บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 756 เจาะทะลุหน้าต่างกระดาษ*[1]
บทที่ 756 เจาะทะลุหน้าต่างกระดาษ*[1]
เรื่องนี้ทำให้ฉินเฟิงลำบากใจ ตลอดมาเขากับจิ่งเชียนอิ่งเรียกหากันว่าพี่น้อง จู่ ๆ จะให้เปลี่ยนคำเรียกเลยไม่คุ้นฉิน
แต่จิ่งเชียนอิ่งขอร้องขนาดนี้ ฉินเฟิงก็จำต้องฝืนใจเรียก “เชียนอิ่ง…”
คำเรียกขนลุกซู่ไปทั้งตัว คนฟังก็สั่นเทาเหมือนลูกนก
พวกเขายังกอดกัน ฉินเฟิงเลยรู้สึกได้ถึงหัวใจของจิ่งเชียนอิ่ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง จิ่งเชียนอิ่งถึงครางเบา ๆ “อืม”
เสียงตอบรับทำให้ฉินเฟิงฮึกเหิม เขาเรียกอีกครั้ง “เชียนอิ่ง!”
จิ่งเชียนอิ่งซุกหน้ากับอกฉินเฟิง รู้สึกเหมือนทั้งร่างกำลังจะลุกเป็นไฟ นางถามกลับด้วยความประหม่าและมีความสุข “ทำไมหรือ…”
จิ่งเชียนอิ่งที่เคยเย็นชากำลังอายม้วนเหมือนสาวน้อยแรกแย้ม
ความรู้สึกที่ถูกเก็บกดมานานของฉินเฟิงเหมือนถูกกระตุ้นให้ตื่น
เขาพลันผลักจิ่งเชียนอิ่งออก มือทั้งสองจับไหล่นาง จ้องมองอย่างใกล้ชิด
ตอนแรกจิ่งเชียนอิ่งยังหลบสายตาอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงข้อตกลงระหว่างตนกับฉินเฟิง นางก็รวบรวมความกล้า เผชิญหน้ากับสายตาของฉินเฟิงอย่างตรงไปตรงมา
ราวกับมีหมาป่าคำรามอยู่ในใจ…ให้ตายเถอะ ไม่สนแล้ว!
โบราณว่าไว้ ดอกไม้ที่เก็บได้ก็ให้รีบเก็บ*[2]ไม่ใช่หรือ?
ฉินเฟิงโน้มใบหน้าเข้าใกล้จนริมฝีปากสัมผัสกับริมฝีปากนุ่ม ความรู้สึกประหลาดทำให้เขารู้ตัว เขาไม่ใช่เครื่องจักรของแคว้น แต่ยังเป็นบุรุษคนหนึ่ง
จิ่งเชียนอิ่งหายใจไม่ออก จะเหมือนจะหมดสติ
นางคิดจะหนีหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็อดทน ฉินเฟิงแสดงความรักอย่างตรงไปตรงมา จิ่งเชียนอิ่งไม่อยากหลบหนี และไม่อยากหลีกเลี่ยง นางรวบรวมความกล้าแล้วตอบสนอง
ราวกับถูกข้าศึกเป่าแตรเข้าโจมตี ฉินเฟิงดันจิ่งเชียนอิ่งออก ก่อนจะยื่นหัวออกไปนอกกระโจม แล้วตะโกน “พวกเจ้าฟังให้ดี ข้าจะสนทนาเรื่องสำคัญกับคุณหนูสี่ เว้นแต่ฟ้าจะถล่ม ไม่เช่นนั้นห้ามผู้ใดย่างกรายเข้ามาในกระโจม ผู้ใดฝ่าฝืนลงโทษตามกฎทหาร!”
พอเห็นท่าทีจริงจังของฉินเฟิง จิ่งเชียนอิ่งหน้าแดงเรื่อ นางมีความสุขนัก
สั่งการเสร็จ ฉินเฟิงก็หันกลับมา อุ้มจิ่งเชียนอิ่งขึ้น แม้จิ่งเชียนอิ่งจะมีวรยุทธ์สูงส่ง ด้วยพละกำลังของฉินเฟิงไม่อาจต่อกรนางได้แม้แต่ยกเดียว แต่ตอนนี้จิ่งเชียนอิ่งเป็นเพียงสาวน้อยอ่อนหวาน
นางพอใจกับความเด็ดขาดและความเผด็จการที่ฉินเฟิงแสดงออกมา
ฉินเฟิงวางจิ่งเชียนอิ่งลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง สายตาราวกับสัตว์ป่า ไม่ทันไรก็กระโจนเข้าใส่ ในใจนึกลำพอง…ถ้าเป็นปกติเขาคงถูกจัดการจนสิ้นท่า แต่วันนี้ต้องทำให้รู้แจ้งว่า ใครกันแน่เป็นหัวหน้าครอบครัว!
