บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 778 ศัตรูของทั้งแคว้นเป่ยตี๋
บทที่ 778 ศัตรูของทั้งแคว้นเป่ยตี๋
เดิมหลงจู๊ไม่ได้เชื่อมโยงชื่อฉินเฟิงที่ได้ยินจากจิ่งฉือเข้ากับเทียนลู่โหวแห่งต้าเหลียงเลย เพราะเบื้องบนไม่ได้แจ้งว่าฉินเฟิงจะมาที่เมืองอวี่
แต่สำหรับคนชื่อฉินเฟิง อย่างว่าแต่หลงจู๊หรือแม้แต่เด็กอายุห้าหกขวบก็ล้วนคุ้นหูกันดี
หลังการเจรจาสงบศึกสิ้นสุด ฉินเฟิงได้กลายเป็นศัตรูของทั้งแคว้นเป่ยตี๋
แรกเริ่มหลงจู๊ยังสงสัยอยู่บ้าง คิดว่าใครช่างกล้าหาญถึงขนาดทำให้องค์หญิงจิ่งฉือไม่พอใจ แต่พอได้รู้ตัวตนของอีกฝ่าย หลงจู๊ก็ทั้งตกใจและดีใจ หากสามารถทำให้ฉินเฟิงขายหน้าได้ ก็เท่ากับการเป็นวีรบุรุษของแคว้นแล้ว
หลงจู๊คุกเข่าคำนับ พูดชัดถ้อยชัดคำ “ขอองค์วางใจ ราษฎรผู้ต่ำต้อยจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ”
เห็นหลงจู๊เข้าใจแล้ว จิ่งฉือก็พอใจ โบกมือให้เขารีบไปเตรียมการ
นางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ แม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจอาหารการกินของชาวบ้าน หยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ
เหล่าบุรุษที่ยืนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ ต่างขมวดคิ้วและทัดทาน
“พระวรกายองค์หญิงล้ำค่าจะดื่มชาคุณภาพต่ำได้อย่างไร? ข้าจะกลับจวนไปเอาชาชั้นดีมาให้”
“จวนข้ามีชาจินจวิ้นเหมยเก็บไว้ หากองค์หญิงไม่รังเกียจ…”
หลี่อวี่หัง คุณชายอันดับหนึ่งแห่งเมืองอวี่โบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดการประจบประแจง
“องค์หญิงเคยดื่มชาดี ๆ มามากแล้ว ไม่จำเป็นต้องลำบาก ตอนนี้องค์หญิงสนุกกับการใช้ชีวิตอย่างชาวบ้าน เราควรชื่นชม”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
จิ่งฉือชอบหลี่อวี่หังนัก นางหัวเราะเบา ๆ แล้วถาม “คุณชายหลี่ หากฉินเฟิงเข้าเมืองอวี่มา เจ้ามีวิธีทำให้เขาอับอายหรือไม่?”
หลี่อวี่หังติดตามจิ่งฉือมาหลายวัน ไม่คิดว่าวันนี้จะได้พบกับฉินเฟิงตัวปัญหา
เดิมในใจยังกังวลอยู่บ้าง แต่ระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองมา ความรู้สึกของหลี่อวี่หังก็เปลี่ยนไป…นี่เป็นโอกาสดีที่หาได้ยาก
หากสามารถทำให้ฉินเฟิงอับอาย ย่อมได้รับความชอบจากองค์หญิง ในอนาคตการเข้ารับราชการก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว
ถ้าโชคดีก็อาจได้เป็นถึงพระสวามี ก็นับว่าเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่!
