บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 779 กลุ่มชาวต่างแดน
บทที่ 779 กลุ่มชาวต่างแดน
ขบวนของฉินเฟิงหยุดอยู่นอกเมืองอวี่ ฉินเฟิงนั่งอยู่บนเก้าอี้หวาย ไขว่ห้างสบายอารมณ์ แหงนหน้ารับแสงอาทิตย์
นับแต่ออกจากด่านเยี่ยนหนานมาถึงเมืองอวี่ อากาศดีเช่นนี้หาได้ยากนัก
แสงอาทิตย์อบอุ่นสาดส่องลงมาบนร่างกาย สบายเหลือเกิน
ฉินเฟิงหลับตา ปากก็พึมพำบทเพลง ขณะกำลังเพลิดเพลิน หนิงหู่ก็วิ่งเข้ามา
“พี่ฉิน เมื่อครู่ข้าส่งคนไปติดต่อเจ้าเมืองอวี่ เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ค่อยเป็นมิตรนัก…”
ได้ยินเช่นนั้น ฉินเฟิงก็รู้ว่าหนิงหู่คงโดนปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้า จึงเย้าแหย่ว่า “เจ้าเป็นคนต่างถิ่น มาถึงแผ่นดินผู้อื่นยังจะให้เขาออกค่าอาหารและที่พักให้ ต่อให้เป็นคนอ่อนแอเพียงใด ก็คงไม่มีทางยอมรับ”
หนิงหู่ไม่พอใจ “ท่านรู้อยู่แล้วว่าเจ้าเมืองอวี่จะปฏิเสธคำขอที่ไร้เหตุผลของพวกเรา แล้วยังให้ข้าไปอีก ท่านคิดอะไรอยู่? คงไม่ใช่ตั้งใจจะให้ข้าอับอายกระมัง?”
ฉินเฟิงสั่นขา พูดอย่างหงุดหงิด: “บอกว่าเจ้าโง่ เจ้าก็ไม่ฉลาดสักที เจ้าไปพูดตรง ๆ กับเจ้าเมืองอวี่เขาย่อมไม่ยอมรับ เจ้าไม่รู้จักปรับเปลี่ยนวิธีการบ้างหรือ?”
“เจ้าก็แค่บอกไปว่า ขบวนของพวกเราไม่มีทหารติดตาม มีแต่คณะทูตปลอบขวัญ ต้องการเข้าเมืองเพื่อพักผ่อน”
หนิงหู่กวาดตามองรอบ ๆ เห็นเหล่าทหารที่ติดตามมาท่าทางดุดันก็ขมวดคิ้ว “พี่ฉิน คำพูดเกินจริงไปหน่อยกระมัง?”
“คณะทูตสันติภาพที่ใดสวมเกราะรบ ทั้งยังถืออาวุธครบมือแบบนี้?”
ฉินเฟิงลืมตามองหนิงหู่อย่างดุดัน “ใครบอกว่าคณะทูตสันติภาพสวมเกราะไม่ได้? แคว้นต้าเหลียงของข้านิยมการรบ คณะทูตที่ส่งมาล้วนเป็นแม่ทัพไม่ได้หรือ? ขอเพียงพวกเราไม่อึดอัด ผู้ใดจะอึดอัดก็ช่างปะไร”
“การเดินทางไกลของคนนับพันต้องใช้เงินมาก เจ้าไม่รู้หรือ?”
“บังเอิญเจอคนหลงกลก็ต้องรีดไถให้สุด ๆ ไปเลยสิ อย่างน้อยก็ให้พวกเขาจ่ายค่าใช้จ่ายทางทหารให้พวกเราให้ได้!”
“ข้าบอกไว้ตรงนี้เลย ถ้าไม่ให้เงิน ข้าก็จะนำทหารบุกเข้าไปก่อเรื่อง กฎหมายของเป่ยตี๋จะมาควบคุมทหารต้าเหลียงข้าได้อย่างไร? จะจ่ายเงินยุติเรื่อง หรือจะปล่อยให้เกิดความวุ่นวาย ให้เขาเลือกเอาเอง แล้วถ้าจะโทษใครสักคน ก็ไปโทษพวกบัณฑิตหนุ่มสาวพวกนั้นเถอะ ถ้าไม่ใช่พวกเขาขวางทางด่าทอ ข้าก็คงไม่แวะเมืองอวี่ไร้ค่านี่”
หนิงหู่ไม่ติดใจอะไรแล้ว เขาหันหลังกลับไปเจรจากับเจ้าเมืองอวี่อีกรอบ
ราวครึ่งชั่วยาม หนิงหู่ก็กลับมา สีหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“แปลกจริง! อีกฝ่ายตกลงจะให้เงินจริง ๆ แต่ว่า… ให้แค่หนึ่งหมื่นต้าลึง แล้วยังบอกว่า…”
ฉินเฟิงไม่รอให้หนิงหู่พูดจบก็โบกมือ “เขาจะพูดอะไรก็ช่างเถอะ เกี่ยวอะไรกับข้า? ขอแค่ให้เงินก็พอ หนึ่งหมื่นต้าลึงก็ไม่น้อยแล้ว แบ่งกันก็ได้คนละสิบต้าลึง ใช่ไหมพี่น้องข้า!”
