บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 714 ขยายกำลังพลสองเท่า
บทที่ 714 ขยายกำลังพลสองเท่า
การแยกแยะตำแหน่งตนเองไม่ได้ เป็นจุดอ่อนของแม่ทัพส่วนใหญ่
ฉินเฟิงพูดขึ้นอย่างจริงจังและอดทน “เหตุใดพวกเจ้าถึงคิดว่าตนเองเป็นเหยี่ยว เพียงเพราะพวกเจ้าทั้งสองคนเคยออกรบ มุ่งมั่นต่อสู้กับเป่ยตี๋หรือ?”
“ไม่ใช่ การเป็นเหยี่ยวหรือนกพิราบไม่เกี่ยวว่าเคยออกรบหรือไม่ และไม่เกี่ยวกับการเป็นแม่ทัพหรือนายทหาร”
“พวกหัวรุนแรงไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเหยี่ยว แต่ทุกคนที่เป็นเหยี่ยวล้วนหัวรุนแรง”
“พวกเจ้าทั้งสองคน แม้จะต่อสู้ดุเดือด ยามศึกไม่ปรานีศัตรู แต่พวกเจ้าไม่ใช่คนหัวรุนแรงแน่นอน”
“ตรงกันข้าม พวกเจ้ามีเหตุผล คำนึงถึงภาพรวมเป็นสำคัญ ไม่เพียงแต่ไม่ใช่พวกเหยี่ยว ยังเป็นนกพิราบเสียด้วยซ้ำ”
“และการใช้ความคิดแบบนกพิราบทำความเข้าใจเหยี่ยว ถือว่าไม่เหมาะสม”
“เหล่าขุนนางเป่ยตี๋ที่มีหลู่หลีเป็นหัวหน้านั่นแหละ เหยี่ยวที่แท้จริง!”
“แล้วหานอวี้กับเฉินซือ พวกเจ้าคิพว่าเป็นเหยี่ยวหรือนกพิราบ?”
ทั้งสองคนมองหน้ากัน ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังตอบไม่ได้
ฉินเฟิงไม่เร่งรัด ปล่อยให้ทั้งสองคนจัดระเบียบความคิด
ผ่านไปครู่หนึ่ง จ้าวอวี้หลงก็ตอบอย่างระมัดระวัง “เป็นนกพิราบ…”
“หานอวี้กับเฉินซือค่อนข้างมีเหตุผล ทำงานยึดมั่นในกฎระเบียบ…”
ไม่ทันที่จ้าวอวี้หลงจะพูดจบ ฉินเฟิงก็โบกมือตัดบท “ไม่ ๆ ตรงกันข้ามต่างหาก ทั้งสองคนเป็นเหยี่ยว หนำซ้ำยังเป็นเหยี่ยวตายยากเสียด้วย”
จ้าวอวี้หลงกับหนิงหู่มองหน้ากันงุนงง สับสนไปหมดแล้ว
พวกเขามองความตั้งใจของหานอวี้กับเฉินซือไม่ออก ฉินเฟิงไม่ตำหนิพวกเขา
อย่างไรพวกเขาก็เป็นทหาร เชี่ยวชาญด้านการทหาร แทบไม่ข้องเกี่ยวการเมือง ย่อมขาดประสาทสัมผัสทางการเมือง
แตกต่างจากฉินเฟิง เขาชิงไหวชิงพริบกับเฉินซือมาตั้งแต่สงครามระหว่างแคว้น พอถึงช่วงเจรจาสันติภาพ ก็ยิ่งได้เผชิญหน้า หักเหลี่ยมชิงข้อได้เปรียบ
ต้องรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งถึงจะไม่พ่าย
หานอวี้ แม้เป็นขุนนาง รอบรู้และยึดมั่นในกฎระเบียบ แต่พอหลู่หลีใช้ความรุนแรง หานอวี้กลับไม่ห้ามปราม หนำซ้ำยังสนับสนุนอย่างเต็มที่มาโดยตลอด
ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากหานอวี้ที่เป็นผู้ช่วย แนวทางการเจรจาของหลู่หลีย่อมไม่ราบรื่น
กระทั่งบนโต๊ะเจรจา หานอวี้ก็ให้ความร่วมมือกับหลู่หลี
ส่วนเฉินซือ ตอนสงครามระหว่างแคว้น เฉินซือรั้นเสียงคัดค้านของผู้คน ยกทัพใหญ่บุกดินแดนต้าเหลียง
ยอมเสี่ยงพุ่งชน ชัดเจนว่าเฉินซือหัวรุนแรง
ถ้ากล่าวให้ชัด เฉินซือกับหานอวี้ก็แค่มีสติมากกว่าหลู่หลีเล็กน้อยเท่านั้น
ฉินเฟิงหยุดฝีเท้า หันมองหนิงหู่กับจ้าวอวี้หลงที่เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ แล้วถามขึ้นอีกครั้ง “แล้วข้ากับบิดาของข้าเล่า เป็นพิราบหรือเหยี่ยว?”
