บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 769 เจ้าหญิงแห่งเป่ยตี๋
บทที่ 769 เจ้าหญิงแห่งเป่ยตี๋
ภาพตรงหน้าทำให้ทุกคนตกตะลึง
“วรยุทธ์คุณหนูสี่น่ากลัวนัก…”
“ไม่ใช่แค่น่ากลัว แต่เป็นดั่งเทพเจ้าอำนวย อาศัยเพียงกระบี่เล่มเดียวฟันทหารม้าที่กำลังบุกเร็วไม่ชะงัด ถ้าข้าไม่ได้เห็นกับตา คงไม่มีทางเชื่อแน่”
“พระเจ้า! แข็งแกร่งเหลือเกิน!”
เหล่าทหารชื่นชทเซ็งแซ่ ตามมาด้วยความปีติยินดี กระบี่เดียวของจิ่งเชียนอิ่งไม่เพียงฟันเฉินหลี่ล้ม แต่ยังทำให้ขวัญกำลังใจของทหารต้าเหลียงเพิ่มพูน
กระดูกทั่วร่างของเฉินหลี่หักหลายท่อน อวัยวะภายในเสียหาย แต่เขายังไม่ตาย และยังรับรู้ทุกอย่าง โลกทัศน์ถูกพลิกกลับ เขาไม่เพียงแต่แพ้ให้ฉินเฟิง แต่ยังแพ้ให้กับสตรีข้างกายฉินเฟิงด้วย
การจะเอาชนะฉินเฟิงยากเย็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ขณะที่เฉินหลี่กำลังจะสิ้นใจ ฉินเฟิงก็มาถึงเบื้องหน้า มองเฉินหลี่ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด สติเริ่มพร่าเลือน สายตาของเขาไร้ความปรานี แล้วกระทุ้งท้องม้าด้วยขาทั้งสอง ม้าศึกทะยานเหยียบย่ำ
มีคำกล่าวว่า วีรบุรุษย่อมเห็นใจวีรบุรุษ
น่าเสียดายที่ฉินเฟิงไม่ใช่วีรบุรุษ บนสนามรบ เขายินดีจะเป็นคนเลวที่น่ารังเกียจ แล้วการที่วีรบุรุษจะเห็นใจวีรบุรุษด้วยกันต้องดูสถานการณ์ ถ้าเป็นการพบกันส่วนตัว ฉินเฟิงย่อมมีมารยาท แต่บนสนามรบ ได้เห็นกับตาว่าเหล่าพี่น้องทหารที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่เลือดอาบแผ่นดิน ฉินเฟิงจะมีเมตตาได้อย่างไร?
“เฉินหลี่ตายแล้ว!”
เมื่อฉินเฟิงตะโกนลั่น ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วสนามรบ ทหารฝ่ายศัตรูที่เหลือหมดกำลังใจ แม้กองพลหมาป่าเหมันต์ยังไม่อยากยอมแพ้ แต่ก็หมดเรี่ยวแรงจนไม่สู้ต่อไม่ได้แล้ว
ไม่นานนัก สนามรบที่วุ่นวายก็ค่อย ๆ ชัดเจน ทหารใต้บังคับบัญชาของฉินเฟิงรวมตัวกันโอบล้อมศัตรูที่เหลืออยู่ไว้ตรงกลาง
ฉินเฟิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย ออกคำสั่งเด็ดขาด “สังหารทหารกองพลหมาป่าเหมันต์ทั้งหมด!”
เหล่าทหารปฏิบัติตามทันที ลงมือสังหารทหารกองพลหมาป่าเหมันต์ที่เหลืออยู่หลายร้อยคนจนหมดสิ้น
แม้กองพลหมาป่าเหมันต์จะกล้าหาญจนฉินเฟิงยังอิจฉา และหลายครั้งที่คิดจะดึงตัวมาใช้งาน แต่สุดท้ายเขาก็ละทิ้งความคิดนั้นไป ด้วยยิ่งกล้าหาญ ก็ยิ่งจงรักภักดีมาก การคิดให้กองพลหมาป่าเหมันต์ทรยศเป็นไปไม่ได้
ถ้าได้ใจมาไม่ได้ ก็ทำลายเสีย!