พายุทางเหนือพัดกระหน่ำรุนแรง เสียงภายในกระโจมถูกกลบด้วยเสียงลมหวีดหวิว
ช่วงเวลาเดียวกัน ห่างจากด่านเยี่ยนหนานไม่ถึงห้าสิบลี้ เฉินโหมวนำกองพลหมาป่าเหมันต์ กองพันที่สามบุกเข้าค่ายหลู่ฉือ
องครักษ์เสื้อแพรเห็นว่าไม่ทันการณ์จึงส่งทูตส่งสารไปแจ้งข่าวแก่ฉินเฟิง พลางเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังด่านเยี่ยนหนาน
“แม่ทัพหลู่อยู่ที่ใด!”
“ที่ปรึกษาหลี่อยู่แห่งใด!”
องครักษ์เสื้อแพรควบม้าเร็วบุกเข้าไปในค่ายชั่วคราว ไม่สนใจเหล่าทหารที่ตื่นตระหนกรอบข้างจะตะโกนอะไร ปากก็ตำโกนเรียก “ข้าคือองครักษ์เสื้อแพรของท่านโหวฉิน มีรายงานทางทหารด่วน เร่งให้แม่ทัพหลู่ออกมาโดยเร็ว!”
องครักษ์เสื้อแพรที่เล่าลือ?!
เหล่าทหารไม่กล้าชักช้า รีบไปตามหาหลู่ฉือ พอลู่ฉือกับหลี่โฉวออกมา องครักษ์เสื้อแพรก็ตะโกนบอกร้อนรน “เฉินโหมว ผู้บัญชาการกองพลหมาป่าเหมันต์นำทหารม้าเกราะเบาหนึ่งพันคนบุกตรงมายังด่านเยี่ยนหนานแล้ว บัดนี้อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสี่สิบลี้ เร่งจัดขบวนทัพต้านศัตรู!”
ทั้งค่ายทหารพลันตกอยู่ในความโกลาหล
ไม่เพียงแต่เหล่าทหาร แม้แต่หลู่ฉือก็หน้าซีดเผือด “อะ…อะไรนะ? เฉินโหมวหรือ? แย่แล้ว!”
หลี่โฉวตกตะลึง ความหวาดกลัวฉายชัด “เร็วเข้า เร็ว ๆ เร่งขอความช่วยเหลือจากท่านโหวฉิน!”
พอเห็นหลู่ฉือกับหลี่โฉวได้ยินชื่อ ‘เฉินโหมว’ แล้วตกใจวุ่นวาย องครักษ์เสื้อแพรขมวดคิ้วแน่น เอ่ยเสียงต่ำ: “ข้าส่งทูตส่งสารไปแจ้งท่านโหวฉินแล้ว แต่คงไม่ทันการณ์ พวกเจ้าต้องต้านการโจมตีของเฉินโหมวให้ได้ อย่างน้อยก็ต้องประวิงเวลาจนกว่ากองกำลังสนับสนุนของท่านโหวฉินจะมาถึง!”
หลู่ฉือกลืนน้ำลาย…ต่อสู้กับเฉินโหมว? เขาไม่เคยแม้แต่จะกล้าคิด
แต่คำพูดขององครักษ์เสื้อแพรไม่มีทางเป็นคำลวง ถ้ายืนหยัดจนกว่าฉินเฟิงมาถึงไม่ได้ ทั้งเขาและเหล่าทหารทั้งหมดจะต้องถูกเฉินโหมวสังหารแน่นอน
หลู่ฉือส่งสัญญาณให้หลี่โฉว หลี่โฉวเข้าใจความหมายทันที เขาตะโกนบอกเหล่าทหารที่กำลังตื่นตระหนก “ไม่ต้องตื่นตระหนก! พวกเจ้าก็ได้ยินแล้ว เฉินโหมวนำกองทหารม้าเกราะเบามาเพียงหนึ่งพันคน พวกเรามีเกือบเจ็ดพันคน มีทหารม้าเกราะเบาถึงสองพันคน นับว่าพวกเราได้เปรียบด้านจำนวน”
“เฉินโหมวโดดเดี่ยวไร้การสนับสนุน ขณะที่พวกเรามีท่านโหวฉินคอยสนับสนุน ความได้เปรียบอยู่ที่พวกเรา!”
