จ้าวจ่านทรุดกายลงกับพื้น ท่าทางสิ้นหวังราวกับยอมรับชะตากรรมแล้ว
ฉินเฟิงโบกมือสั่งองครักษ์เสื้อแพรให้จัดการได้เลย
ตอนนั้นเอง ฉินเสี่ยวฝูวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“นายน้อย คุณชายใหญ่ตระกูลจ้าว จ้าวลี่ นำของกำนัลมากมายมาขอเข้าพบขอรับ”
ได้ยินว่าพี่ชายมาเยือน จ้าวจ่านก็เห็นฟางเส้นสุดท้ายยื่นมาหา
เขาคุกเข่าลงบนพื้น อ้อนวอน
“นายน้อยฉิน เจ้าพบท่านพี่สักครั้งเถอะ”
“ข้ารู้ดีว่าข้าสมควรตาย แต่ท่านพี่เป็นคนสุภาพมีเหตุผล ข้าจะขอให้ท่านพี่ชดเชยให้เจ้า”
ฉินเฟิงไม่สนใจจ้าวจ่าน เขาก็เป็นแค่เด็กชั่วช้า เป็นคนรุ่นหลังที่เย่าหยิ่ง ชีวิตเขาแทบไม่มีน้ำหนักอะไร
แต่จ้าวลี่ไม่เหมือนกัน
ตระกูลจ้าวเติบโตรุ่งเรืองเช่นทุกวันนี้ ล้วนเป็นเพราะจ้าวลี่
แม้จ้าวลี่จะไม่ได้มาหา ฉินเฟิงก็ตั้งใจจะไปเจอเขาอยู่แล้ว
ในเมื่อเขามาเยือนถึงที่ ก็ช่วยประหยัดแรงขาให้ได้มากโข
วันนี้เป็นวันดี ควรทำการมงคล เลือกวันไหนก็ไม่ดีเท่าวันนี้หรอก
ฉินเสี่ยวฝูเห็นฉินเฟิงพยักหน้ารับก็รีบออกไปเชิญจ้าวลี่เข้ามา
ต่างกับจ้าวจ่านที่อวดดีนัก จ้าวลี่รู้กาลเทศะอยู่มาก
เพิ่งก้าวพ้นธรณีประตูมาก็ประสานมือคำนับ แล้วค่อยเดินเข้ามา
“ข้า จ้าวลี่ ได้ยินชื่อเสียงของนายน้อยฉินมานาน วันนี้ได้พบ นับเป็นเกียรติจริง ๆ”
“ได้ยินว่าน้องชายของข้าล่วงเกินนายน้อยฉิน ก่อเรื่องวุ่นวาย”
“ข้าเลยมาเพื่อขอขมาโดยเฉพาะ”
“เจ้าเด็กปากพล่อยถูกตบปากต่อหน้าธารกำนัล นับว่าสมควรแล้ว”
“หากนายน้อยฉินยังไม่หายแค้นเคือง ข้าจะลงโทษเขาให้อีกรอบ”
“ทว่าขอร้องท่าน เห็นแก่บิดาแก่ชราที่ยังคอยให้พวกเราพี่น้องดูแลยามเฒ่า”
“ไว้ชีวิตเขาสักครั้งเถอะ”
กล่าวจบ จ้าวลี่ก็โค้งคำนับอย่างนอบน้อมอีกรอบ
เขาโค้งตัวอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน ราวกับว่า หากไม่ได้รับคำตอบจากฉินเฟิง เขาก็ไม่คิดจะเลิกทำเช่นนี้
ฉินเฟิงมองจ้าวลี่ด้วยความชื่นชม
คำพูดเขาฟังเข้าที นอบน้อมแต่ไม่ขาดความเรียบง่าย เป็นบุคคลที่มีความสามารถ
หากเหลือเขาเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลจ้าว เขาย่อมต้องดูแลตระกูลจ้าวทั้งหมดเพียงลำพัง นั่นคงลำบากไม่น้อย
ฉินเฟิงยกถ้วยชาขึ้นเป่าชาแผ่วเบา ไม่ได้รีบร้อนตอบจ้าวลี่
ปล่อยให้เขาโค้งตัวอยู่อย่างนี้ เป็นการเตือนให้เขาเข้าใจว่า ฉินเฟิงมายังอำเภอเหยียนโซ่วคราวนี้ หาใช่เพื่อมิตรภาพ
ตอนนั้นเอง จ้าวจ่านลุกขึ้นจากพื้น พยายามจะจับฟางช่วยชีวิตเอาไว้
ฉินเฟิงพลันพูดขึ้น
น้ำเสียงเรียบเฉย ไม่ดังนัก แต่กลับแฝงด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ
“ข้าให้เจ้าลุกขึ้นแล้วหรือ?”