จ้าวอวี้หลงขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเบา “เหยี่ยว”
ฉินเฟิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย กล่าวว่า “ถูกเพียงครึ่งเดียว”
“ข้าเป็นเหยี่ยว ส่วนบิดาเป็นพิราบ”
“ย้อนกลับไปก่อนสงครามระหว่างแคว้น แม้บิดาข้าจะอยู่ฝ่ายสงครามนิยม สนับสนุนการทำสงครามอย่างมุ่งมั่น แต่นั่นก็เป็นผลมาจากการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่ใช่การใช้อารมณ์”
“เทียบกับการวางแผนอย่างรอบคอบของบิดา ข้ากลับชอบเสี่ยงโชค”
“การเสี่ยงโชคไม่ใช่สิทธิพิเศษของข้า เมื่อข้าเดิมพันได้ ผู้อื่นก็เดิมพันได้เช่นกัน”
“ด้วยเหตุนี้ พวกเหยี่ยวเป่ยตี๋ย่อมเสี่ยงเดิมพัน ทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดข้า”
“ถ้าต้าเหลียงยอมกล่ำกลืนความโกรธ รักษาสันติภาพ เป่ยตี๋ก็จะชนะเดิมพัน”
“ต่อให้ชายแดนเหนือไม่ยอม ส่งทัพทำสงคราม แต่ฝ่าบาทเฝ้ามองอย่างเย็นชา คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ฉวยโอกาสบั่นทอนกำลังของชายแดนเหนือ”
“เป่ยตี๋ก็ยังเป็นผู้ชนะอยู่ดี”
“มีเพียงชายแดนเหนือกับฮ่องเต้ต้าเหลียงร่วมมือ ยกทัพตีเป่ยตี๋อย่างเด็ดขาด ถึงจะสร้างความเสียหายใหญ่ ทำให้เป่ยตี๋แพ้เดิมพัน”
“สามความเป็นไปได้ มีถึงสองอย่างเอื้อประโยชน์เป่ยตี๋ เจ้าว่าเป่ยตี๋จะเสี่ยงหรือไม่?”
พอได้ฟังคำอธิบายของฉินเฟิง จ้าวอวี้หลงกับหนิงหู่ถึงได้เข้าใจกระจ่างแจ้ง
ถ้ามองผิวเผิน ฉินเฟิงเหมือนจะได้เปรียบ แต่ถ้าพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ทั้งสองฝ่ายต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อน สุดท้ายใครจะเป็นผู้ชนะ…ไม่อาจคาดเดา
พอเห็นทั้งสองคนเงียบไป ฉินเฟิงไม่พูดอ้อมค้อม กล่าวว่า “อวี้หลง เจ้ากลับไปค่ายเทียนจี จัดทัพติดตามคณะทูตเยือนเป่ยตี๋”
“ส่วนขุนนางร่วมเดินทาง ไม่จำเป็นต้องนับรวม เยือนเป่ยตี๋คราวนี้ ข้าคนเดียวก็พอแล้ว”
“กองกำลังที่จะติดตามไปจะต้องเลือกสรรให้ดีที่สุด”
“ข้าต้องการให้เป่ยตี๋เข้าใจว่า ถ้าอยากสังหารข้า พวกเขาต้องทุ่มกำลังมหาศาล ถ้าคิดลงทุนน้อยหวังโกยกำไรมาก ล้มเลิกไปเสียดีกว่า!”
จ้าวอวี้หลงสีหน้าเคร่งขรึม พยักหน้ารับหนักแน่น
“พี่ฉิน ท่านต้องการคนเท่าไร?”