ภายใต้การปลอบประโลมอย่างสุดกำลังของหลี่โฉว เหล่าทหารค่อย ๆ สงบลง สวมเกราะและแจกจ่ายอาวุธ
“ท่านหลี่ ค่ายใหญ่นี้ข้าขอฝากให้ท่านคุมไว้ ข้าจะนำทหารม้าเบาออกจากค่าย เมื่อถึงเวลา เราจะโจมตีเฉินโหมวสองด้าน!” หลู่ฉือกระโดดขึ้นหลังม้า นำทหารม้าสองพันคนออกจากค่าย
แม้หลี่โฉวพยายามรักษาท่าทีสงบนิ่งอย่างสุดความสามารถ แต่ในใจตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
แม้เฉินโหมวจะไม่อาจเทียบเฉินซือได้ในด้านการบัญชาทัพ แต่เขาเองก็เป็นพยัคฆ์ร้ายที่ดุดันอย่างแน่นอน
กองพลหมาป่าเหมันต์ภายใต้การบังคับบัญชาของเฉินโหมวและกองพลพญาอินทรี ต่างได้รับการขนานนามว่าเป็นดาบและกระบี่แห่งเป่ยตี๋!
อย่าว่าแต่หลี่โฉว แม้แต่แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งต้าเหลียง ได้ยินชื่อ ‘กองพลหมาป่าเหมันต์’ ก็ยังต้องสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว มีเพียงสามแม่ทัพแห่งชายแดนเหนือต้าเหลียง และกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของฉินเฟิงเท่านั้นที่กล้าเผชิญหน้ากับกองพลหมาป่าเหมันต์
หลี่โฉวไม่มั่นใจเลยว่าทหารรักษาการณ์ที่เหลืออยู่สี่พันแปดร้อยคนจะต้านการโจมตีระลอกแรกของเฉินโหมวได้
“เร็วเข้า! ทหารราบเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เตรียมหอกยาวและแหลนม้า! พลธนูเฝ้าระวังอยู่ด้านหลัง กองหน้าคุ้มกันปีกทั้งสองฝั่ง!”
หลี่โฉวออกคำสั่งเร่งด่วน จัดวางแนวทัพ
ตอนนี้เฉินโหมวอยู่ห่างจากด่านเยี่ยนหนานไม่ถึงสิบลี้แล้ว
เขากระตุกสายบังเหียน แล้วโบกมือ “ลดความเร็ว พักผ่อนที่นี้”
ภายใต้การส่งต่อคำสั่งอย่างรวดเร็วของทหารส่งสารกว่าห้าสิบคน ทหารทั้งกองทัพรับทราบคำสั่งอย่างรวดเร็ว คำสั่งแทบขะมีผลในทันที
เหล่าทหารม้ากองพลหมาป่าเหมันต์หยุดพัก เติมเสบียงอาหารและน้ำดื่ม ให้อาหารม้าศึกด้วยหญ้าแห้งที่แบกมาด้วย
ผ่านไปครึ่งยามเฉิน กำลังของทั้งกองทัพฟื้นฟูกลับมาเต็มเปี่ยม เฉินโหมวออกคำสั่ง เดินทางต่อ แต่ไม่ใช่การควบม้าอย่างเร่งรีบอีกแล้ว เป็นการเคลื่อนทัพอย่างช้า ๆ เพื่อออมแรงม้าศึกให้ได้มากที่สุด
สิบลี้… แปดลี้… ห้าลี้…
กระทั่งห่างจากด่านเยี่ยนหนานไม่ถึงสามลี้ เฉินโหมวออกคำสั่งอีกครั้ง
“บุกโจมตี!”
ระยะทางสามลี้ราวหนึ่งพันห้าร้อยก้าว เพียงพอให้กองทหารม้าเร่งความเร็วได้เต็มที่
เสียงฝีเท้าม้าหนาแน่นดังก้องด่านเยี่ยนหนาน
[1] เจาะทะลุหน้าต่างกระดาษ (捅破窗户纸) สำนวนจีน หมายถึง การทำให้สิ่งต่าง ๆ ชัดเจน
[2] ดอกไม้ที่เก็บได้ก็ให้รีบเก็บ (有花能折直需折) สำนวนจีน หมายถึง โอกาสไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป ถ้ามีโอกาสแล้งก็จงรีบทำ