บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 713 พวกเจ้าไร้เดียงสาเกินไปแล้ว
บทที่ 713 พวกเจ้าไร้เดียงสาเกินไปแล้ว
หลี่เซียวหลานเฉลียวฉลาดตั้งขนาดไหน?
นางมองทะลุปรุโปร่งมานานแล้ว นางกับฉินเฟิงไม่มีทางได้ลงเอยโดยง่าย
แค่ได้เห็นสายตาแน่วแน่ของฉินเฟิง หลี่เซียวหลานก็พอใจแล้ว
แม้ชะตาจะกำหนดให้พลัดพราก ต้องผ่านความยากลำบากนับไม่ถ้วน หลี่เซียวหลานก็ไม่หวั่น
นางยินดีจะรอ รอคอยวันที่บุรุษเพียงผู้เดียวในโลกที่นางพึ่งพาได้เติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์
ฉินเฟิงอยู่ในตำหนักหมิ่งเยว่จนพลบค่ำถึงได้จากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
แม้อำนาจและสถานะของฉินเฟิงตอนนี้ ต่อให้เขาค้างคืนในพระราชวังต้องห้ามก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยสิ่งใด
แต่การกระทำเช่นนั่นนับเป็นการเหยียบย่ำเกียรติของราชวงศ์หลี่อย่างไร้ปรานี ต่อให้ต้องตาย ฉินเฟิงก็ไม่มีวันทำ
การเป็นคนต้องมีจุดยืน
แม้ฉินเฟิงจะหยิ่งผยอง แต่เขาก็เป็นแค่คนทะนงตน หาใช่คนบ้าคลั่ง
ถ้าอาศัยความแข็งแกร่งนอนค้างที่พระราชวังต้องห้ามโดยไม่สนใจมารยาทและขนบกฎระเบียบ เขาจะต่างอะไรกับคนสารเลวที่ทำทุกทางแค่ให้ได้ในสิ่งที่ต้องการมา
พอฉินเฟิงก้าวออกจากพระราชวังต้องห้าม จางซิวเย่ถึงได้หายใจคล่องราวกับยกภูเขาออกจากอก
เขารีบเร่งกลับไปยังห้องทรงพระอักษร รายงานต่อฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง โดยไม่รู้เลยว่า นับตั้งแต่ฉินเฟิงไปยังวังหลัง พระทัยของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็แขวนค้าง ไม่เป็นอันตรวจฎีกา
ฮ่องเต้ต้าเหลียงเอามือไพล่หลัง เดินวนไปเวียนมาอยู่ในห้องทรงพระอักษร กระสับกระส่ายนัก
กระทั่งฟ้ามืดถึงได้ยินว่า ฉินเฟิงออกจากพระราชวังแล้ว ฮ่องเต้ต้าเหลียงเลยได้ผ่อนคลาย ทรุดนั่งบนบัลลังก์มังกรอย่างอ่อนแรง
“กลับไปก็ดี กลับไปก็ดีแล้ว”
“ถ้าฉินเฟิงไม่กลับ อยู่ค้างคืนที่พระราชวังต้องห้าม เกียรติของราชวงศ์หลี่ย่อมย่อยยับอย่างสิ้นเชิง”
“ถึงตอนนั้น แม้เจิ้นจะกลัวฉินเฟิงเพียงใดก็ยังต้องระดมพล ต่อสู้กับขุนนางชั่วให้ตายไปข้าง”
“ถึงจะอ่อนแอ เจิ้นก็จะไม่มีวันยอมนั่งมองฉินเฟิงบุกรุกเข้ามาถึงถิ่น แล้วทำตามคำสั่งเขาอย่างว่าง่าย”
หลังจางซิวเย่ชุ่มเหงื่อ
ก่อนหน้านี้จางซิวเย่คิดแค่ว่า ฉินเฟิงบุกรุกวังหลังอย่างไม่เกรงกลัว ทำลายกฎเกณฑ์ ย่อมจะทำให้ฮ่องเต้ต้าเหลียงพิโรธ
แต่ไม่คาดคิดว่า จะเป็นวิกฤติร้ายแรงเพียงนี้
เกือบเกิดเหตุนองเลือดครั้งใหญ่แล้ว
จางซิวเย่ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย ได้แต่ยืนอยู่ด้านข้าง คอยสังเกตท่าทีของฮ่องเต้ต้าเหลียงอย่างระมัดระวัง
ฮ่องเต้ต้าเหลียงหลับตาลง ผ่านไปพักใหญ่ ถึงถอนหายใจออกมา
“ช่างเถิด เจิ้นกดดันฉินเฟิงมานาน ตอนนี้เขาตอบโต้บ้าง ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้”
“ทำตามที่องค์หญิงใหญ่บอก แต่งตั้งฉินเฟิงเป็นผู้นำคณะทูตเยือนเป่ยตี๋”
“ถ้าฉินเฟิงกลับมาได้อย่างปลอดภัย เจิ้นจะละทิ้งความบาดหมางในอดีตทั้งหมด”
“เจิ้นไม่อยากต่อสู้กับเขาแล้ว เหนื่อยนัก อ่อนล้าจริง ๆ เจิ้นหมดแรงแล้ว”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงเอามือก่ายหน้าผาก ท่าทางอ่อนล้าจริง ๆ
แม้ฮ่องเต้ต้าเหลียงไม่เต็มใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ถึงต่อสู้กับฉินเฟิงต่อไป เขาก็เอาชนะฉินเฟิงไม่ได้
อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงว่า สถานการณ์ความขัดแย้งภายในจะลากยาวยืดเยื้อ
แล้วเมื่อทั้งแผ่นดินถูกทำลาย ใครแพ้ใครชนะจะยังมีความหมายอะไรกัน?
