บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 802 สุราแรงหนึ่งจอกจากต่างแคว้น
บทที่ 802 สุราแรงหนึ่งจอกจากต่างแคว้น
จิ่งฉือจมอยู่ในภวังค์ความคิด แคว้นเพิ่งผ่านสงครามใหญ่ เดิมทีถ้าชนะสงครามก็สามารถยึดครองดินแดนและเรียกค่าปฏิกรรมสงครามมหาศาจจากแคว้นต้าเหลียงได้ ใช้สงครามหล่อเลี้ยงสงคราม ฟื้นฟูอำนาจแคว้น
น่าเสียดายที่คราวนี้เป่ยตี๋พ่ายแพ้ ทั้งยังพ่ายแพ้ยับเยินเสียอีก
สิ่งที่รออยู่คือความหายนะนานัปการ
ความขาดแคลนและการหดตัวในด้านความเป็นอยู่ของประชาชน กำลังทหาร และเศรษฐกิจ เพียงด้านใดด้านหนึ่งก็สามารถพรากชีวิตแคว้นเป่ยตี๋ได้ เทียบกันแล้ว ค่าปฏิกรรมสงครามเป็นเพียงฟางเส้นเล็ก ๆ ที่ทำให้อูฐหลังหัก
เหตุว่าทำไมพลังพ่ายแพ้สงคราม บรรยากาศทั่วทั้งเป่ยตี๋จึงสงบสุข ไม่ว่าจะต่อแคว้นรอบข้างหรือภายในแคว้นล้วนยึดหลัก ‘เมตตาและคุณธรรม’ เป็นสำคัญ นั่นเพราะแคว้นเป่ยตี๋สูญเสียอำนาจที่จะทำตัวแข็งกร้าวไปแล้ว
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสามถึงห้าปีจึงจะฟื้นฟูอำนาจของแคว้นได้ และนั่นคือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว
ตอนนี้ฉินเฟิงที่อยู่ตรงหน้าอาจกล่าวได้ว่า หัวใจของสุมาเจียว เป็นที่รู้จักของทุกคนบนท้องถนน*[1]
การที่เขามาเป่ยตี๋ด้วยตำแหน่งสวยหรูว่า เป็นทูตส่งเสริมการเจรจาสันติภาพให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น แท้จริงแล้ว ภารกิจของเขามีเพียงการสร้างความวุ่นวายและทำลายชื่อเสียงของแคว้นเป่ยตี๋เท่านั้น
ไม่ว่าบทกวีของฉินเฟิงจะงดงามเพียงใด ความมุ่งมั่นของเขาจะยิ่งใหญ่แค่ไหน อย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเขาคือปีศาจร้ายที่มาเอาชีวิตเป่ยตี๋ไปได้
จิ่งฉือรู้ดีอยู่แก่ใจ คงไม่มีใครหยุดยั้งฉินเฟิงที่คิดทำลายล้างแคว้นเป่ยตี๋ได้โดยง่าย ปัญหาสำคัญตอนนี้คือ เป่ยตี๋ยังต้องบอบช้ำอีกมากเพียงใด
เงิน!
เงิน เงิน เงิน!
ยามนี้จิ่นฉือและทั้งเป่ยตี๋ต่างกระหาย ‘เงิน’ อย่างที่ไม่เคยมาก่อน
หลังต่อสู้กับตัวเองอยู่นาน ในที่สุดจิ่นฉือก็ไม่อาจปฏิเสธการล่อลวงครั้งใหญ่ของเงินหนึ่งล้านตำลึงได้
นางมองฉินเฟิงแล้วสูดหายใจลึก “นอกจากร้านค้าแล้ว พวกเราต้องจ่ายอะไรอีกหรือไม่?”
