บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 671 อับอายขายหน้า
บทที่ 671 อับอายขายหน้า
ซูอี๋จงใจพูดเสียงดังให้หลี่เซียวหลานได้ยิน
“เป็นองค์หญิงแล้วอย่างไร ยิ่งใหญ่นักหรือ?!”
นางเป็นที่โปรดปราณของฮ่องเต้ และยังเป็นที่โปรดปรานของฮองเฮา หลินเวินหว่านจากไปแล้ว ตำแหน่งกุ้ยเฟยย่อมจะเป็นของนาง!
ซูอี๋เชิดหน้าสูงขึ้น
ซูจีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กอดอกพลางพูดเสริมด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ฮ่า ๆ ท่านกุ้ยเหรินซูอี๋ ท่านไม่จำเป็นต้องสนใจคนประเภทนั้น”
“นับตั้งแต่นางกลับเข้าวังมา ท่านเคยเห็นฮองเฮาหรือนางสนมคนใดในวังมาต้อนรับนางบ้าง?”
“ในวังหลังนี้ คุณธรรมเป็นตัวกำหนดสถานะ”
“เปรียบเทียบกันแล้ว ที่ตำหนักของกุ้ยเหรินซูอี๋มีแขกมาเยือนทุกสองสามวัน คึกคักมาก หลี่เซียวหลานไม่มีวันจะได้รับการยกย่องเช่นท่าน”
“พูดไปพูดมา ก็แค่เด็กน่าสงสารที่พ่อแม่ไม่รักเท่านั้นเอง”
คำพูดเสียดแทงใจนัก
เหล่าสตรีในวังหลังย่อมรู้ดีว่า นางเปรียบดั่งหุ้นล้ำค่า อนาคตไกล
ความโปรดปรานมากล้นหลั่งไหลมาที่นาง จะยอมให้หลี่เซียวหลานเหยียบย่ำได้เช่นไร
เพียงคิดถึงของล้ำค่ามากมายที่ล้วนถูกเก็บไว้ให้หลี่เซียวหลาน นางก็ร้อนรุ่มไปทั้งอก
เหตุใดกัน?!
“องค์หญิงหมิ่งเยว่ มีแขกมาเยือนเหตุใดยังไม่ออกมาต้อนรับ? ช่างไร้มารยาทเสียจริง”
ซูอี๋ยืนอยู่หน้าประตู ตะโกนด้วยความไม่พอใจ
หลี่เซียวหลานนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างหน้าต่าง รับชาอุ่น ๆ ที่เสี่ยวเซียงเซียงนำมาให้พลางจิบเบา ๆ
นางไม่ได้ใส่ใจต่อคำยั่วยุจากด้านนอก
เสี่ยวเซียงเซียงเองก็มีนิสัยอ่อนโยนและเรียบร้อย ไม่มีทางโต้เถียงกับผู้ใด
แต่ชูเฟิงต่างกัน นางยืนอยู่หน้าประตู แต่ดวงตาจ้องเขม็งออกไปภายนอกอย่างไม่ลดละ
“องค์หญิง พวกนางเป็นเพียงสนมขั้นสี่ ไม่มีสิทธิ์ล่วงท่านเช่นนี้นะเจ้าคะ”
“แคว้นต้าเหลียงมีเพียงท่านเป็นองค์หญิงของฮ่องเต้ต้าเหลียงองค์ปัจจุบัน”
“อย่าว่าแต่พระสนมขั้นสี่เลย แม้แต่พระสนมขั้นเฟย ยามพบท่านล้วนต้องคารวะด้วยความเคารพทั้งสิ้น”
ชูเฟิงจงรักภักดีนัก อยู่เคียงข้างผู้ใดก็ล้วนมอบความจงรักภักดี ปกป้องผู้นั้นสุดชีวิต
ไม่ว่าจะเคียงข้างจิ่งเชียนอิ่ง หรือฉินเฟิง หรือแม้แต่บัดนี้ที่เคียงข้างหลี่เซียวหลาน
ถ้าผู้ใดบังอาจล่วงเกินผู้เป็นนาย ชูเฟิงย่อมไม่อยู่เฉย
หลี่เซียวหลานวางถ้วยชาลง แย้มยิ้มอ่อนโยน
“ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
“ให้นางบ้าคลั่งต่อไปเถิด ภายในวังหลังย่อมไม่อาจปล่อยคนเสียสติไว้ได้ ไม่ต้องถึงมือข้า เดี๋ยวก็มีคนจัดการเอง”
เสี่ยวเซียงเซียงถามด้วยความสงสัย
“องค์หญิง นางเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทกับฮองเฮา ในวังหลังนี้จะมีผู้ใดกล้าจัดการนางได้?”
