บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 646 ข้าก็แค่พ่อค้าหัวใสเท่านั้น
บทที่ 646 ข้าก็แค่พ่อค้าหัวใสเท่านั้น
ดวงตาคมกริบของฉินเฟิงกวาดมองทองคำ เงิน และอัญมณีล้ำค่าที่บรรจุอยู่เต็มสี่หีบ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ
“พี่จ้าว เจ้าช่างไม่จริงใจเอาเสียเลย”
“ขนสิ่งฟุ่มเฟือยไร้สาระเหล่านี้มา มีประโยชน์อันใดกัน?”
“มีเพียงหีบเดียวที่บรรจุเงินแท่งเอาแสนตำลึง นั่นยังพอจะนับว่าเข้าท่า ส่วนทองคำ ปะการัง ไข่มุก และอาเกต ถึงรวมกันทั้งหมดก็คงมีมูลค่าเพียงสองหมื่นตำลึงเท่านั้น”
“ท่านคิดว่าเพียงหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึง จะไถ่ตัวคุณชายจ้าวจ่านได้หรือ?”
“เจ้าทำเช่นนี้ ก็พิสูจน์ได้แล้วว่า เจ้าหาความจริงใจไม่”
แววตาฉินเฟิงเย็นชา ริมฝีปากเหยียดยิ้ม
จ้าวลี่ผู้นี้คงคิดว่าเขาดีแต่ใช้กำลัง เป็นพวกหัวรุนแรงจากชายแดนเหนือ แต่ไร้วิสัยทัศน์ พอได้เห็นเงินทองของมีค่าก็จะตาลุกวาว
หารู้ไม่ ฉินเฟิงไม่ได้สนใจของพวกนี้ แม้แต่ทองคำเขาก็ไม่ต้องการ
ไม่ว่าสิ่งใด ก็ไม่อาจเทียบได้กับเงิน
โดยเฉพาะต้นปะการังนั่น ช่างไร้สาระจริง ๆ
คาดว่าคงจะสักห้าพันตำลึงได้ ถ้าวางไว้ในบ้านก็คงดูดีอยู่หรอก
แต่สำหรับฉินเฟิง มันไม่ได้มีค่าอะไรเลย
ส่วนทองคำ จริงอยู่ว่าใช้แทนเงินได้ แต่ก็จำกัดเฉพาะในราชสำนักและการแลกเปลี่ยนของเหล่าขุนนาง ไม่นิยมใช้กันในหมู่ชาวบ้าน เพราะยุ่งยากในการแลกเปลี่ยน
พูดให้ชัดเจนก็คือ มีเพียงเงินเท่านั้นที่เป็นที่ยอมรับ
เห็นสีหน้าเหยียดหยันของฉินเฟิง จ้าวหลี่สูดหายใจเข้าลึก พยายามสงบอารมณ์
“สมกับเป็นนายน้อยฉิน สายตากว้างไกลจริง ๆ”
“ของเหล่านี้ถือเสียว่าเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากข้า นายน้อยฉินไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไร”
“ข้าจะเปลี่ยนเป็นเงินให้”
“นายน้อยฉินเป็นคนตรงไปตรงมา เช่นนั้นก็บอกมาเถอะ ท่านต้องการเงินเท่าใดจึงจะยอมปล่อยน้องข้า”
ฉินเฟิงวางถ้วยชาลง ประสานมือไว้บนเข่า แย้มยิ้ม มองจ้าวหลี่อย่างมีเลศนัย
พอสบสายตาแบบนี้ของฉินเฟิง จ้าวหลี่เย็นยะเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง
ราวกับความคิดทั้งหมดถูกฉินเฟิงมองทะลุปรุโปร่ง
เป็นไปไม่ได้
ฉินเฟิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ไหนเลยจะมีสายตาเฉียบคมขนาดนั้นได้?
จ้าวลี่สูดหายใจเข้าลึก ควบคุมจิตใจที่ร้อนรนไม่สงบอีกรอบ
ฉินเฟิงพูดตรงไปตรงมา
“ใช้เงินแลกชีวิต ช่างเป็นวิธีที่น่าเบื่อนัก”
“อย่างไรสอนให้จับปลา ก็ดีกว่าให้ปลา”
“ต่อให้ได้เงินมามากเพียงใด สักวันก็ต้องหมดไป”
“หากเจ้าปรารถนาจะช่วยชีวิตจ้าวจ่านจริง ข้าก็จะให้เวลาสามวัน ตระกูลจ้าวจงเก็บข้าวของ จัดการผู้คน แล้วออกจากเมืองเหยียนโซ่วไปเสีย”
“ทำแบบนี้ เจ้าไม่ต้องเสียสักอีแปะ ก็ช่วยชีวิตจ้าวจ่านได้ นับว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ได้ผลกำไร”
จ้าวลี่กำหมัดแน่น
ภาพลักษณ์ของคุณชายใหญ่ตระกูลจ้าวผู้สูงสง่าหายวับ
เขาตวาดเสียงดัง
“ฉินเฟิง อย่าให้มากไปนัก!”
