บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 755 กองพลหมาป่าเหมันต์บุกโจมตี
บทที่ 755 กองพลหมาป่าเหมันต์บุกโจมตี
แม้องครักษ์เสื้อแพรจะรู้อยู่แล้วว่ากองพลหมาป่าเหมันต์ตั้งค่ายอยู่ใกล้ ๆ แต่เนื่องจากเป็นทหารม้าเกราะเบา และยังเป็นกองทหารม้าของกองหลหมาเหมันต์ที่เก่งกาจที่สุด จึงยากจะสกัดกั้น อีกทั้งภายนอกต่างรู้ว่าสงครามระหว่างสองแคว้นจบลงแล้ว องครักษ์เสื้อแพรจึงได้รับคำสั่งให้เฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของกองพลหมาป่าเหมันต์ และไม่ดำเนินการทางทหารใด ๆ
เมื่อทหารส่งสารวิ่งเข้ามาในค่าย องครักษ์เสื้อแพรสังหรณ์ไม่ดี เตรียมจะกลับไปรายงาน แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว
กองพลหมาป่าเหมันต์หนึ่งพันคนที่ตั้งค่ายอยู่เข้าสู่สภาวะพร้อมรบในพริบตา เฉินโหมวที่ตามมาติด ๆ ไม่ได้หยุดพัก นำกองพันที่สามมุ่งหน้าไปยังด่านเยี่ยนหนานทันที
…
ค่ายทหารต้าเหลียงหน้าเทือกเขาสยงอิง ฉินเฟิงยิ้มแย้มมองจิ่งเชียนอิ่งที่กำลังโกรธ แล้วปลอบเบา ๆ
“พี่หญิงสี่ ข้าไม่เคยลืมสัญญาที่ให้ไว้กับท่าน ท่านดูสิ ข้าถึงกับเรียกกองทัพของหลู่ฉือกับหลี่โฉวมารวมกันแล้ว”
ก่อนจะมาที่นี่จิ่งเชียนอิ่งก็คาดเดาได้แล้ว การที่ฉินเฟิงเชิญหลู่ฉือเข้าร่วมก็เพื่อนาง ในใจจึงซาบซึ้ง
แต่สิ่งที่ทำให้จิ่งเชียนอิ่งโกรธไม่ใช่เรื่องนี้
“ฮึ! พี่หญิงใหญ่ประเมินเจ้าไว้ไม่ผิด เจ้าช่างเป็นคนไร้น้ำใจ!”
“เจ้าลองคิดให้ดี ตอนนั้นเจ้าสัญญาอะไรไว้กัข้าบ้าง?”
“หือ? ยังมีอีกหรือ?
ฉินเฟิงเอียงศีรษะ พยายามคิดอย่างหนัก แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน
เห็นฉินเฟิงสับสน จิ่งเชียนอิ่งยิ่งโมโห ภายในกระโจมไม่มีคนนอก นางเลยไม่ลังเล ดึงหูน้องชายตัวแสบพลางพูดอย่างหงุดหงิด “ข้าพูดอะไรไป เจ้าช่างลืมไปหมดสิ้นจริง ๆ”
“ตอนอยู่ในเมืองหลวง เจ้าสัญญาต่อหน้าผู้คนมากมายว่าจะแต่งงานกับข้า! ฮึ พวกผู้ชายล้วนเลวทราม ไม่มีผู้ใดไว้ใจได้สักคน”
จิ่งเชียนอิ่งไม่เหมือนหลิ่วหงเหยียนกับเสิ่นฉินฉือที่ขี้ขลาด มีอะไรในใจนางล้วนพูดตรง ๆ
แม้แก้มทั้งสองข้างจะร้อนผ่าว นางก็ยังจ้องมองฉินเฟิง ต้องการคำอธิบายให้ได้
ฉินเฟิงเข้าใจแล้ว เขาอยากจะหัวเราะออกมาจริง ๆ ไม่คาดคิดว่าจิ่งเชียนอิ่งจะร้อนใจถึงเพียงนี้
เขาไม่อธิบายอะไร เพียงแต่โอบกอดจิ่งเชียนอิ่งเข้ามาในอ้อมแขน
เผชิญกับการกระทำไม่คาดคิดของฉินเฟิง จิ่งเชียนอิ่งตกใจจนตัวสั่น หลายครั้งที่นางยกมือขึ้นจะตี แต่พอเอาเข้าจริงการตีของนางไม่ได้รุนแรงไปกว่าการลูบเลย
“เจ้า…เจ้าเด็กสารเลว ก่อนหน้านี้เจ้าแกล้งข้าจริง ๆ สินะ!”