หลี่อวี่หังตื่นเต้นนัก แต่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งขรึม ทำทีประสานมือคำนับ “ตอบองค์หญิง เมืองอวี่เป็นที่นิยมของบัณทิตทั่วหล้า ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมอันดับหนึ่งของเป่ยตี๋ ฉินเฟิงอยากเข้าเมือง คาดว่าคงมุ่งหวังคำว่า ‘วัฒนธรรม’ นี้เอง”
“ข่าวเล่าลือว่า ฉินเฟิงความสามารถสูงส่ง บทกวีออกด่านของเขาโด่งดังไปทั่วหล้า บัณทิตต่างพากันสรรเสริญ”
“แต่ในสายตาของข้า นั่นเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา หาก ฉินเฟิงมีความสามารถเพียงนั้น เหตุใดนอกจากบทกวีออกด่าน จึงไม่เคยได้ยินว่าเขามีผลงานอื่นอีกเล่า?”
“ฮึ เกรงว่าเขาคงจ่ายเงินซื้อผลงานของผู้อื่นมาเชิดหน้าชูตาให้ตัวเองกระมัง”
“ถ้าสามารถเอาชนะฉินเฟิงในเรื่องที่เขาภาคภูมิใจได้ เขาย่อมต้องอับอาย ชื่อเสียงที่สั่งสมมาตลอดชีวิตก็อาจถึงขั้นพังทลายในพริบตา”
จิ่งฉืออยากเหยียบย่ำฉินเฟิงให้จมดิน ระบายความแค้นของเป่ยตี๋
ยามนี้ได้ยินคำพูดของหลี่อวี่หัง นางสนใจนัก ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“คุณชายหลี่ เจ้าเป็นคุณชายอันดับหนึ่งแห่งเมืองอวี่ ผู้คนต่างเรียกขานว่า กระเรียนขาวแห่งเมืองอวี่ ข้าอยากทราบว่า ท่านมั่นใจเพียงใด?”
หลี่อวี่หังเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยมลึกซึ้ง เขาตอบแยบยล
“ตอบองค์หญิง หากข้าประลองกับฉินเฟิง แม้ชนะแล้วจะมีความหมายอันใด? ข้าก็ยังเป็นคุณชายอันดับหนึ่งแห่งเมืองอวี่ แล้วเขาก็แค่กลายเป็นอันดับสองมิใช่หรือ? ชื่อเสียงเช่นนี้ จะยกให้คนผู้นั้นได้อย่างไร!”
ดวงตาของจิ่งฉือเป็นประกาย “คุณชายหลี่ เจ้าคงมีแผนการที่ดีกว่ากระมัง?”
หลี่อวี่หังยกมุมปากเล็กน้อยด้วยความภาคภูมิใจ: “ฉินเฟิงไม่ได้อ้างตนว่าเป็นบัณฑิตหรอกหรือ? การวางกลอุบายห้าด่านหกขุนพลคงไม่ถือว่าเป็นการรังแกกันเกินไป”
“เมืองอวี่มีบัณฑิตมากความสามารถซุกซ่อนอยู่มาก เมื่อถึงเวลา ข้าจะคัดสรรผู้คนด้วยตนเอง หากฉินเฟิงไม่สามารถผ่านด่านแรกได้ ย่อมไม่มีคุณสมบัติมาเผชิญหน้ากับข้า ถ้าเขาโชคดีผ่านด่านมาเผชิญหน้ากับข้า ข้าก็มั่นใจว่าจะทำให้เขาต้องจากไปอย่างอัปยศ!”
สำหรับคำโอ้อวดของหลี่อวี่หัง จิ่งฉือเชื่อมั่นอย่างสนิทใจ ด้วยเขาเป็นถึงคุณชายอันดับหนึ่งของเมืองอวี่
หากแม้แต่หลี่อวี่หังยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ การจะกดดันฉินเฟิงในด้านวรรณกรรมก็เป็นได้แค่เรื่องเพ้อฝันแล้ว
ส่วนด้านอื่น ๆ อย่างการทหาร การเมือง การค้าขาย จิ่งฉือไม่คิดถึง เพราะล้วนไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
นอกจากการกดดันฉินเฟิง ยังต้องรักษาตัวรอด หากทำร้ายศัตรูพันคนแต่ตัวเองเสียหายแปดร้อยก็นับว่าได้ไม่คุ้มเสีย
จิ่งฉือสั่งให้หลี่อวี่หังไปเตรียมการ
ทั้งจุดพักม้าเหลือเพียงนายบ่าวสองคน จิ่งฉือมองฉีย่า ยกยิ้มแล้วกล่าวว่า “วันนี้ข้าจะให้ฉินเฟิงได้รู้ว่า ยังมีคนเก่งกาจกว่าเขา เหนือฟ้ายังมีฟ้าที่สูงกว่า!”