……
ยามเช้าตรู่ ฟ้งยังไม่สว่างดี คณะทูตเป่ยตี๋ก็เดินทางกลับแล้ว
เหล่าขุนนางเจรจาสันติภาพต้าเหลียงพากันออกจากเมืองหลวงมาส่ง แสดงน้ำใจของผู้ชนะ
ท่าทีเช่นนี้ สำหรับคณะทูตเป่ยตี๋ไม่ต่างอะไรกับการปักมีดซ้ำลงตรงหัวใจที่โชกเลือด
ผู้นำคณะทูตหลู่หลีพ่ายแพ้ยับเยิน ทั้งยังต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียบุตรชาย เลยไม่รอกล่าวคำอำลาใด ๆ กับขุนนางต้าเหลียง ออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน เหล่าคณะทูตคนอื่น ๆ ก็ล้วนติดตามหลู่หลี ออกเดินทางล่วงหน้าไปพร้อมกัน
เหลือเพียงเฉินซือกับหานอวี้ที่ยืนอยู่หน้าประตูเมืองหลวง กล่าวอำลาฉินเฟิง
เฉินซือผู้มีแขนเดียวไม่สามารถคำนับได้ จึงใช้มือที่เหลือกำหมัดทาบที่หน้าอก ก้มหน้าให้ฉินเฟิงเล็กน้อย
“น้องฉิน ข้อตกลงระหว่างเจ้ากับข้า ข้าจะรายงานแก่ฮ่องเต้เป่ยตี๋เราโดยเร็ว”
“ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ภายในปีนี้ก็สามารถดำเนินการได้เลย”
“นอกจากนี้…ข้าจะรอเจ้ามาเยือนที่เมืองหลวงเป่ยตี๋ ถึงเวลานั้น ข้าจะต้อนรับเลี้ยงดูเจ้าในฐานะเจ้าบ้านเป็นอย่างดี”
ฉินเฟิงประสานหมัดคำนับ แย้มยิ้มพลางกล่าวตอบอย่างสุภาพ
“ฮ่า ๆๆ ย่อมได้”
“ข้าได้ยินมาว่า เนื้อแกะย่างของเป่ยตี๋เลิศรสนัก”
“ถึงตอนนั้น ข้าจะต้องกินให้เต็มที่แล้ว”
หานอวี้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แย้มยิ้มบาง ไม่มีท่าทีโกรธแค้นแม้แต่น้อย
เมื่อเรือแล่นออกจากท่าแล้ว ถึงจะไม่พอใจ ก็ต้องยอมรับ
อีกไม่นานนัก ฉินเฟิงก็ต้องเดินทางมายังเป่ยตี๋ ถึงเวลานั้น เขาก็จะได้เปรียบในฐานะเจ้าบ้านบ้าง นับว่ายังมีเวลา
ขณะมองเฉินซือกับหานอวี้จากไป ฉินเฟิงเอามือไพล่หลัง เดินกลับหมิ่งเยว่ไจ
หนิงหู่ จ้าวอวี้หลง และฉินเสี่ยวฝู เดินตามอยู่ด้านหลัง
“พี่ฉิน ฝ่าบาททรงรีบออกพระราชโองการแต่งตั้งเจ้าเป็นหัวหน้าคณะทูตสันติภาพ อีกครึ่งเดือนต้องออกเดินทางไปเยือนเป่ยตี๋”
“เจ้าเพิ่งผ่านการเจรจาเข้มข้นมาหมาด ๆ แล้วยังจะส่งเจ้าไปถิ่นศัตรู ไม่ให้เจ้าได้พักผ่อน แบบนี้ไม่เกินไปหรือ”
จ้าวอวี้หลงที่อยู่ข้าง ๆ พยักหน้าเห็นด้วย “อย่างที่พี่หนิงพูด ไม่ว่าทางศีลธรรมกรือกฎเกณฑ์ การทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง”
ฉินเฟิงหัวเราะออกมาเบา ๆ พลางยักไหล่