“เจ้าคิดว่าตอนนี้เจ้าเป็นเทียนลู่โหวแล้วข้าจะไม่กล้าตีเจ้าหรือ?”
ฉินเฟิงกอดแน่นขึ้น แล้วหัวเราะชอบใจ “พี่หญิงสี่ อย่าว่าแต่ตอนนี้ข้าเป็นเพียงโหวตัวน้อย ๆ เลย ต่อให้ข้าได้เป็นฮ่องเต้ ท่านก็ตีข้าได้ ด่าข้าได้”
ได้ยินคำพูดนี้ จิ่งเชียนอิ่งทั้งตกใจทั้งโกรธ รีบเอามือปิดปากฉินเฟิง “เจ้าเด็กตัวเหม็น เจ้าช่างกล้าพูดทุกอย่างจริง ๆ กลัวคนอื่นไม่รู้ว่ามีใจคิดกบฏหรือไร?”
ฉินเฟิงเชิดหน้าไม่เกรงกลัว “ข้าแค่พูดความจริง ขอเพียงได้อยู่กับพี่หญิงสี่ ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น อีกอย่าง สิ่งที่ข้าสัญญากับท่านไว้ก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว”
สมควร? จิ่งเชียนอิ่งมองด้วยสายตาประหลาดใจ “เจ้าหมายความว่า…”
ไม่ทันที่จิ่งเชียนอิ่งจะถามจบ ฉินเฟิงก็ตอบแล้ว “ฮ่า ๆ รอให้ถึงเวลาเหมาะสม ข้าก็จะส่งขบวนเกี้ยวแปดคนหามมารับพี่หญิงสี่ไปแต่งงาน”
“ไม่ถูก! ขบวนเกี้ยวแปดคนหามเล็กเกินไป ด้วยฐานะของพี่หญิงสี่ แค่ขบวนส่งเจ้าสาวก็ควรต้องยาวเหยียดเป็นพันลี้”
จิ่งเชียนอิ่งแก้มแดงระเรื่อ มองฉินเฟิงด้วยสายตาซับซ้อน “เจ้า…ไม่สนใจฐานะของข้าเลยหรือ?”
ฉินเฟิงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “มีอะไรต้องสน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นท่านก็ยังเป็นพี่หญิงสี่ของข้า!”
จิ่งเชียนอิ่งถอนหายใจโล่งอก ก่อนหน้านี้นางกังวลมาตลอดว่า ถ้าฉินเฟิงรู้ฐานะของนาง เขาจะเกรงใจไม่กล้าพูดถึงสัญญาที่ให้ไว้
ฉินเฟิงเป็นขุนนางคนสำคัญของแคว้นเหลียง ส่วนจิ่งเชียนอิ่งเป็นราชวงศ์เป่ยตี๋ หากทั้งสองคนแต่งงานย่อมจะถูกจับตา สักวันฉินเฟิงก็จะต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากว่าจะจงรักภักดีต่อแคว้นต้าเหลียงหรือจะเข้าข้างครอบครัวภรรยา
แต่ความจริงพิสูจน์ว่าจิ่งเชียนอิ่งคิดมากเกินไป ฉินเฟิงไม่ได้สนใจภูมิหลังที่แท้จริงของนางเลย
“เฟิงเอ๋อร์ ข้ายังอยากถามให้แน่ใจ ถ้าวันหน้าข้ากลับคืนสู่ราชวงศ์เป่ยตี๋ พวกเราจะยังเป็น…เช่นนี้ ได้หรือไม่?”
