บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 670 ผู้อยู่เหนือคน ย่อมมีลำดับขั้น
บทที่ 670 ผู้อยู่เหนือคน ย่อมมีลำดับขั้น
นับแต่ท่านฉินเฟิงกลับเข้าเมืองหลวง องครักษ์เสื้อแพรก็ยิ่งเคลื่อนไหวบ่อยขึ้น
การเคลื่อนไหวขององครักษ์ชุดดำกับองครักษ์เสื้อแพรทับซ้อนกันหลายส่วน จึงหลีกเลี่ยงการต่อสู้แย่งชิงกันอย่างเปิดเผยและลับหลังไม่ได้
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “พวกองครักษ์เสื้อแพร เมื่อเทียบกับหน่วยองครักษ์ชุดดำของเจ้าแล้ว เป็นเช่นไร?”
องครักษ์ชุดดำก้มหน้าต่ำ กล่าวว่า “ถ้าอยู่ในเขตเมืองหลวง หน่วยองครักษ์ชุดดำย่อมเหนือกว่า แต่ถ้าอยู่นอกเขตเมืองหลวง องครักษ์เสื้อแพรได้เปรียบกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
ได้ยินคำตอบขององครักษ์ชุดดำ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงผิดหวังนัก
เดิมทีองครักษ์ชุดดำถูกฝึกฝนมาเพื่อสอดส่องทั่วหล้า ช่วยขยายอำนาจของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง
แต่ก็มีหลายสิ่งบ่งชี้ว่า ต่อให้กองกำลังขององครักษ์ชุดดำจะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่อาจเทียบกับหน่วยนกฮูกราตรีของเป่ยตี๋หรือองครักษ์เสื้อแพรของฉินเฟิงได้เลย
กระทั่ง…
ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบด้วยซ้ำ
คำว่า ‘ได้เปรียบ’ แสดงให้เห็นถึงกังวลขององครักษ์ชุดดำ
ขอบเขตการเคลื่อนไหวขององครักษ์ชุดดำถูกบีบให้อยู่แค่สามสิบหกอำเภอรอบเมืองหลวง ด้วยหน่วยนกฮูกราตรีแทรกซึมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อเทียบกับทหารรักษาพระราชวังและองครักษ์หลวงแล้ว องครักษ์ชุดดำเป็นกองกำลังที่แสดงถึงอำนาจของแคว้น
การที่องครักษ์ชุดดำถูกกดดัน เท่ากับว่าอำนาจของแคว้นถูกกดดันด้วย
แม้ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงไม่ปรารถนาจะยอมรับ แต่ทุกอย่างหลุดจากการควบคุมของเขามากขึ้นทุกที
นี่เป็นข้อเสียจากการชั่งน้ำหนักผลประโยชน์จนถึงขีดสุด เว้นแต่จะมีสติปัญญาเฉียบแหลมเหนือมนุษย์ สามารถกำราบผู้คนให้อยู่ในกำมือได้ทั้งหมด ไม่อย่างนั้น ถ้าเผลอผ่อนคลายลงสักนิด ก็จะโดนโต้กลับมาทันที
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงมองจางซิวเย่ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“ช่วงนี้วังหลังสงบเรียบร้อยดีหรือไม่?”
ตอนนี้สิ่งที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงกังวลไม่ใช่ฉินเฟิง แต่เป็นคนในวังหลัง
ถ้าพวกนางคิดลองดีกับฉินเฟิงจนทำให้เขาโกรธ ผลลัพธ์คงเกินจะคาดเดา
จางซิวเย่รีบตอบ
“กราบทูลฝ่าบาท ฮองเฮายังคงสวดภาวนาอยู่เป็นนิจเช่นปกติพ่ะย่ะค่ะ”
“ส่วนองค์หญิงใหญ่กับจวิ้นจู่ก็ไม่ได้ทำอะไรไม่เหมาะสม”
“เพียงแต่…”
“ตั้งแต่หมิ่งเยว่กงจู่เข้าวังมาก็แทบไม่ได้ออกไปไหนเลย”
“อีกทั้งสาวใช้ที่กรมขุนนางส่งมาให้ องค์หญิงก็ปฏิเสธทั้งหมด รอบกายนางมีเพียงสาวใช้ของตระกูลฉินเท่านั้น”
“ในวังหลังมีข่าวลือว่า…”
“หมิ่งเยว่กงจู่กับราชวงศ์ขัดแย้งกัน ดีต่อกันเพียงผิวเผินเท่านั้น…”
จางซิวเย่เพิ่งกล่าวจบ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็ตวาดขัด
“ผู้ใดกล้าปากพล่อย?!”