เหล่าทหารรอบข้างได้ยินก็หัวเราะลั่น
สายตาของทุกคนที่มองฉินเฟิงล้วนเต็มไปด้วยความร้อนแรง
“นายน้อยฉิน ข้าจะไม่ปิดบังความจริง แรกเริ่มพวกข้าคิดว่าการมาปลอบขวัญที่เป่ยตี๋เป็นงานยากลำบาก ไม่คิดว่าจะได้ลาภลอยเช่นนี้ ฮ่า ๆๆ”
“การอยู่ข้างกายท่านโหวฉิน ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องจริง ๆ”
“ฮิ ๆ นายน้อย ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดเช่นท่าน ตามคำพูดของท่าน พวกเราล้วนเป็นคนนอก”
“คนนอกกลุ่มหนึ่งมาอวดดีในแคว้นของผู้อื่น ทั้งยังเป็นแคว้นเป่ยตี๋ที่ดุดัน เมื่อก่อนแค่คิดก็ไม่กล้าแล้ว”
ฉินเฟิงผุดลุก กระโดดสองสามที ยืดเส้นยืดสาย
ไม่มีท่าทีของขุนนางใหญ่แม้แต่น้อย ท่าทีเหมือนหัวหน้าโจรมากกว่า
เขาพูดอย่างไม่สนใจ “ออกมาทำงานนอกสถานที่ก็คือการกินดื่มด้วยเงินหลวงอยู่แล้ว ออกมาเพื่อสนุกสนานจะทำตัวลำบากไปทำไม? พวกเราเสียเลือดเสียเหงื่อไป พวกขุนนางในแคว้นก็มองไม่เห็นไม่ใช่หรือ?”
“หนิงหู่ เจ้าเข้าเมืองไปซื้อหมูมาห้าสิบตัว คืนนี้ให้พี่น้องกินให้อิ่มหนำ ทุกคนอ้าปากกว้างเสีย ถึงอย่างไรก็มีคนจ่ายเงิน!”
ฉินเฟิงกล่าวเช่นนี้ เหล่าทหารก็โห่ร้องด้วยความตื่นเต้น แซ่ซ้องฉินเฟิง พลางกล่าวว่า…การได้ติดตามผู้นำเช่นนี้ ต่อให้ตายก็ไม่เสียดายแล้ว
ต่อหน้าพี่น้องทหารหนิงหู่รับคำ แต่ก็อดกระซิบเตือนไม่ได้ “พี่ฉิน อะไรที่ว่าใช้เงินหลวงกินดื่ม? การกระทำของเจ้าเรียกว่าคานบนไม่ตรง คานล่างคด ต่อไปทุกคนที่ออกไปทำงานราชการ เกรงว่าจะจ้องหาผลประโยชน์กันหมด”
ฉินเฟิงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ถ้าไม่มีผลประโยชน์ให้หา แล้วจะมีแรงจูงใจทำงานให้ดีได้อย่างไร? โลกนี้ไม่มีผู้ใดโง่เขลา งานที่ทำแล้วไม่ได้ผลตอบแทนใครก็ไม่อยากทำ ตราบใดที่ไม่เกี่ยวกับหลักการสำคัญ ไม่ข้ามเส้น ก็แค่หลับตาข้างลืมตาข้างเถอะ”
หนิงหู่ได้แต่ส่ายหน้า ใจหนึ่งก็คิดว่าการได้ติดตามข้างกายฉินเฟิงสุขสบายดีนัก แต่อีกใจก็กังวลว่า การกระทำของฉินเฟิงจะเป็นแบบอย่างให้เหล่าทหารเสียนิสัย
ฉินเฟิงรู้ถึงความกังวลของหนิงหู่ดี แต่ก็ต้องเข้าใจหลักการหนึ่งว่า หากอยากให้ม้าวิ่ง แต่ไม่ให้ม้ากินหญ้า สุดท้ายคนที่เสียเปรียบก็คือคนควบม้า
อีกอย่าง นี่ถือเป็นการลงโทษเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับ ‘สตรีสูงศักดิ์’ ผู้นั้น ให้นางรู้เสียบ้างว่า กำลังหาเรื่องผู้ใดอยู่
“จะว่าไปเราก็ไม่ควรรั้งอยู่เมืองอวี่นาน ต้องรีบเดินทางไปยังเมืองหลวงเป่ยตี๋ พอจัดการทุกสิ่งเรียบร้อย จะได้ส่งคนไปรับจิ่งเชียนอิ่งมา เรื่องนี้สำคัญที่สุด นางไม่อยู่ข้างกาย ทำข้าไม่สบายใจ”
หนิงหู่เบ้ปาก “มีองครักษ์ค่ายเทียนจีคุ้มกัน ไหนจะองครักษ์เสื้อแพรคอยเฝ้าระวังทั้งวันทั้งคืน เจ้ายังกังวลอะไรอีก?”