เมื่อกองพลหมาป่าเหมันต์ถูกสังหารก็หมายความว่า ดาบที่คมที่สุดของเป่ยตี๋หักแล้ว
ฉินเฟิงภายใต้การคุ้มกันแน่นหนา จ้องมองเหล่าทหารศัตรูที่เหลืออยู่อย่างเย็นชา ผู้ใดสบตากับเขาก็ล้วนหนาวสั่นไปทั้งร่าง
การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของฉินเฟิง น่ากลัวมาก
เมื่อกองพลหมาป่าเหมันต์ถูกสังหารทั้งหมด ทหารเป่ยตี๋ที่อยู่ก็สิ้นหวังโดยสิ้นเชิง คิดว่าคงหนีความตายไม่พ้นแล้ว แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น
ฉินเฟิงถามเสียงทุ้มต่ำ “ยังมีแม่ทัพหลงเหลืออยู่หรือไม่?”
เฝิงเชินที่อยู่ในฝูงชนไม่ได้โผล่หัว หวังจะสามารถหลบหลีกสายตาของฉินเฟิง ทว่าสุดท้ายก็ถูกลากตัวออกมา
ถ้าเฝิงเชินยอมตายไม่ยอมจำนน ฉินเฟิงย่อมสังหารเขาโดยไม่ลังเล แต่เฝิงเชินยังมีความหวัง หมายความว่า เขายังใช้ประโยชน์ได้
สีหน้าของฉินเฟิงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว “แม่ทัพเฝิง กองพลหมาป่าเหมันต์ถูกสังหารหมดแล้ว ชัดเจนว่าชะตากรรมของราชวงศ์ปัจจุบันของเป่ยตี๋ใกล้สิ้นสุด เหตุใดเจ้าไม่ละทิ้งความมืดมนแล้วยอมจำนน หันมาสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ที่ชอบธรรมเล่า?!”
เมื่อฉินเฟิงเชื้อเชิญ เฝิงเชินลำบากใจนัก การสละชีพอย่างองอาจฝากร่างไว้ในขุนเขาเขียวขจีของแผ่นดินเกิดเป่ยตี๋ เฝิงเชินไม่สนใจ เขาเข้าร่วมกองทัพก็เพื่อยศถาบรรดาศักดิ์
แต่จะให้ทรยศก็ไม่สบายใจอีก
ขณะที่เฝิงเชินลังเล หนิงหู่ก็เตะเขาเสียหนึ่งที เฝิงเชินที่ไม่ทันตั้งตัวล้มหัวคะมำ
หนิงหู่จ้องมอง สายตาโกรธเกรี้ยว “ใกล้ตายถึงเพียงนี้ยังจะมาแสร้งทำเป็นขุนนางผู้จงรักภักดีหรือ? ถ้าเจ้าซื่อสัตย์จริงก็ควรแสดงตนตั้งแต่แรก ไยยังต้องให้ลากตัวเจ้าออกมา?”
“เจ้าจะยอมจำนนต่อท่านโหวฉินหรือจะยอมตาย เลือกมาเสีย อย่ามัวมากท่าลีลา!”
ฉินเฟิงกดมือลงเป็นสัญญาณให้หนิงหู่ถอยไปก่อน แล้วพูดกับเฝิงเชินที่กำลังตัวสั่น น้ำเสียงอ่อนโยนทีเดียว “แม่ทัพเฝิง ผู้เข้าใจสถานการณ์คือคนเก่ง”
“ศึกใหญ่คราวนี้ กองพลหมาป่าเหมันต์พ่ายแพ้ยับเยิน ต่อให้ข้าละเว้นเจ้า ฮ่องเต้เป่ยตี๋ย่อมไม่ละเว้น ถ้าเจ้ายอมเข้าร่วมพรรคสนับสนุนราชวงศ์อันชอบธรรม ช่วยเหลือข้าสักเล็กน้อย ข้ารับประกันว่าเจ้าจะได้กินดีอยู่ดี สุขสบายไม่รู้จบ”
“ลองพิจารณาดูเถิด”
ฉินเฟิงกับหนิงหู่คนหนึ่งปลอบโยน อีกคนข่มขู่ เป็นแผนการล่อลวงอันแยบยล
เฝิงเชินย่อมต้านทานไม่ได้ เขาถอนหายใจ แล้วพูดว่า “ก็คงต้องทำเช่นนั้น”
เมื่อแม่ทัพยอมแพ้ ทหารก็ไม่มีภาระทางใจ ไม่จำเป็นต้องจับเป็นเชลย ก็ตอบรับแต่โดยดี
เฝิงเชินกลืนน้ำลาย แล้วถามอย่างระแวดระวัง “ท่านโหวฉิน ท่านว่าสนับสนุนราชวงศ์ที่ชอบธรรม ข้าขอถามสักข้อ ราชวงศ์ท่านนั้นคือผู้ใดและอยู่ที่ไหนหรือ?”
ฉินเฟิงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาชี้จิ่งเชียนอิ่งที่อยู่ข้าง ๆ ช
“นางก็คือองค์หญิงแห่งเป่ยตี๋ จิ่งเชียนอิ่ง!”
เฝิงเชินตกตะลึง
เขาเห็นกับตาว่าเฉินหลี่ถูกจิ่งเชียนอิ่งฟันล้มในดาบเดียว เดิมทีคิดว่านางคงเป็นยอดฝีมือที่หาตัวจับยาก แต่ฉินเฟิงกลับบอกว่านางคือองค์หญิงแห่งเป่ยตี๋เสียอย่างนั้น?!
แม้ตกตะลึง แต่เฝิงเชินกลับรู้สึกว่าไม่ใช่การพูดเลื่อนลอย ด้วยสตรีตรงหน้าใช้แซ่ ‘จิ่ง’
แต่ไหนแต่ไรมาเป็นแซ่ ‘จิ่ง’ คือแซ่เฉพาะของราชวงศ์เป่ยตี๋
พอเห็นเฝิงเชินตกตะลึงและสงสัย ฉินเฟิงก็ส่งสัญญาณตาให้จิ่งเชียนอิ่ง ให้นางฉวยโอกาสซื้อใจคน
จิ่งเชียนอิ่งยืนถือดาบ ท่าทางสง่างาม “ข้าเป็นทั้งบุตรีคนที่สี่ของตระกูลฉิน และเจ้าหญิงแห่งเป่ยตี๋ นามแท้จริงของข้าคือ จิ่งอวี้ซู บิดาของข้าคือ จิ่งเฉียน!”
จิ่งอวี้ซู เฝิงเชินไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่จิ่งเฉียนเป็นที่รู้จักกันดี เพราะเป็นพระนามของ ฮ่องเต้เป่ยตี๋พระองค์ก่อน
ตอนฮ่องเต้จิ่งเฉียนสวรรคตพระองค์ไม่มีรัชทายาท บัลลังก์จึงตกเป็นของพระอนุชา ก็คือ ฮ่องเต้เป่ยตี๋องค์ปัจจุบัน
ตอนนี้ได้รู้ว่า ฮ่องเต้องค์ก่อนทิ้งไข่มุกแห่งราชวงศ์ไว้ เฝิงเชินทั้งตกตะลึงและตื่นเต้น เขาคุกเข่าคำนับจิ่งเชียนอิ่ง
“ข้าน้อยเฝิงเชินคารวะองค์หญิงใหญ่”
ตามลำดับขั้น จิ่งเชียนอิ่งเป็นธิดาของฮ่องเต้องค์ก่อนจึงเป็นองค์หญิงใหญ่ แต่สำหรับคำเรียกนี้ ฉินเฟิงไม่พอใจอย่างยิ่ง
เขาเอ่ยเสียงเย็น “องค์หญิงใหญ่?! แม่ทัพเฝิง เจ้าต้องระวังคำพูดเสียบ้าง!”
เฝิงเชินสะดุ่งโหยง จิ่งเชียนอิ่งต้องการการทวงความยุติธรรมขึ้น นางต้องวางตัวเป็นองค์หญิง หากกลายเป็นองค์หญิงใหญ่ก็จะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
เมื่อเข้าใจเรื่องนี้ เฝิงเชินก็รีบแก้คำพูด “ข้าน้อยคารวะองค์หญิง!”
แววตาจิ่งเชียนอิ่งหยิ่งผยอง ภายในใจตื่นตัน นางเหลือบมองฉินเฟิง การที่นางได้รับความเคารพยำเกรงจากทหารเป่ยตี๋ ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะฉินเฟิง
การได้เข้าสู่ตระกูลฉินและได้พบกับฉินเฟิง…เป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของนาง