บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 770 สายลับขององครักษ์เสื้อแพร
บทที่ 770 สายลับขององครักษ์เสื้อแพร
ทหารที่พ่ายแพ้ในสนามรบ เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็คุกเข่าลงคารวะ เสียงตะโกนสรรเสริญดังก้องไปทั่วทุ่งรกร้าง
ทหารหน่วยสอดแนมที่ไม่ถูกจับกุมซ่อนตัวสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ พอตระหนักว่าสถานการณ์ไม่อาจควบคุมได้แล้วก็ไม่กล้าลังเล รีบควบม้ามุ่งหน้ากลับเมืองหลวงเป่ยตี๋
ช่วงเวลาเดียวกัน ภายในค่ายพักด่านเยี่ยนหนาน หลู่ฉือหับหลี่โฉวนั่งไม่ติด เดินไปมากระวนกระวายใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
หลู่ฉือทนไม่ไหวแล้ว เขาถามเสียงเบา “ท่านหลี่ กองทัพท่านโหวฉินกับกองพลหมาป่าเหมันต์ต่อสู้กันทั้งคืน บัดนี้ฟ้าสางแล้ว ท่านว่า…เกิดเรื่องผิดพลาดอะไรขึ้นหรือไม่?”
หลู่ฉือในฐานะผู้บัญชาการกองทัพเคลื่อนไหวแนวหน้า เขาเคยนำทัพออกรบกับข้าศึกมานับไม่ถ้วน พบเจอสถานการณ์รุนแรงมาไม่น้อย ทว่าเมื่อคืนกลับถูกเฉินโหมวทำให้หวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเจอ
เขาไม่คิดฝันมาก่อนว่า เฉินโหมว ผู้บัญชาการกองพลหมาป่าเหมันต์จะนำทัพออกรบด้วยตนเอง ยิ่งไม่เคยคิดว่า ความแข็งแกร่งกองทหารม้าธรรมดากับกองทหารม้าของกองพลหมาป่าเหมันต์จะแตกต่างกันถึงเพียงนี้
นับตั้งแต่กองกำลังเสริมมาถึงที่พักและไล่ล่ากองพลหมาป่าเหมันต์ หลู่ฉือก็เห็นกองทัพทยอยเคลื่อนผ่านที่พักไปไม่ขาดสาย เขาส่งคนไปสอบถามสถานการณ์หลายครั้งแต่กลับไม่ได้รับคำตอบใด
หลู่ฉือไม่รู้สถานการณ์ในสนามรบเลย สิ่งเดียวที่แน่นอน คือ กำลังเสริมกำลังปะทะกับกองพลหมาป่าเหมันต์ ไม่อย่างนั้นคงไม่เห็นทหารวิ่งไปวิ่งมา
ความรู้สึกของหลู่ฉือซับซ้อนอย่างยิ่ง เขาไม่รู้ว่าความเย็นชาของกำลังเสริมที่มีต่อเขาเป็นเพราะเขาไร้ประโยชน์ ทำให้ฉินเฟิงผิดหวัง หรือสถานการณ์ในแนวหน้าเลวร้าย ไม่อาจต้านทานการโจมตีดุเดือดของกองพลหมาป่าเหมันต์ จึงได้รีบเร่งเดินทัพ ไม่มีเวลาสนใจคนนอก
แต่ไม่ว่าจะเป็นทางใด สำหรับหลู่ฉือล้วนไม่ใช่เรื่องที่ดี
ถ้าไร้การคุ้มครองจากฉินเฟิง เป่ยตี๋ย่อมต้องส่งทหารมาปราบปรามกบฏอย่างพวกเขาโดยไม่ลังเล ถ้าฉินเฟิงพ่ายแพ้ต่อกองพลหมาป่าเหมันต์ ชะตากรรมที่รอคอยหลู่ฉืออยู่ก็น่าเศร้าไม่ต่างกัน
หลู่ฉือถึงกับมีความคิดที่จะหนีผุดขึ้นมา แต่เขาก็รีบสลัดความคิดทิ้งไป ถึงเขตซางโจวจะกว้างใหญ่ แต่เขาจะหนีไปที่ใดได้อีก?