“ข้าถอยให้เจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับได้คืบจะเอาศอก”
“อำเภอเหยียนโซ่วเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงตระกูลจ้าว แต่เจ้าบอกให้ข้าทิ้งไปหรือ?”
“เจ้ายึดอำเภอเหยียนโซ่วไปจากตระกูลจ้าว ก็เท่ากับยึดลมหายใจของตระกูลจ้าวไปแล้ว”
“หากเจ้าต้องการเหยียนโซ่ว เจ้าก็ยกทัพบุกเข้าเมือง สังหารตระกูลจ้าวของข้าให้สิ้นซากเสียก่อน ไม่อย่างนั้น ก็อย่าได้หวัง!”
จ้าวลี่โกรธมาก
หากฉินเฟิงยอมเจรจาโดยดี แล้วเรียกเงินมา ต่อให้เรียกสักสามแสนหรือห้าแสนตำลึง เขาย่อมกัดฟันจ่ายได้
ใครเล่าจะยอมให้พี่น้องของตนต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้
แต่นี่ฉินเฟิงกลับคิดขับไล่ตระกูลจ้าวออกจากเหยียนโซ่ว
เช่นนี้แล้ว อุตสาหกรรมการค้าธัญพืชของทางเหนือ ก็ตกเป็นของตระกูลฉินทั้งหมดแล้ว
กำไรที่งอกเงยขึ้น ย่อมประเมินค่าไม่ได้
เดิมทีจ้าวลี่มาขอพบฉินเฟิง จ้าวจ่านก็มีความหวังอยู่บ้าง แต่พอเห็นพี่ใหญ่โต้เถียงกับฉินเฟิงเสียงดังลั่น
จ้าวจ่านก็ขยิบตาส่งสัญญาณ ว่าอย่าได้เล่นหางเสือ
จ้าวลี่สังเกตเห็นสายตาของจ้าวจ่านนานแล้ว แต่กลับทำเป็นไม่เห็น ใจในแอบก่นด่า ‘เจ้าเด็กตัวเหม็น อายุขนาดนี้แล้ว แต่กลับยังไม่เป็นผู้เป็นคน’
ฉินเฟิงเพียงแย้มยิ้มให้จ้าวลี่
เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าจ้าวลี่จะมีปฏิกิริยาเช่นนี้
ฉินเฟิงหาได้รีบร้อน เสียงดีดลูกคิดในหัวดังขึ้นไม่หยุด
“พี่จ้าว เจ้าอย่าได้ร้อนใจไป ข้าจะบอกอะไรดี ๆ ให้”
“อำเภอเยียนโซ่วแห่งนี้ เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งเสบียง เชื่อมโยงจากเหนือจรดใต้”
“เสบียงอาหารจากแดนเหนือ หรือเสบียงจากแดนใต้ หากจะขนส่งล้วนต้องผ่านเมืองเยียนโซ่ว”
“ผู้ใดสามารถครอบครองอำเภอเยียนโซ่วได้ ย่อมได้เปรียบในการค้าขายเสบียง พืชพันธุ์ธัญญาหาร”
“หากร้านค้าธัญพืชตระกูลฉินยึดเหยียนโซ่วได้”
“ด้วยการยึดมั่นในหลักการซื้อขายอย่างเป็นธรรม เอากำไรเพียงน้อยนิด แค่พอหล่อเลี้ยงร้านค้าให้ดำเนินต่อไป”
“กำไรส่วนที่เหลือหลั่งไหลกลับสู่ราษฎร”
“เช่นนี้จึงเรียกได้ว่าคืนความมั่งคั่งสู่ประชาชน”
“ตราบใดที่ราษฎรมีกิน พวกเขาย่อมมีเงิน และมีกำลังวังชาเหลือเฟือที่จะเลี้ยงดูลูกหลาน เป็นกำลังสำคัญให้แก่แคว้นต้าเหลียงเรา”
“เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เกิดเป็นวงจรดี ต้าเหลียงย่อมรุ่งเรือง ไม่ต้องกังวลสิ่งใด”
ฉินเฟิงหรี่ตาลง แววตาเป็นประกายเฉียบคม
“กลับกัน ถ้ากำไรไปตกอยู่ในมือของตระกูลพ่อค้าธัญพืชรายใหญ่เสียหมด”
“ราษฎรย่อมต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้อง ไหนเลยจะมีเวลาสนใจบ้านเมือง”
“ราษฎรยากจน แคว้นย่อมอ่อนแอ เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ แล้วต้าเหลียงจะอยู่รอดหรือ?”