ดวงตาของฉินเฟิงเป็นประกาย จิ่นฉือถามเช่นนี้ แสดงว่า นอกจากจะชอบท่องเที่ยวชมธรรมชาติและหลงใหลในบทกวี นางยังเป็นคนลงมือทำจริงด้วย
อย่างน้อยนางก็มีสัญชาตญาณที่จะรับรู้ถึงผลประโยชน์และภัยอันตรายที่แหลมคม
เช่นเดียวกับที่จิ่นฉือกล่าว ร้านค้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ฉินเฟิงต้องการใช้เงินซื้อสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ของเป่ยตี๋ ใช้เงินร้อนแลกกับอำนาจในการเป็นผู้นำการค้า ทำให้เป่ยตี๋ต้องดื่มยาพิษดับกระหาย และสุดท้ายก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจถอนตัว
แต่ ‘แผนร้าย’ ลึกล้ำเช่นนี้ ฉินเฟิงย่อมไม่พูดตรง ๆ
ถ้าพูดให้ชัดเจนคือ ต่อให้จิ่นฉือเอามีดมาจ่อคอ หรือนำหลักฐานมาวางตรงหน้า ฉินเฟิงก็จะปฏิเสธ ไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด
ความคิดกับการกระทำเป็นคนละเรื่อง
“ฮ่า ๆ องค์หญิงตรัสหนักไปแล้ว อย่างที่ข้ากล่าวไป เทียบกับยศถาบรรดาศักดิ์และเกียรติยศ สิ่งที่ข้าใส่ใจจริง ๆ มีเพียงเงิน”
“อาวุธกับเครื่องมือเครื่องใช้ที่ค่ายเทียนจีผลิตมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า พูดตามตรง ค่ายเทียนจีก็เป็นเพียงเครื่องมือหาเงินของข้า”
“ทำนองเดียวกัน การซื้อร้านค้าในเป่ยตี๋ก็เพื่อปูทางการทำการค้าในอนาคตเมื่อสองแคว้นเริ่มทำการค้า ข้าในฐานะผู้นำคณะทูตเจรจา ถ้าไม่ฉวยโอกาสอันดี รีบจับจองทำเลได้เปรียบไว้ ออกจะไม่สมเหตุสมผลไปหน่อยกระมัง?”
“วางใจเถิด ข้าตั้งใจจะทำการค้าจริง ๆ และข้าบอกท่านได้เลยว่า ข้าวางแผนจะขายสุรา”
สุรา?!
พอได้ยินแผนการของฉินเฟิง จิ่งฉือขมวดคิ้วด้วยความสงสัย นางคิดอย่างหนักแต่ก็คิดไม่ออกว่าทำไมฉินเฟิงถึงสนใจการค้าสุรา
หรือจะเป็นแผนการร้ายอะไรอีกลเล่า?
ฉินเฟิงยกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นจิ่งฉือไม่เชื่อ เขาโบกมือสั่งให้หนิงหู่นำสุราออกมาจากรถม้าหนึ่งไห ใช้กระบวยตักสุราออกมาเล็กน้อย ก่อนจะส่งไปตรงหน้าจิ่งฉือ
เพียงได้กลิ่นหอมหวน ดวงตาของจิ่งฉือก็เบิกโตด้วยความตกตะลึง ครั้งมองไปที่สุราก็เห็นว่าสุราใสราวกับน้ำ นางยิ่งตกใจ
“นี่…นี่สุราอะไรกัน?”
จิ่นฉือรับกระบวยสุรามา พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
ฉินเฟิงแสดงความภาคภูมิใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง ยิ้มจนตาหยีพลางกล่าวว่า “สุราขาวที่ข้าต้มเองมีข้อดีสองประการ ประการแรก ใสดั่งน้ำ ไร้สิ่งเจือปน ดื่มลื่นคอ ประการที่สอง ความเข้นข้นสูง ทว่าสูงเพียงใด องค์หญิงลองลิ้มรสด้วยพระองค์เองเถิด”
จิ่นฉือในฐานะองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ย่อมเคยดื่มสุราชั้นเลิศมานับไม่ถ้วน
นางไม่เพียงรักการดื่ม แต่ยังเชี่ยวชาญเรื่องสุรา ทว่าสุราขาวตรงหน้ากลับทำให้นางต้องเปลี่ยนความคิด ต้องรู้ว่า กระทั่งสุราบรรณาการก็ยังเป็นสีเหลืองอย่างสุราทั่วไป เทียบกันแล้วช่างแตกต่างนัก
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จิ่นฉือก็ตัดสินใจลองจิบ ท่าทีอย่างระมัดระวัง
กลิ่นและรสร้อนแรงพุ่งขึ้นจมูกส่งต่อไปถึงสมอง จนนางชะงักไปนิ่งทั้งร่าง
“แสบคอ นี่ไม่ใช่สุราแล้ว แต่เป็นน้ำมันไฟชัด ๆ เจ้าจะวางยาคนหรือไร!”