จ้าวจ่านตัวสั่น รีบคุกเข่าลงตามเดิม ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
จ้าวลี่ยังคงค้อมตัวก้มศีรษะอยู่อย่างนั้น ใบหน้ามืดครึ้มอย่างที่สุด
เขาทำถึงขนาดนี้ แต่ฉินเฟิงกลับไม่ยอมผ่อนปรนให้สักนิด
ถึงกับปฏิบัติต่อจ้าวจ่านเช่นนี้ต่อหน้าเขา ฉินเฟิงช่างไม่ไว้หน้ากัน
แม้จะเจ็บแค้น แต่จ้าวลี่ก็รู้ดี ชีวิตของจ้าวจ่านอยู่ในมือฉินเฟิง ต่อให้ฉินเฟิงฆ่าจ้าวจ่าน เขาก็ทำอะไรไม่ได้
จ้าวหลี่ได้แต่ฝืนใจ ค้อมศีรษะอยู่อย่างนั้นต่อไป
หวังเพียงความนอบน้อม จะผ่อนปรนโทสะของฉินเฟิงได้บ้าง
กระทั่งฉินเฟิงจิบชาจนหมดแก้ว เขาถึงหันมองจ้าวหลี่อีกครั้ง
“พี่จ้าว ข้าเกลียดชังคนกลับกลอกนัก”
“ตอนนี้เจ้าเต็มใจคารวะข้า หรือจำใจก้มหัวเพราะชีวิตน้องชาย”
“เรื่องนี้ทั้งเจ้าและข้าล้วนรู้ดีอยู่แก่ใจ”
“เอาละ พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องเล่นเกมกันอีก”
“เจ้าต้องการให้ข้าไว้ชีวิตจ้าวจ่านหรือ? ย่อมได้ แต่เจ้าช่วยให้เหตุผลที่คู่ควรได้หรือไม่?”
จ้าวลี่ตกใจเล็กน้อย
เขาไม่คิดว่าฉินเฟิงจะตรงไปตรงมาเช่นนี้
แต่นั่นก็ทำให้เขาผ่อนคลายได้บ้าง
ถึงอย่างไรคนตรงหน้าก็คือฉินเฟิง แม้แต่ราชวงศ์หลี่ก็ยังต้องหลีกทางให้ เขาย่อมมีวิถีทางของตัวเอง
จ้าวลี่สูดหายใจลึก ค่อย ๆ เหยียดตัวตรง สีหน้าถ่อมตนหายไปหมดแล้ว
“ฮึ สมกับเป็นฉินเฟิง!”
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ ข้าก็จะไม่อ้อมค้อมอีก”
“นำเข้ามา!”
สิ้นเสียงจ้าวลี่
บ่าวรับใช้นับสิบคนก็ยกหีบไม้ใหญ่สี่หีบเข้ามาวางตรงหน้าฉินเฟิง
แล้วจ้าวลี่ก็สั่งให้เปิดหีบทั้งหมดออก แต่ละหีบล้วนเต็มไปด้วยของมีค่าและอัญมณี
ลิ่นจื่ออี๋มองของมีค่ามากมาย ตาเบิกโตด้วยความตกตะลึง
นางเกิดมาจนป่านนี้ ไม่เคยพบเห็นของมีค่ามากมายขนาดนี้มาก่อน
นี่…นี่คืออำนาจของตระกูลจ้าว?
ทว่าพอนางมองไปที่ฉินเฟิง กลับเห็นว่าฉินเฟิงยังคงนิ่งเฉย แววตาไร้คลื่นลมใด ๆ
ราวกับว่าของมีค่ามากมายตรงหน้า ก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่
“เงินหนึ่งแสนตำลึง ทองคำพันตำลึง ปะการังหนึ่งต้น ไข่มุกและอาเกตอีกยี่สิบต้าน”
“ไม่ทราบว่า…นี่พอจะแลกชีวิตของน้องข้าได้หรือไม่?”