หลู่ฉือจนหนทาง ได้แต่ฝากความหวังไว้กับหลี่โฉว
โดยไม่รู้เลยว่า หลี่โฉวก็กำลังวุ่นวายใจ การฝากชีวิตไว้กับผู้อื่นช่างเป็นความรู้สึกที่ทรมาน ชีวิตของตนไม่ได้อยู่ในการควบคุมของตน ถ้าต้องการมีชีวิตรอด ล้วนต้องอาศัยการคาดเดาความคิดฉินเฟิง แต่ปัญหาคือ ใครเล่าจะล่วงรู้ความคิดของฉินเฟิงได้?
หลู่ฉือถอนหายใจ “เราทำได้แค่รอ แต่…ต้องเตรียมพร้อมไว้ ถ้าฉินเฟิงพ่ายแพ้ พวกเราต้องหนีทันที!”
หลู่ฉือขมวดคิ้วแน่น “หนี?!”
หลี่โฉวพยักหน้า “ถูกต้อง ถ้ากระทั่งฉินเฟิงยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกองพลหมาป่าเหมันต์ ทั่วทั้งเขตซางโจวก็เป็นแค่สนามวิ่งเล่นของกองพลหมาป่าเหมันต์แล้ว พวกเขาโจมตีเราได้ทุกเมื่อ พวกเรากลายเป็นหนามยอกอกของกองพลหมาป่าเหมันต์ไปแล้ว ช้าหรือเร็วก็ต้องตาย”
“พวกเราทำข้อตกลงกับฉินเฟิง ยอมจำนนรักษาชีวิตครอบครัว แม้ได้เงินเพียงเล็กน้อย แต่ก็พอให้ใช้ได้ระยะหนึ่ง ถ้าฉินเฟิงพ่ายแพ้ เราจะต้องลอบเข้าไปในแคว้นต้าเหลียง ซ่อนตัว เปลี่ยนชื่อ การเป็นชาวบ้านที่ร่ำรวยก็ไม่เลวทีเดียว”
ขณะที่ทั้งสองกำลังกระซิบกระซาบ จู่ ๆ ก็มีเสียงกระแอมดังมาจากด้านนอก
พวกเขาตกใจสะดุ้งโหยง หันมองไปตามเสียงก็เห็นม่านถูกเลิก แล้วองครักษ์เสื้อแพรคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามา
หลู่ฉือกับหลี่โฉวหน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าฉินเฟิงวางสายลับไว้ที่นี่แล้ว
ทั้ง ๆ ที่การแต่งกายขององครักษ์เสื้อแพรคนนี้แค่เห็นก็จำได้ ไม่มีทางซ่อนเร้นได้เลย แต่หลู่ฉือกับหลี่โฉวกลับไม่รู้ถึงการมาขององครักษ์เสื้อแพร… เป็นไปได้เพียงอย่างเดียว!
ทั้งค่ายพัก ทหารไม่น้อยคงถูกองครักษ์เสื้อแพรชักจูง!
บรรดาพี่น้องร่วมรบในอดีตกลายเป็นหูเป็นตาให้องครักษ์เสื้อแพรไปกี่คนแล้ว?
คิดถึงตรงนี้ หลู่ฉือและหลี่โฉวหนาวสั่นไปทั้งตัว
ภายใต้สายตาแตกตื่นและหวาดกลัวของทั้งสองคน องครักษ์เสื้อแพรแย้มยิ้ม แล้วประสานมือคำนับ “ข้าองครักษ์เสื้อแพรนาม อวี๋ฟู่ ตั้งใจมาเยี่ยมเยียน เมื่อครู่พวกท่านกล่าวถึงการเป็นชาวบ้านผู้ร่ำรวย แผนนี้ไม่ค่อยรัดกุม เพราะทั่วทั้งแคว้นต้าเหลียงล้วนถูกพวกข้าองครักษ์เสื้อแพรและองครักษ์ชุดดำของฮ่องเต้ต้าเหลียงจัสอดส่องใกล้ชิด”
“ถ้าพวกท่านอยากหลบหนีสายตาผู้คนก็มีเพียงทางเดียว…ไปเป็นคนตัดฟืนที่ยากจนในป่าลึกเสีย”
คนตัดฟืนยากจน? แม้หลู่ฉือกับหลี่โฉวจะไม่ฉลาด แต่ก็ไม่ใช่คนโง่ คำพูดขององครักษ์เสื้อแพรชัดเจนว่ากำลังข่มขู่…หากกล้าหนี ก็เตรียมตัวตายเสีย!