ฉินเฟิงไม่ต้องคิดสักนิด “ฮ่า ๆ พี่หญิงสี่ ท่านยังไม่รู้จักข้าอีกหรือ ข้าไม่มีวันยอมให้ใครทำร้ายครอบครัวของข้า คนของข้า”
“ที่ผ่านมามีแต่คนพูดว่าฮ่องเต้อายุยืนยาวพันปี ไม่เคยได้ยินว่าโหวอายุยืนยาวไม่สิ้นสุด ชีวิตของข้า ฉินเฟิง สั้นนัก คนรุ่นต่อไปจะเป็นอย่างไรเกี่ยวอะไรกับข้า? ข้าสนใจแค่ตอนที่ข้ายังมีชีวิตจะสามารถใช้ชีวิตอย่างสบายและทำตามใจปรารถนาได้หรือไม่”
ความหมายในคำพูดของฉินเฟิงชัดเจน แค่จิ่งเชียนอิ่งกลับคืนสู่ราชวงศ์เป่ยตี๋ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างฉินเฟิงกับจิ่งเชียนอิ่ง สองแคว้นจะรักษาสันติภาพที่แท้จริงไว้ได้
ส่วนเรื่องที่จะเกิดขึ้นหลังจากทั้งสองคนจากไป สองแคว้นจะก่อสงครามอีกหรือไม่ ก็ไม่อยู่ในขอบเขตที่เขาต้องคำนึงแล้ว
จิ่งเชียนอิ่งวางใจ ไม่ต่อต้านอ้อมกอดของฉินเฟิงอีก ทั้งยังกอดตอบด้วย
ใบหน้าเล็ก ๆ ซุกอยู่ที่ไหล่ของฉินเฟิง ทำให้เขาไม่ทันสังเกตเห็นความสุขและความผ่อนคลายที่ไม่เคยมีมาก่อนบนใบหน้าของจิ่งเชียนอิ่ง
“เฟิงเอ๋อร์ ขอบใจเจ้าสำหรับทุกสิ่งที่ทำเพื่อข้า”
จิ่งเชียนอิ่งเปิดเผยความในใจ ใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตาเอ่อคลอน้ำตาแห่งความสุข
“แต่ก่อนข้าท่องเที่ยวไปทั่วหล้า ฝึกฝนตนเอง ทั้งหมดล้วนเป็นข้ออ้าง ฮ่องเต้เป่ยตี๋ไม่หยุดไล่ล่าข้า ด้วยเกรงว่าถ้าไม่ถอนรากถอนโคนจะเป็นภัยในภายหน้า กระทั่งข้าแกล้งตาย ซ่อนตัวอยู่ในตระกูลฉิน ฮ่องเต้เป่ยตี๋จึงยอมล้มเลิก”
“นับแต่อยู่กับตระกูลฉิน ท่านพ่อท่านแม่ปฏิบัติต่อข้าเหมือนเป็นบุตรีผู้หนึ่ง และความดีของเจ้า ข้าก็จดจำไว้ในใจ”
“เมื่อข้ากลับคืนสู่ราชวงศ์เป่ยตี๋ แก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่ที่แท้จริง ฟื้นฟูราชวงศ์เป่ยตี๋สู่ความชอบธรรม ข้าจะออกคำสั่งให้เป่ยตี๋เป็นมิตรที่ดีต่อต้าเหลียง หลังจากนั้น… เป่ยตี๋ก็จะเป็นบ้านของเจ้าด้วย”
จิ่งเชียนอิ่งผู้เย็นชากลับเอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ออกมาได้ เห็นได้ชัดว่านางซาบซึ้งใจเพียงใด
ฉินเฟิงปลาบปลื้มนัก ลูบหลังจิ่งเชียนอิ่งเบา ๆ พลางกล่าวเสียงนุ่มนวล “พี่หญิงสี่ ตอนนั้นในเมืองหลวง ท่านขอเงินทองจากข้าหลายครั้งหลายครา ที่จริงข้าก็เดาออกแล้วว่าท่านต้องการเงินทำการใหญ่ ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว เพื่อฟื้นฟูราชวงศ์เป่ยตี๋ให้กลับมาสู่ความชอบธรรม จึงต้องระดมทุน”
“วางใจเถิด ในใจข้า ท่านไม่ใช่แค่พี่หญิง ต่อจากนี้ทุกเรื่องของท่านมีข้าอยู่”
จิ่งเชียนอิ่งพยักหน้าเบา ๆ เกยคางบนบ่าฉินเฟิง แล้วกล่าวเสียงเบา “ถ้าเช่นนั้น… ต่อไปเจ้าไม่เรียกข้าว่าพี่หญิงสี่ได้หรือไม่?”
ฉินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง “ไม่เรียกท่านว่าพี่หญิงสี่ แล้วจะให้ข้าเรียกว่าอะไรเล่า?”
จิ่งเชียนอิ่งเม้มริมฝีปากบางเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “อะไรก็ได้ ข้าเพียงไม่ชอบการเป็นพี่หญิงเจ้า”