ฉียเาที่ติดตามจิ่งฉือมาตลอด ย่อมรู้ใจผู้เป็นนาย นางเข้าใจดีว่า การเจอฉินเฟิงคราวนี้หมายความว่าอย่างไร
ถ้าสามารถทำให้ฉินเฟิงเสียหน้าก่อนเข้าเมืองหลวงได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฮ่องเต้เป่ยตี๋ และขุนนาง ฉินเฟิงย่อมไม่อาจมั่นใจได้ดังเดิม
นับเป็นประโยชน์ต่อทั้งแคว้นเป่ยตี๋ ไม่มีข้อเสียใด ๆ เลย
พอคิดได้เช่นนี้ ฉีย่าก็รีบเสนอความคิดเห็น “องค์หญิง ฉินเฟิงมักทำในสิ่งที่ผู้อื่นคาดไม่ถึง เผชิญกับหมื่นคนไม่กลัว แต่กลัวหนึ่งในหมื่น ถ้าคุณชายหลี่อวี่หังและคนอื่น ๆ พ่ายแพ้ จะไม่เป็นการเพิ่มความเย่อหยิ่งของฉินเฟิงหรอกหรือ?”
“ไม่สู้เตรียมแผนสำรองไว้อีกหนึ่งแผน ให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด แม้เป็นการระแวดระวังเกินไปก็ไม่มีผลเสียอันใด”
จิ่งฉือยิ้มเต็มหน้า ยิ่งมองสาวใช้ผู้นี้ก็ยิ่งชื่นชอบ
นางพยักหน้า “ดี เมื่อเจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าเจ้ามีแผนอยู่แล้วกระมัง บอกให้ข้าฟังเถิด”
ฉีจือยิ้มซุกซน “ฉินเฟิงมีจุดอ่อนอยู่หนึ่งข้อ และก็ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด”
“เขามีความสามารถสูงส่งด้านการทหาร การค้า วรรณกรรม และกลอุบาย น่าชื่นชมนัก มีเพียงวรยุทธ์ที่ธรรมดา กล่าวได้ว่าเป็นมือสมัครเล่นทีเดียว”
“ถ้าคุณชายหลี่อวี่หังพ่ายแพ้ องค์หญิงก็ท้าทายเขาประลองวรยุทธ์เสีย ด้วยวรยุทธ์พระองค์ การจะจัดการกับฉินเฟิงสักคนไม่ใช่เรื่องยาก”
“ยิ่งไปกว่า แม้ฉินเฟิงจะมีวรยุทธ์ เขาก็ไม่อาจกล้าใช้กำลังกับพระองค์ ไม่ว่าเขาจะเต็มใจหรือไม่ก็ต้องยอมแพ้ ถึงเวลานั้นก็สามารถนำเรื่องนี้มาขยายความให้เล่าลือไปถึงแคว้นน้อยใหญ่รอบ ๆ ได้”
จิ่งฉือครุ่นคิด หน่วยนกฮูกราตรีสืบหาจุดอ่อนของฉินเฟิงมานานแล้ว เขาไม่เชี่ยวชาญการใช้กำลังต่อสู้ ถ้าประลองวรยุทธ์กันจริง นางมั่นใจว่าจะเอาชนะได้ภายในสามกระบวนท่า
แต่นางเป็นถึงองค์หญิงจะบุ่มบ่ามต่อสู้กับขุนนางต่างแคว้นได้อย่างไร?
กระนั้นพอคิดอีกที หากสามารถทำให้ฉินเฟิงอับอายได้ การเสียสละเล็กน้อยนับว่าคุ้มค่า
จิ่งฉือตัดสินใจแล้ว “เอาตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน!”