ฉินเฟิงถอนหายใจ “ตีเหล็กต้องพึ่งตัวเอง ไม่กลัวหมื่น แต่กลัวหนึ่งในหมื่น หากเกิดเหตุไม่คาดฝันจะทำอย่างไร”
ฟังคำฉินเฟิง หนิงหู่ก็กล่าวอย่างเหนื่อยหน่าย “เช่นนั้นไยเจ้ายังขี้เกียจอยู่อีก? บังคับให้เจ้าฝึกฝนการต่อสู้ ช่างยากลำบากเสียยิ่วกว่าฆ่าเจ้าทิ้ง”
“ไม่พูดถึงอย่างอื่น แค่วรยุทธ์ของคุณหนูสี่ ถ้าเจ้าเรียนรู้ได้สักครึ่งหนึ่งก็ทำให้เจ้าเดินข้ามหัวคนอื่นได้แล้ว”
ฉินเฟิงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หวาย ท่าทีสบายอารมณ์
“ข้าไม่ได้เลี้ยงชีพด้วยวิชายุทธ์ ไม่ใช่นักสู้ที่ขึ้นเวทีประลองกำลัง จะฝึกฝนให้เชี่ยวชาญไปไย แล้วเวลาของข้าก็มีค่ามาก มีเวลาว่างก็สู้เอาไปหาเงินให้ได้มาก ๆ เสียดีกว่า”
“อีกอย่าง อาศัยพื้นฐานที่สั่งสมมาจากสนามรบ กับวรยุทธ์ที่เรียนมาจากเชียนอิ่งเล็กน้อย เท่านี้ก็เพียงพอจะจัดการกับโจรกระจอกแล้ว”
ถ่อมตัวไปหน่อย
หนิงหู่รู้ดีว่าฉินเฟิงมีฝีมือเพียงใด ฉินเฟิงตอนนี้ ต่อให้เผชิญหน้ากับองครักษ์หลวงก็ไม่เป็นรองแม้แต่น้อย ไม่นานนี้ความจริงก็พิสูจน์แล้ว เมื่อสวมชุดเกราะ ฉินเฟิงกล้าปะทะกระทั่งกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของเป่ยตี๋
หากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัวก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของฉินเฟิง อย่าว่าแต่เขาเลย แม้แต่หนิงหู่ จ้าวอวี้หลง หรือสวีโม่ ถ้าเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่ท่องยุทธภพ อย่างไรก็พ่ายแพ้ในไม่กี่กระบวนท่า
แต่ละอาชีพย่อมมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ทหารต้องเรียนรู้หลายอย่างเกินไป แบ่งเวลาเป็นแปดส่วนก็ยังไม่พอ
ขณะที่ฉินเฟิงกำลังนอนอาบแดด ร้องเพลงสบายอารมณ์ บัณฑิตน้อยคนหนึ่งก็เดินเข้ามา ท่าทีเกร็ง ๆ อยู่บ้าง
“ขออภัย ท่านโหวฉินอยู่หรือไม่? บัณฑิตผู้มีชื่อเสียงในเมืองอวี่กำลังเผากำยาน ชงชา อยู่ที่หอศิลป์ พบปะพูดคุยเชิงวรรณศิลป์ อยากต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากแดนไกลต่างแดน”