ลิ่นจื่ออี๋ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แม้ตลอดมานางจะยึดถือหลักซื้อขายเป็นธรรมที่ตระกูลฉินวางไว้ แต่นางก็สงสัยมาตลอดเช่นกัน
ไม่เข้าใจว่าทำไมฉินเฟิงต้องทำเช่นนี้
ทั้งใต้หล้าใครบ้างไม่รู้ว่า นายน้อยฉินหน้าเงินเพียงใด
เขาคิดวิธีหาเงินสารพัด
ตอนนี้พอได้ฟังคำพูดของฉินเฟิง ลิ่นจื่ออี๋ถึงได้ตาสว่าง
พ่อค้าหน้าเลือดผู้นี้เองที่ใส่ใจความเจริญรุ่งเรืองของต้าเหลียงจริง ๆ
จ้าวลี่เงยหน้าขึ้น หัวเราะเสียงดังลั่น
“ฮ่า ๆๆ เจ้าช่างเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีชีวิตจริง ๆ”
“แต่ว่าก็มีคำกล่าวที่ว่า คนตายเพราะเงิน นกตายเพราะอาหาร พ่อค้าแสวงหากำไร นับเป็นธรรมดาสามัญ”
“หากพ่อค้าวานิชทั่วหล้าทำเช่นเจ้ากันหมด อาชีพพ่อค้าจะเหลืออะไรอีก”
ฉินเฟิงเลิกคิ้ว กล่าวว่า “การค้าที่มุ่งหวังผลกำไรมีอยู่มากมาย ข้าเพียงสนใจการค้าธัญพืชเท่านั้น”
“ข้าวปลาอาหารล้วนเป็นรากฐานของแผ่นดิน จะปล่อยให้ตกอยู่ในกำมือของพ่อค้าเห็นแก่ได้เช่นเจ้าไม่ได้”
จ้าวลี่ไม่ยอม “เจ้าจะทำเพื่อแว่นแคว้นก็เรื่องของเจ้า ไยต้องลากเอาตระกูลจ้าวให้พินาศไปด้วย”
“ใช้ความเสียสละของผู้อื่นมาสร้างความชอบธรรม นับเป็นวีรบุรุษอันใดกัน”
ฉินเฟิงรู้ดีว่าเขาเหมาะกับคำว่า ‘วีรบุรุษ’ เขาเอนหลัง แล้วกล่าวว่า “ข้าไม่ใช่วีรบุรุษ”
“เหล่าผู้มีอำนาจในเมืองหลวงล้วนด่าทอข้าว่าเป็นคนเลวทราม และไม่ใช่เพิ่งจะมาด่าทอเพียงวันสองวัน ข้าได้ยินคำเหล่านี้จนไม่รู้สึกอะไรแล้ว”
จ้าวลี่เย้ยหยัน “เจ้ามันก็แค่คนโลภคนหนึ่งเท่านั้น!”
“กลอุบายแปลก ๆ ของเจ้าล้วนแต่มุ่งหวังเพียงผลเงินทอง เรื่องนี้เล่าลือกันทั่ว”
ฉินเฟิงตบต้นขา เห็นด้วยกับคำพูดของจ้าวลี่อย่างยิ่ง
“ถูกต้องแล้ว ข้าก็แค่คนโลภมากเท่านั้น”
“เพราะเป็นพ่อค้า ข้าย่อมรู้จักคำนวณผลได้ผลเสีย การกำจัดพวกเจ้าตระกูลจ้าวให้สิ้นซาก แลกกับความอิ่มหนำสำราญของประชาชนต้าเหลียงครึ่งแคว้น นับว่าคุ้มค่านัก”
จ้าวลี่กำหมัดแน่น จ้องฉินเฟิงเขม็ง พลางกล่าวชัดถ้อยชัดคำว่า “ข้าไม่สนคนอื่น!”
“ข้าสนเพียงตระกูลจ้าวเท่านั้น!”
“หากเจ้าคิดช่วงชิงกิจการของตระกูลจ้าว ข้าก็พร้อมจะสู้ตายกับเจ้า!”