หลี่เซียวหลานยกยิ้มเล็กน้อย ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“ฝ่าบาทโปรดปรานนาง ก็เพราะชื่นชอบในความสวยของนาง”
“ส่วนฮองเฮาโปรดปราน ก็เพราะชอบในความไร้เดียงสา”
“ภายในวังหลัง นางสนมที่ตรงไปตรงมาล้วนส่งไปอยู่ตำหนักเย็น หรือไม่ก็ถูกโยนลงน้ำไปแล้ว”
“ที่เหลือรอดมาได้ ล้วนแต่เจ้าเล่ห์เพทุบายทั้งนั้น”
“เรื่องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย พวกนางคงไม่คิดทำ มีแต่คนที่มาใหม่ ไม่รู้ถึงจิตใจโหดร้ายของผู้คน จึงได้อาศัยความโปรดปราน ไม่รู้จักความเป็นความตาย”
เสี่ยวเซียงเซียงอดประหม่าไม่ได้
“องค์หญิงหมายความว่า ซูอี๋ถูกผู้อื่นใช้ประโยชน์หรือ?”
หลี่เซียวหลานตอบโดยไม่ต้องคิด “ฮองเฮาอยากทดสอบขีดจำกัดของเฟิงเอ๋อร์ บีบให้ข้าทำผิดพลาด”
“ถ้าข้าก่อเรื่องเดือดร้อน เฟิงเอ๋อร์ก็จะต้องกดดันฮ่องเต้ ฮองเฮาก็จะรู้ระมัดระวังตัว ลดความรุนแรงลงบ้าง”
“ถ้าเฟิงเอ๋อร์ไม่ได้มีอำนาจพอจะกดดันฮ่องเต้ การกระทำของฮองเฮาก็จะยิ่งรุนแรงและอาจหาญมากขึ้น”
หลี่เซียวหลานมองซูอี๋ที่เป็นเพียงเครื่องมือของฮองเฮา สามารถกำจัดเมื่อใดก็ได้
ไม่ว่าจุดจบของซูอี๋จะเป็นอย่างไร ล้วนแต่เป็นประโยชน์แก่ฮองเฮาทั้งสิ้น
สตรีรูปงามและเฉลียวฉลาดย่อมเป็นภัยต่อความมั่นคงของฮองเฮาไม่มากก็น้อย
ฮองเฮาย่อมไม่อยากให้ใครมาแย่งความโปรดปรานของฝ่าบาทไป
หลังหลินเหวินหว่านทิ้งตำแหน่งกุ้ยเฟย ฮองเฮาก็เริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น
ตำแหน่งกุ้ยเฟยว่างเอาไว้ย่อมดีที่สุด
ผู้ใดอยากได้ตำแหน่งกุ้ยเฟย ต้องผ่านด่านฮองเฮาไปก่อน
ซูอี๋เห็นหลี่เซียวหลานยังปิดประตูเงียบ นางคิดว่าหลี่เซียวหลานเกรงกลัว นางจึงยิ่งได้ใจ
“ฮึ! องค์หญฺงหมิ่งเยว่ที่เลืองลือไปทั้งวังหลัง แท้จริงก็แค่นี้เองหรือ!”
“ไม่ใช่เจ้าอาศัยชื่อเสียงฉินเฟิงทำอะไรตามใจหรือไร? ทำไมตอนนี้ถึงเอาแต่หดหัวอยู่ในตำหนักเล่า?”
“จงจำเอาไว้ให้ดี ต่อไปนี้อย่าได้มาแข่งขันกับข้า ไม่อย่างนั้นอย่าโทษว่าข้าไม่ปรานีเจ้า”
หลี่เซียวหลานถึงกับไม่กล้าเผชิญหน้ากับซูอี๋โดยตรง
ซูจีที่ยืนอยู่ด้านข้างยิ่งลำพองใจ คิดอย่างตื้นตันว่า ถ้าเกาะขาซูอีไว้ได้ ชีวิตในวังหลังยะงต้องกังวลสิ่งใดอีก
นางรีบส่งเสียงสนับสนุน
“ฉินเฟิงหรือ? เฮอะ ถึงจะแข็งแกร่งก็ไม่อาจเทียบเคียงกับฝ่าบาทได้แม้แต่น้อย!”