หลู่ฉือกับหลี่โฉวไม่กล้าลังเล รีบคุกเข่าลงกับพื้น
“ใต้เท้าโปรดเมตตา พวกข้าไม่กล้ามีใจคิดหนี ขอใต้เท้าโปรดรายงานต่อท่านโหวฉิน ให้โอกาสพวกข้าอีกสักครั้งเถิด” หลี่โฉวก้มหน้าติดพื้น อ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
ส่วนหลู่ฉือ นับแต่ยอมจำนนต่อฉินเฟิง ความหยิ่งทะนงในฐานะทหารก็ลดน้อยลงทุกวัน ตอนนี้เพื่อรักษาชีวิต เขาถึงกับไม่รังเกียจที่จะพูดจาต่ำต้อย “ขอใต้เท้าโปรดเมตตาปล่อยพวกข้าไปเถิด คนแซ่หลู่ผู้นี้จะซาบซึ้งใจยิ่งนัก’”
องครักษ์เสื้อแพรยิ้มเต็มหน้า ช่วยพยุงทั้งสองคนขึ้น แล้วปัดฝุ่นออกจากตัวให้
ภายใต้สายตาหวาดกลัวจนพูดไม่ออกของพวกเขา การกระทำขององครักษ์เสื้อแพรสมกับเป็นคนของฉินเฟิง เขากล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ท่านทั้งสองช่างพูดล้อเล่นเก่งจริง”
“พวกท่าน คนหนึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพจู่โจม คนหนึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการทหาร ส่วนข้าเป็นเพียงองครักษ์ผู้ต่พต้อย ไม่มีแม้แต่ตำแหน่งราชการ ใต้หล้านี้มีแต่ราษฎรคุกเข่าให้ขุนนาง มีเหตุผลใดที่ขุนนางต้องคุกเข่าให้ราษฎร? ฮ่า ๆๆ พวกท่านทำให้ข้าน้อยละอายลำบากใจแล้ว”
“แค่พวกจงรักภักดี นายน้อยฉินของข้าย่อมปฏิบัติต่อพวกท่านอย่างดี เย่าได้กังวลเกินไปเลย”
ได้บินแบบนี้ หลู่ฉือกับหลี่โฉวไม่เพียงไม่ผ่อนคลาย กลับยิ่งตึงเครียดเข้าไปอีก
อย่าว่าแต่เผชิญหน้ากับฉินเฟิงเลย แม้แต่องครักษ์ข้างกายฉินเฟิงก็ยังลึกลับถึงเพียงนี้ ทั้งกิริยาท่าทางและคำพูดล้วนแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยมชวนขนลุก
ความคิดที่จะหลบหนีถูกดับลงอย่างสิ้นเชิง แม้ต้องตายก็ขอตายอยู่ภายใต้ฉินเฟิง มิฉะนั้น… ใครจะรู้ว่าจะถูกฉินเฟิงทรมานอย่างไร?
องครักษ์เสื้อแพรยิ้มกว้างขึ้ “อ้อ เกือบลืมธุระสำคัญไปแล้ว”
“ข้าน้อยมายังที่พักคราวนี้เพื่อแจ้งข่าวดีแก่พวกท่าน นายน้อยฉินสังหารผู้บัญชาการเฉินโหมวกับรองผู้บัญชาการเฉินหลี่ของกองพลหมาป่าเหมันต์ สังหารกองพลหมาป่าเหมันต์ทั้งหมด รวมถึงจับกุมเฝิงเชินที่ยกกองกำลังมาสนับสนุน ตอนนี้คงกำลังเดินทางกลับมา”
หลู่ฉือกับหลี่โฉวตกตะลึง ไม่อาจระงับความตกใจได้เลย