บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 758 ไล่ล่ายามราตรี
บทที่ 758 ไล่ล่ายามราตรี
ยังไม่ทันที่หลู่ฉีจะได้สติ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังสนั่นมาจากหลังด่านเยี่ยนหนาน กองทหารม้าเกราะเบาเป่ยซีควบม้าพุ่งมาอย่างรวดเร็ว
“กองหนุนมาแล้ว!”
หลู่ฉีตะโกนก้อง ก่อนจะทรุดลงกับพื้น หอบหายใจแรง รู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่
เหล่าทหารที่สิ้นหวังก็เหมือนจับฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้
“ผู้ใดนำทัพมา” หลู่ฉีวิ่งออกจากค่ายทหารด้วยความตื่นเต้นยินดี แต่กองทหารม้าแห่งเป่ยซีกลับไม่หยุด พุ่งตรงไปยังทางที่เฉินโม่หลบหนี
ทว่าไม่นานทหารม้าอีกกองก็ตามมา กองทหารม้าเป่ยซีกองนี้ประหลาดนัก เพราะนอกจากม้าที่พวกเขาควบขี่ พวกเขายังจูงม้าสำรองมาด้วย
หลู่ฉือสงสัย แต่หลี่โฉวเข้าใจ เขาตะโกนด้วยความตื่นเต้น “ทหารสองคนม้าสามตัว! นี่คือกลยุทธ์ไล่ล่าของอำเภอเป่ยซี!”
“ทหารสองคนจะเตรียมม้าสำรองหนึ่งตัว เดินทัพด้วยความเร็วสูงสุด เมื่อถึงจุดไล่ล่า ทหารม้าที่รับหน้าที่ไล่ล่าจะเปลี่ยนไปขี่ม้าสำรอง ด้วยวิธีนี้ พละกำลังของม้าจะเหนือกว่าม้าของศัตรู ไล่ล่าระยะไกลได้!”
“แต่กองทหารม้ามีค่าดั่งทองคำ คงมีแต่ท่านโหวฉินที่มีทุนพอจะใช้กลยุทธ์ฟุ่มเฟือยอย่างทหารสองคนม้าสามตัว”
ตาหลู่ฉีเบิกกว้าง ไม่อยากเชื่อ “กองทหารม้าเบาเป่ยซีไม่ได้คิดเพียงจะขับไล่กองพลหมาป่าเหมันต์ แต่คิดจะไล่ล่า?!”
“หยุดก่อน! ฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่กองทหารม้าธรรมดา แต่เป็นกองพลหมาป่าเหมันต์!”
หลู่ฉีตะโกนบอก เขาไม่รู้เลยว่าผู้ที่นำทัพมาคือฉินเฟิง
ตอนนี้ฉินเฟิงอารมณ์ไม่ดีสุด ๆ เมื่อครู่บรรยากาศระหว่างเขากับจิ่งเชียนอิ่งกำลังหวานชื่น แต่จู่ ๆ ก็เหมือนถูกดึงลงจากเมฆ หนิงหู่เข้ามารายงานข่าวร้ายขัดจังหวะหวานว่า ค่ายของหลู่ฉือถูกกองพลหมาป่าเหมันต์บุกโจมตี ฉินเฟิงโกรธนัก!
ครั้นควบม้าผ่านค่ายทหาร พบว่าภายในค่ายพังพินาศ กองกำลังกว่าหกพันแปดร้อยคนถูกโจมตีอย่างน่าอนาถ
ทั้ง ๆ ที่มีทหารผ่านศึกอยู่ไม่น้อย
ทันทีที่กองทัพของพวกหลู่ฉือทรยศเป่ยตี๋ กำลังต่อสู้ก็อ่อนแอลงเสียอย่างนั้น
ฉินเฟิงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาต้องจัดการกับกองพลหมาป่าเหมันต์ก่อน
ช่วงเวลาเดียวกัน ทหารม้าส่งสารของกองพลหมาป่าเหมันต์ควบม้าเร็วมาถึงข้างกายเฉินโหมว เร่งรีบรายงาน “ท่านแม่ทัพ ทหารม้าเบาเป่ยซีตามมาแล้ว ความเร็วเหนือกว่าเรามาก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าอีกไม่นานจะตามมาทัน”
แววตาเฉินโหมวเย็นชาไร้อารมณ์
ตอนสงครามระหว่างแคว้น เฉินโหม่วนำกองพลหมาป่าเหมันต์ต่อสู้กับกองทัพอำเภอเป่ยซี มาแล้วหลายครั้ง ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีชัยชนะและความพ่ายแพ้ เมื่อพบกับศัตรูคู่แค้น ก็แค่ต้องสู้ มีอะไรน่ากลัวกัน
เฉินโหมวรู้ดีว่ากองทหารม้าอำเภอเป่ยซีเป็นเช่นไร การที่ทหารม้าเป่ยซีสามารถไล่ตามมาได้รวดเร็วเช่นนี้ หมายความว่า พวกมันเตรียมม้าสำรองมาด้วย
ถ้าสภาพพาหนะของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกัน การปะทะตรง ๆ พวกเขาจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ
เฉินโหมวตัดสินใจอย่างรวดเร็ว แล้วออกคำสั่ง “ยามวิกาลยากจะสังเกตเส้นทาง ทิ้งกำลังพลไว้ห้าสิบนายเป็นเหยื่อล่อ กองกำลังหลักถอยทัพ!”
การเป็นเหยื่อล่อไม่ต่างอะไรกับยอมตาย แต่สำหรับกองพลหมาป่าเหมันต์ พวกเขาไม่เคยกลัวตาย ทหารมากมายอาสาเป็นเหยื่อล่อ ค้องการทหารห้าสิบคน แต่กลับมีคนอาสาถึงสองร้อยคน
สุดท้ายนายกองผู้รับผิดชอบก็เป็นผู้เลือก เขาเลือกทหารที่ไร้พันธะห้าสิบคนให้รั้งอยู่
ทหารสอดแนมเป่ยซีเห็นแจ้ง ก็รับนำข่าวกลับมาแจ้งแก่ฉินเฟิง
“ท่านโหวฉิน กองกำลังศัตรูแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มใหญ่มุ่งหน้าต่อไปทางทิศตะวันตก ส่วนกลุ่มเล็กเคลื่อนที่ช้า ๆ ไปทางทิศใต้ขอรับ”
ฉินเฟิงเข้าใจกลยุทธ์เหยื่อล่อของกองพลหมาป่าเหมันต์ทันที ม้าของศัตรูคงใกล้หมดแรง พวกเขารู้ว่าไม่อาจหนีรอด จึงยอมเสียสละกองกำลังส่วนน้อย รักษากองกำลังหลัก
แต่ฉินเฟิงนำทัพมาถึงที่นี่ก็อย่าได้หวังว่าจะมีใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว
ฉินเฟิงออกคำสั่งโดยไม่ลังเล “สังหารให้หมด ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อล่อหรือกองกำลังหลัก ฆ่าให้หมด!”
ได้ยินคำสั่งฉินเฟิง ทหารม้าเบาอำเภอเป่ยซีสองพันคนแยกออกไปสองร้อยคน ไล่ล่ากองพลหมาป่าเหมันต์ที่เป็นเหยื่อล่อห้าสิบคน
ทหารม้าที่เหลือหนึ่งพันแปดร้อยคนไล่ล่ากองกำลังหลักของกองพลหมาป่าเหมันต์ไปทางทิศตะวันตก
แววตาฉินเฟิงแน่วแน่ ถ้าคืนนี้เขาปล่อยกองพลหมาป่าเหมันต์ไปพวกมันย่อมได้ใจ ต่อไปจะเที่ยวโจมตีปล้นสะดมทั่วซางโจว กลายเป็นอุปสรรคต่อการก่อตั้งพรรคสนับสนุนราชวงศ์ชอบธรรม
ฉินเฟิงไม่อาจปล่อยให้กองพลหมาป่าเหมันต์ทำลายแผนการของเขา
เมื่อเห็นฉินเฟิงไล่ตามไม่ลดละ แววตาเฉินโหมวเผยความประหลาดใจ และเขาไม่หวาดกลัวสักนิด แต่กำลังตื่นเต้น
นับแต่ออกจากค่ายทหาร นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินโหมวแสดงความรู้สึกส่วนตัว
“สมกับเป็นทหารของอำเภอเป่ยซี เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยปิดหูปิดตาพวกเขาไม่ได้ เกรงว่ารอบข้างคงเต็มไปด้วยทหารสอดแนมของเป่ยซีแล้ว คิดจะสลัดพวกเขาคงเป็นไปไม่ได้”
เมื่อตระหนักได้ เฉินโหมวไม่เอาแต่อีก เขาสั่งการ
“ส่งทหารส่งสารไปขอความช่วยเหลือค่ายใหญ่ ให้ส่งทหารมาคุ้มกันทหารสื่อสาร ป้องกันหน่วยสอดแนมเป่ยซีดักสกัดระหว่างทาง”
“ส่วนทหารที่เหลือ อีกสองร้อยก้าวหันหัวม้าเปลี่ยนทิศโจมตี อย่าให้ศัตรูได้ทันตั้งตัว!”
ตามคำสั่งที่ออกมา หลังจากการต่อสู้ที่ดุเดือด จนกระทั่งมีการแบ่งกำลังออกไปเรื่อย ๆ ตอนนี้กองกำลังหลักเหลือทหารม้าเพียงหกร้อยคน ในระยะสองร้อยก้าว พวกเขาค่อย ๆ ลดความเร็วลง จากนั้นหันหัวม้าไปทางทิศทางตรงกันข้ามแล้วค่อย ๆ เพิ่มความเร็วขึ้น
ฉินเฟิงได้ยินเสียงกีบม้าดังมาจากด้านหน้า คิดว่าในที่สุดก็ตามทัพข้าศึกทันจึงรีบบังคับม้าให้ชะลอความเร็วลง ถอยกลับไปยังใจกลางกองทัพ พร้อมกับออกคำสั่งให้กองทหารม้าแนวหน้าเตรียมธนู และสั่งกองทหารม้าสองปีกยกแหลนม้าเตรียมพร้อมกรณีฉุกเฉิน
ท่ามกลางความมืดมิด กองทหารม้าที่สง่างามและยิ่งใหญ่พุ่งตรงเข้ามา
ฉินเฟิงอยู่ใจกลางกองทัพมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของข้าศึก เมื่อกองทหารม้าแนวหน้าส่งรายงานมาถึงก็สายเกินไปแล้ว
กองพลหมาป่าเหมันต์หกร้อยคนถือหอกยาวหกร้อยเล่ม พุ่งเข้ามา ทำลายกระบวนทัพทหารม้าเบาเป่ยซี
พริบตาก็ตกอยู่ในความโกลาหล ทหารม้าเบาเป่ยซีที่ไม่ทันตั้งตัว บางคนก็ถูกหอกแทงตาย บางคนถูกม้าชนจนตกหลังม้า ถูกกีบม้าเหยียบเละ
ปะทะกันครั้งเดียว ฉินเฟิงสูญเสียอย่างหนัก ทหารม้าเบาอย่างน้อยหนึ่งร้อยคนตายในที่เกิดเหตุ บาดเจ็บสาหัสไม่น้อยกว่าสองร้อยคน ส่วนกองทหารม้าที่เหลือก็แตกขบวนไปหมด
กองทัพของเฉินโหมวก็ไม่ต่างกัน อย่างไรนี่ก็ไม่ใช่การโจมตีทหารราบ แต่เป็นการปะทะกับกองทหารม้า
แม้ทหารม้าแนวหน้าของฉินเฟิงจะไม่มีใครถือหอกยาว แต่แค่ม้าของทั้งสองฝ่ายชนกันก็ทำให้มีคนตกลงจากหลังม้ากว่าร้อยคน ไม่ทันได้ปีนขึ้นก็ถูกม้าศึกไม่รู้ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหนเหยียบตายคาที่
การสูญเสียของทั้งสองฝ่ายไม่ต่างกันมาก แต่รูปขบวนของฉินเฟิงถูกทำลาย
ท่ามกลางความโกลาหล เฉินโหมวออกคำสั่งอีกครั้ง “ถอยทัพ!”
ทว่ากองทัพทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือด กองทหารม้าภายใต้บังคับบัญชาไม่อาจถอนตัวจากสนามรบได้ทันที มีทหารไม่ถึงสองร้อยคนเท่านั้นที่กลับมารวมเฉินโหมวได้
ฉินเฟิงไม่ได้คาดการณ์มาก่อนว่าเฉินโหมวจะกล้าหาญถึงเพียงนี้ กล้าหันหัวม้าโจมตีกลับกระทันหัน เขาทั้งตกใจทั้งโกรธ