“หากคิดจะประหารฉินเฟิง ขอเพียงฝ่าบาทตรัสคำเดียวเท่านั้น!”
“ซูอี ท่านมีฝ่าบาทกับฮองเฮาอยู่เบื้องหลัง ถ้าพวกนาง ๆ วังหลังรักชีวิตย่อมไม่คิดต่อกรกับท่าน ไม่อย่างนั้นจะตายไม่รู้ตัว!”
“ฉินเฟิงมีความสามารถพอจะบุกพระราชวังหรือไร? ฮ่า ๆๆ”
พวกนางไม่เกรงกลับสิ่งใดทั้งนั้น ถึงฉินเฟิงจะแข็งแกร่ง ยื่นมือเข้ามาไม่ถึงในวังหลังได้
ไม่จำเป็นต้องกลัว!
เพียงแค่เหยียบหลี่เซียวหลานไว้ใต้เท้า ก็จะทำให้ฮองเฮาพอใจ
หลิงเฟยที่อาศัยอยู่ไม่ไกลแอบฟังอยู่หลังประตูเงียบ ๆ
นางกำนัลข้างกายถามน้ำเสียงแผ่วเบา “หลิงเฟย ท่านไม่ได้สนิทสนมกับซูอี๋และซูจีเป็นอย่างดีหรอกหรือเจ้าคะ”
“เหตุใดไม่ออกไปช่วยเหลือพวกนางเล่าเจ้าคะ”
ได้ยินแบบ หลิงเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตบหน้าของนางกำนัลคนนั้นจนหน้าหัน
“เจ้าอยากตายหรือไร!”
“บ่าวโง่งม เห็นทีเจ้าคิดร้ายกับข้ากระมัง!”
นางกำนัลยกมือปิดแก้มที่บวมแดง น้ำตาไหลพราก น่าเวทนานัก
“ไม่ใช่นะเจ้าคะ บ่าวจะกล้ากระทำเช่นนั้นได้อย่างไร”
หลิงเฟยตวัดสายตา กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าคบหากับพวกนาง ก็ด้วยเห็นแก่หน้าของฮองเฮากับฮ่องเต้ต้าเหลียง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกนาง”
“บ่าวโง่งม มีเพียงพวกไม่รู้ถึงความลึกล้ำของวังหลั ถึงได้บังอาจโอหังท้าทายองค์หญิงหมิ่งเยว่ คอยดูเถิด พวกนางจะมีชีวิตรอดพ้นคืนนี้ไปได้หรือไม่!”
ดวงตานางกำนัลฉายแววหวาดหวั่นอย่างถึงที่สุด
“องค์หญิงเก็บตัวอยู่ในตำหนัก ไม่ออกไปไหน ในวังหลังแทบจะไม่มีใครรู้จัก แต่ทำไมถึงมีอำนาจขนาดนั้น”
หลิงเฟยถอนหายใจ
“ผู้คนหรือ ที่วังหลังแห่งนี้ ต่อให้มีผู้คนมากมายเพียงใดก็ไร้ค่า!”
“วังหลังแห่งนี้ใครเล่าจะอยู่ได้ยืนยาว ผู้มีอำนาจวาสนามั่นคงล้วนอยู่ตำหนักหน้าทั้งสิ้น!”
“ดูอย่างหลินเหวินหว่านเถอะ ยามมีไท่เป่าหลินคอยหนุนหลัง ยศกุ้ยเฟยของนาง ใครบ้างกล้าแตะต้อง แม้แต่ฮองเฮาหรือฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ไม่อาจทำอะไรนางได้”
“อล้วเป็นอย่างไร พอไท่เป่าหลินล้ม หลินเวินหว่านก็กลายเป็นคนไร้ค่าไม่ใช่หรือ”
“ส่วนหลี่เซียวหลาน นางจะยังต้องการเส้นสายจากผู้ใดอีก นางคือพี่สาวคนที่สามของฉินเฟิง เพียงเท่านี้ก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องแม้แต่ปลายเส้นผมของนางแล้ว”
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้น