แม้ปากจะว่าร้ายสุราขาวราวกับไร้ค่า แต่มอยังยกกระบวยขึ้นจิบสุราอย่างห้ามไม่ได้ พอคุ้นเคยกับรสชาติแรง ๆ นางก็ดื่มรวดเดียวหมด พลันอุ่นวาบไปทั่วร่าง สบายจนบรรยายไม่ถูก
“แปลก เป็นสุราที่แปลกจริง…”
จิ่งฉือคิดอยู่ครึ่งค่อนวัน ก็คิดไม่ออกว่าจะสรรหาคำใดมาบรรยายสุราของฉินเฟิงได้
มองใบหน้าเล็ก ๆ ที่กลายเป็นสีแดงก่ำของจิ่งฉือ ฉินเฟิงรับกระบวยสุราคืนแล้วส่งให้หนิงหู่ พลางกล่าวเยือกเย็น “องค์หญิงดื่มสุรามาตั้งแต่ยังเยาว์จึงคุ้นเคยดี จนรับความแรงของสุราของข้าได้ แต่การดื่มสุราที่มีความเข้มข้นเกือบห้าสิบส่วนตั้งแต่แรกย่อมไม่ทันตั้งตัวอยู่บ้าง”
ปฏิกิริยาของจิ่งฉือทำให้ฉินเฟิงมั่นใจ เขากระหยิ่มยิ้มย่อง…เพียงสุราขาวออกสู่ตลาด จะต้องโด่งดังสร้างชื่อแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว ยุคสมัยนี้ไม่ว่าจะชายหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนล้วนดื่มสุรากันทั้งนั่น
แม้สุราที่ดื่มส่วนใหญ่จะเป็นสุราผลไม้และสุราข้าว แต่จะเรียกสุราก็ไม่เหมาะเสียทีเดียว เหมาะจะเรียกว่า ‘แชมเปญ’ มากกว่า
กระนั้น การที่คนยุคนี้ดื่มแอลกอฮอล์มาตลอด ร่างกายย่อมมีภูมิต้านทานต่อแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย การยอมสุราขาวย่อมง่ายขึ้น
แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยแตะสุราใดมาก่อน คงมองสุราขาวเป็นพิษร้าย
ยุคสมัยที่วัฒนธรรมการดื่มสุรารุ่งเรืองแต่กลับขาดแคลนสุราคุณภาพสูง นับเป็นดินแดนบริสุทธิ์ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ฉินเฟิงเลยยิ่งใจร้อนอยากจะแสดงฝีมือ
จิ่งฉือเชื่อในธุรกิจสุราของฉินเฟิงไปแล้วราวเจ็ดถึงแปดส่วน
ท้ายที่สุด รสชาติของสุราขาวยังคงซ่านอยู่ในร่างกาย
‘ฉินเฟิงเก่งกาจรอบรู้กี่เรื่องกันแน่? การรบทัพจับศึกก็ไม่แพ้แม่ทัพเฉินซือ ด้ารบทกวีและโคลงกลอนก็เก่งกาจราวบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่ ไม่นึกเลยว่าแม้แต่กลเม็ดเคล็ดลับแปลก ๆ เหล่านี้ก็ยังเชี่ยวชาญเป้นอย่างดี’
‘หรือจะเป็นอย่างคำเล่าลือว่าฉินเฟิงเป็นอัจฉริยะรอบด้านจริง ๆ?!’
จิ่งฉือสั่นศีรษะสลัดความคิดที่ชื่นชมศัตรู ทำลายศักดิ์ศรีตนเอง นางสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้า “หากเจ้าต้องการเพียงขายสุรา ข้าก็ยินดีจัดหาร้านให้เจ้า แต่ข้าก็มีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง”
ฉินเฟิงผยมือ ทำท่าเชิญ “องค์หญิงโปรดชี้แจง”
จิ่งฉือไม่อ้อมค้อม พูดตรง ๆ ว่า “ข้าอยากพบพี่อวี้ซูสักครั้ง!”
[1] หัวใจของสุมาเจียว เป็นที่รู้จักของทุกคนบนท้องถนน (司马昭之心,路人皆知) เป็นสำนวนที่ใช้อุปมาว่า ความทะเยอทะยานของเขาชัดเจนมากและทุกคนต่างรู้กันดี หรืออาจจะหมายถึงเจตนา แผนการ ความตั้งใจของคนคนนั้นที่ทุกคนต่างรู้กัน