จางซิวเย่สะดุ้งโหยง รีบค้อมศีรษะลงต่ำ แล้วตอบด้วยความหวาดหวั่น
“พวก…พวกท่านผู้สูงศักดิ์พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเลิกคิ้วขึ้น แล้วถามต่อ “สูงเพียงใด?”
จางซิวเย่ปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก รีบทูลตอบ “ไม่มากพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงแค่นเสียง “เจิ้นไม่อยากได้ยินเรื่องซุบซิบเหล่านี้อีก!”
จางซิวเย่เข้าใจความหมายของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงทันที
ตราบใดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ก่อน และเป็นเพียง ‘ผู้สูงศักดิ์’ ไร้อำนาจ สั่งประหารก็สิ้นเรื่อง
สตรีที่อ่อนไหวที่สุดในวังหลังยามนี้ เห็นจะเป็นหลี่เซียวหลาน
ด้วยผู้ใดล่วงเกินนางอาจจะทำให้เฉินเฟิงคลั่งได้
กิจการทั้งปวงของแคว้นต้าเหลียงต้องพึ่งพาเฉินเฟิง ถ้าทำให้เขาขุ่นเคือง ผลที่ตามมาก็ไม่อาจคาดเดาได้
จางซิวเย่ก้าวถอยออกจากห้องทรงพระอักษร จากนั้นก็พาขันทีน้อยหลายคน มุ่งหน้าไปวังหลัง
ขันทีน้อยคนหนึ่งที่สนิทสนมกับจางซิวเย่ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ขันทีจาง ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดฝ่าบาทถึงหวั่นเกรงฉินเฟิงขนาดนี้ขอรับ”
“หรือว่า…ฮ่องเต้ต้าเหลียงไม่อาจจัดการกับขุนนางขั้นป๋อได้หรือ?”
จางซิวเย่ที่เก็บมือไว้ในแขนเสื้อตวัดสายตามองอย่างไม่สบอารมณ์พลางตวาด “เจ้าจะไปรู้อะไร!”
“นับตั้งแต่องค์ชายหลี่เฉียนถูกส่งตัวไปยังสำนักขุนนางฝ่ายใน ฝ่าบาทก็ไม่ได้เสด็จว่าราชการที่ท้องพระโรง กิจการบ้านเมืองน้อยใหญ่ ถูกส่งเข้าไปยังห้องทรงพระอักษรผ่านทางฎีกาทั้งสิ้น”
“นั่นก็ด้วยตอนนี้ ขุนนางทั้งราชสำนักมองตระกูลฉินเป็นนายใหญ่”
“กลุ่มขุนนางที่นำโดยพลพรรคเถาหลินก็กำลังเพ่งเล็ง หาโอกาสกดดันฝ่าบาทให้แต่งตั้งมหาเสนาและไท่เป่า สองจากสามตำแหน่งของขุนนางใหญ่”
“ถ้าตำแหน่งมหาเสนากับไท่เป่าตกอยู่ในกำมือของตระกูลฉิน อำนาจของฝ่าบาท แม้จะไม่ถูกยึดไปจนหมด ก็ยังถูกลดทอนไปกว่าครึ่ง”
“ไหนจะมีองค์ชายเจ็ดซุ่มเงียบรอโอกาสอยู่อีก”
“ตอนนี้ ฝ่าบาททรงเสด็จบนเส้นทางอันตราย พวกข้าเป็นเพียงข้ารับใช้ยิ่งต้องระมัดระวังให้มาก อย่าได้ผิดพลาดแม้เพียงน้อย ไม่อย่างนั้น แค่หัวหลุดจากบ่ายังถือว่าเป็นเรื่องเล็ก!”