ฉินเฟิงครุ่นคิดไตรตรอง แล้วทุกอย่างก็ชัดเจน
“อย่าเคลื่อนย้ายกองกำลังในเมืองหลวง เจ้าอยู่ในเมืองหลวงเสีย คอยดูแลค่ายเทียนจี ป้องกันไม่ให้ผู้ใดฉวยโอกาสตอนข้าออกจากเมืองหลวง”
“กองกำลังในเมืองหลวงเกี่ยวพันถึงชีวิตตระกูลฉิน และญาติพี่น้องเราอีกนับไม่ถ้วน”
“เจ้าส่งสารไปอำเภอเป่ยซี เกณฑ์ทหารอำเภอเป่ยซีมา แล้วคัดเลือกยอดฝีมือขององครักษ์ค่ายเทียนจีกับองครักษ์เสื้อแพรมาอีกเล็กน้อย”
จ้าวอวี้หลงประสานมือคำนับ “ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้!”
พอจ้าวอวี้หลงจากไป ฉินเฟิงถอนหายใจ แล้วหันมองหนิงหู่
“พี่หนิง เจ้าจงรีบติดต่อหลิ่วหมิงให้เขาส่งทูตส่งสารองครักษ์เสื้อแพรถ่ายทอดคำสั่งไปยัง ชายแดนเหนือ”
“เริ่มขยายกองกำลังทัพอำเภอเป่ยซีอย่างเป็นทางการ”
“องครักษ์ค่ายเทียนจีกับหน่วยองครักษ์มืด ทั้งหมดให้ขยายกำลังพลเป็นสามพันคน ส่วนหน่วยหลักองครักษ์เสื้อแพรกับทูตส่งสารจะขยายกำลังพลเท่าใด ให้โม่หลีตัดสินใจตามสมควร
“กองทหารม้าทมิฬกับทหารม้าเกราะเบาเป่ยซีขยายกำลังพลเป็นสองเท่าจากฐานกองกำลังเดิม”
“ทหารราบแบ่งเป็นสองกองทัพ ทหารราบเกราะหนักให้ขยายเป็นหนึ่งหมื่นคน ส่วนทหารราบเกราะเบาสามหมื่นคน”
“ทั้งหมดนี้ ไม่รวมกองกำลังรักษาการณ์เป่ยซี”
“อำเภอเป่ยซีขยายอาณาเขตอย่างต่อเนื่อง พิจารณาจากขนาดปัจจุบัน อย่างน้อยต้องใช้ทหารรักษาการณ์แปดพันคนถึงจะปกป้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“ทหารรักษาการณ์แปดพันคนให้ฝึกฝนตามมาตรฐานของทหารราบเกราะหนัก ยามปกติให้ป้องกันเมือง หากสงครามรุนแรง สามารถส่งออกไปสนับสนุนได้ทันที”
“อ้อ! แจ้งหมิงอ๋อง ออกคำสั่งแม่ทัพใหญ่ทั้งสามของชายแดนเหนือ เร่งฟื้นฟูกองกำลังให้พร้อมก่อนสงคราม”
พอได้ยินคำสั่งต่อเนื่องของฉินเฟิง หนิงหู่ประหลาดใจนัก
กองทัพทั้งหมดของอำเภอเป่ยซีจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัว ฉินเฟิงไม่พอใจกับกำลังรบในปัจจุบันของเป่ยซี เขาต้องการสร้างกองทัพทั้งหมดของอำเภอเป่ยซีให้เป็นกองทัพทำสงครามไกล
สามารถยกทัพ บุกทะลวงเข้าสู่ราชสำนักเป่ยตี๋ได้ทุกเมื่อ
ส่วนกองทัพของสามแม่ทัพชายแดนเหนือ แม้เหมือนจะเชื่อฟังเพียงคำสั่งของหมิงอ๋อง แต่แท้จริงแล้ว ความสัมพันของพวกเขากับอำเภอเป่ยซีแนบแน่น
ไม่ต้องมองไกลตัว แค่ด้านเสบียงและค่าใช้จ่ายทางทหาร สามแม่ทัพใหญ่ก็ต้องพึ่งพาอำเภอเป่ยซีแล้ว
การฟื้นฟูกองทัพให้กลับสู่สภาพสมบูรณ์ก่อนสงครามหมายความว่า ฉินเฟิงต้องการให้กองทัพของแม่ทัพใหญ่ทั้งสามปกป้องชายแดนเหนือจากภัยคุกคามภายในแคว้น
ส่วนฉินเฟิง เขากำลังทุ่มทั้งหมดไปกับการรับมือศัตรูนอกแคว้น