“ไม่มีอะไรต้องกังวล”
“ถ้าฝ่าบาทยกองค์หญิงหมิ่งเยว่ให้แต่งงานกับข้าง่าย ๆ ข้าเองก็คงไม่สบายใจนัก”
“สู้ให้ข้าเดินทางไปเป่ยตี๋ พาองค์หญิงกับซื่อจื่อของเป่ยตี๋ รวมทั้งค่าปฏิกรรมสงครามตามข้อตกลงกลับมา ถึงตอนนั้นฝ่าบาทก็จะตรัสอะไรไม่ได้อีก”
พอได้ยินแบบนี้ หนิงหู่ก็ยิ้มกว้างอย่างอดไม่ได้
“พี่ฉิน ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”
“ข้าอยากไปเปิดหูเปิดตาที่เป่ยตี๋มานานแล้ว”
ฉินเฟิงกลอกตามองหนิงหู่พลางพูดหงุดหงิด “แน่นอนว่าเจ้าต้องไป ไม่อย่างนั้นใครจะปกป้องข้าเล่า?”
หนิงหู่ชะงัก แล้วถามซื่อ ๆ “ปกป้องอะไรกัน? ยังมีใครกล้าจะลงมือกับเจ้าหรือ?”
“เป็นไปไม่ได้เลย”
“เจ้าเป็นถึงหัวหน้าคณะทูต ต่อให้เป่ยตี๋กินดีหมีหัวใจเสือก็ไม่กล้าทำอะไรเจ้าเด็ดขาด”
ฉินเฟิงตบไหล่หนิงหู่หนัก ๆ ถอนหายใจ แล้วพูดว่า “พี่หนิง แท้จริงเจ้าไร้เดียงสาหรือบ้าระห่ำเกินไปกันแน่หนอ?”
“เจ้ารู้ไว้เถิด แค่ข้าเหยียบเท้าลงบนแผ่นดินเป่ยตี๋ คนที่อยากฆ่าข้า ก็จะต่อแถวกันเข้ามาไม่ขาดสายแล้ว”
“ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น แค่คนเป่ยตี๋ก็แทบจะแย่งกันลงมือ”
หนิงหู่ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยดุดัน “พวกลูกสุนัขจะกล้าอย่างนั้นหรือ!”
“ให้พวกมันกล้าแตะต้องเจ้าสิ ถึงจะแตะแค่ปลายขน ข้าก็จะยกทัพเป่ยซีย่ำยีแคว้นเป่ยตี๋ให้ย่อยยับ!”
แม้แต่จ้าวอวี้หลง ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ เขาลูบคางพลางวิเคราะห์อย่างระมัดระวัง “คนที่มีเจตนาซ่อนเร้นย่อมต้องมีแน่นอน”
“แต่ข้าคิดว่า คงไม่รุนแรงอย่างพี่ฉินกังวลกระมัง”
“มีคำกล่าวที่ว่า ขว้างหนูระวังของมีค่า*[1] ไม่ใช่หรือ ถึงเป่ยตี๋จะเกลียดเจ้าเพียงใด ก็คงไม่กล้าเสี่ยงสงคราม จัดการเจ้าหรอก”
ตอนแรกนายน้อยฉินคิดว่าหนิงหู่ไร้เดียงสาคนเดียว
แต่กระทั่งจ้าวอวี้หลงก็ยังคิดแบบนี้ เขาจำต้องอธิบายให้กระจ่างแล้ว
ฉินเฟิงมองจ้าวอี้หลงกับหนิงหู สายตาจริงจังยิ่ง “พี่จ้าว พี่หนิง พวกเจ้าคิดว่า ตัวเองเป็นเหยี่ยวหรือนกพิราบเล่า?”
ทั้งสองคนสบตากันแวบหนึ่ง แล้วพูดขึ้นมาพร้อมกันอย่างมั่นใจ “แน่นอนว่าเหยี่ยว!”
พอได้ยินคำตอบ ฉินเฟิงก็หัวเราะลั่นแล้ว
[1] ขว้างหนูระวังของมีค่า (投鼠忌器) เป็นสำนวนจีน หมายถึง จะทำบางอย่าง แต่ต้องคอยกังวลของรอบข้าง หรือสิ่งมีค่า