เหล่าขันทีตกใจจนหน้าซีดเผือด
พวกเขาไม่อาจคาดคิดได้เลยว่า ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงผู้เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเพียงนี้
จางซิวเย่ถอนหายใจเบา ๆ
ยามนี้ขั้วอำนาจในราชสำนักเปลี่ยนไปแล้ว
ถ้าเป็นอย่างในอดีต ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงกับฉินเฟิงจะโต้เถียงกันจนหน้าแดงหูแดง สถานการณ์แบบนั้นยังจะดีกว่า
อย่างน้อยก็รับรู้ได้จากบรรยากาศเดือดพล่านระหว่างทั้งสองคน
แต่ตอนนี้ทุกอย่างสงบไปหมด ช่างเป็นความสงบที่น่ากลัวนัก
จางซิวเย่เข้าใจดี
สิ่งที่เรียกว่า ‘อำนาจ’ ถ้ามองจากภายนอกก็เหมือนจะมาจากการแต่งตั้งและเลื่อนขั้นของฮ่องเต้
แต่แท้จริงแล้ว กลับมาจากการสนับสนุนของเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา
แม้ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด แต่ถ้าเหล่าขุนนางข้างกายไม่ยอมเชื่อฟัง เสียงของฝ่าบาทก็ไม่ทะลุกำแพงวังไปได้
ทำนองเดียวกัน ฉินเฟิงก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของตนเอง
เขาเป็นตัวแทนของกองทัพชายแดนเหนือทั้งหมด
ถ้าฮ่องเต้ต้าเหลียงกล้าเล่นงานฉินเฟิง ไม่เกินสามวัน บัลลังก์มังกรของฝ่าบาทย่อมต้องถูกสั่นคลอน ด้วยเหล่าขุนนางจะร่วมใจกันกดดันฝ่าบาทให้สละบังลังก์
แต่ถ้าแค่การสละบัลลังก์แล้วจบได้ นั่นก็ถือว่าเป็นโทษเบาแล้ว
แม่ทัพของชายแดนเหนือผู้ใดจะมีเมตตาขนาดนั้น การยกทัพบุกเข้ามาไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ผลข้างเคียงและราคาที่ต้องจ่ายจากการที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงโจมตีฉินเฟิง สูงจนฮ่องเต้ต้าเหลียงไม่อาจรับไหว
ด้วยเหตุนี้ ฝ่าบามถึงต้องยอมถอยทุกฝีก้าว รักษาชื่อเสียงของหลี่เซียวหลานให้ดี
ตอนนี้ในวังหลัง ไม่ว่าจะสูงศักดิ์เพียงใด ก็ไม่มีใครสูงศักดิ์เท่าหลี่เซียวหลาน ฐานะและภูมิหลังของนางเป็นที่ประจักษ์!
…
ช่วงเวลาเดียวกัน มีสตรีกลุ่มหนึ่งยืนอยู่หน้าตำหนักของหลี่เซียวหลาน
นำโดยซูอี๋กับซูจีพร้อมด้วยนางกำนัลคนสนิท
ซูอี๋มีบรรดาศักดิ์เป็นสนามขั้นสี่ เพิ่งเข้าวังมาได้เพียงครึ่งปี รูปร่างหน้าตางดงาม ไม่ด้อยไปกว่าผู้ใด
สิ่งที่น่ายกย่องกว่าคือ…
เพียงเวลาครึ่งปี ซูอี๋ก็ถูกเชิญเข้า ‘ตำหนักเจียวไท่’ หลับนอนกับฝ่าบาท
ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉมที่งดงาม หรือพรสวรรค์เลิศล้ำ ล้วนแต่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ต้าเหลียงนัก
ข้ารับใช้ในกรมขุนนางต่างก็คอยมากระซิบบอกกับซูอี๋หลายคราว่า ตำแหน่งกุ้ยเฟยยังว่างอยู่
ตราบใดที่นางทำให้ฝ่าบาทพึงพอใจได้ การขึ้นเป็นใหญ่ในวังหลังไม่ใช่เรื่องยาก
นึกถึงเรื่องนี้ ซูอี๋ยินดีในโชคชะตานัก
เพียงแต่วันนี้ นางส่งคนไปยังกรมขุนาง ขอเครื่องหอมตามที่เคยใช้เป็นประจำ แม้จะมีหลงเซียนเซียง คุณภาพดีอยู่ แต่กรมขุนนางกลับไม่ยอมให้
อ้างว่าหลงเซียนเซียงเป็นของสำหรับองค์หญิงหมิ่งเยว เพียงผู้เดียว ต่อให้เป็นพระสนมก็ต้องรอไปก่อน
พอได้ยินแบบนี้ ซูอี๋โกรธมาก
“พวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!”
“หลี่เซียวหลาน ถึงจะเป็นองค์หญิงต้าเหลียง แต่วางท่าใหญ่โตเช่นนี้ก็เกินไปกระมัง!”
“ช่างน่าขันนัก!”