บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 803 แบ่งแผ่นดินสี่ส่วน
บทที่ 803 แบ่งแผ่นดินสี่ส่วน
บิดาของจิ่งเชียนอิ่งกับฮ่องเต้เป่ยตี๋องค์ปัจจุบันเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์แล้ว จิ่งฉือจึงนับเป็นลูกพี่ลูกน้องหรือก็คือน้องสาวฝ่ายบิดาของจิ่งเชียนอิ่ง
จิ่งฉืออยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับพี่สาวที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันนัก
ฉินเฟิงตอบรับโดยไม่ต้องคิด “ไม่มีปัญหา เร็วที่สุดก็ครึ่งเดือน ท่านจะได้พบเชียนอิ่งแน่นอน”
ได้ยินฉินเฟิงเรียกไข่มุกล้ำค่าของอดีตฮ่องเต้เช่นนี้ จิ่งฉือขมวดคิ้วพลางพึมพำเบา “เชียนอิ่ง…เป็นชื่อของนางในตอนนี้หรือ?”
ฉินเฟิงพยักหน้า “ถูกต้อง นางเป็นทั้งคุณหนูสี่ของตระกูลฉินข้า และจะเป็นภรรยาในอนาคตของข้าด้วย”
ได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของจิ่งฉือเบิกกว้าง นางมองฉินเฟิงอย่างไม่อยากเชื่อ “อะไรนะ? ภรรยา? หรือว่าเจ้ากับพี่หญิงอวี้ซูได้…”
เรื่องเช่นนี้ไม่มีอะไรน่าอาย ฉินเฟิงยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “ถูกต้อง ข้ากับเชียนอิ่งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง รอข้าทำให้นางกลับสู่ที่ที่ควรเป็นของนางได้ ข้าก็จะขอนางแต่งงาน”
แววตาของจิ่งฉือเปลี่ยนเป็นซับซ้อน
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาเนิบช้า “ข้าไม่เข้าใจ…”
“ในเมื่อเจ้าจะเป็นพระสวามีของเป่ยตี๋ ไยยังโหดร้ายต่อเป่ยตี๋เพียงนี้? เจ้าไม่กลัวว่าพี่อวี้ซูจะโกรธเกลียดหรือไร?”
ฉินเฟิงคาดการณ์ไว้แล้วว่าจิ่งฉือจะถามเช่นนี้ เขาตอบยิ้ม ๆ “โหดร้ายหรือ? องค์หญิงล้อเล่นเก่านัก ข้าเดินทางมายังเป่ยตี๋คราวนี้ก็เพื่อช่วยฟื้นฟูอำนาจและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของแคว้นเป่ยตี๋ อีกไม่นานชื่อของข้า ฉินเฟิง จะเปลี่ยนจากชื่อฉาวโฉ่เป็นบุคคลที่ใคร ๆ ต่างก็เคารพนับถือ”
เมื่อเห็นท่าทางมั่นใจเหลือล้นของฉินเฟิง จิ่งฉือเบ้ปาก
คำพูดของเขา แยกไม่ออกจริง ๆ ว่าคำใดจริงคำใดเท็จ
แต่นางก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว จึงไม่พูดอะไรอีก เพียงหันหลังขึ้นรถม้าตามฉินเฟิงเข้าเมือง
บนรถม้า ฉีย่าแง้มม่านหน้าต่างเล็กน้อย มองฉินเฟิงที่เปลี่ยนไปขี่ม้าและกำลังพูดคุยหัวเราะร่าอยู่กับหนิงหู่ นางโกรธแค้นนัก
“เจ้าคนสมควรตาย สักวันเขาต้องถูกคนตีตายกลางถนนแน่”
“คอยดูเถิด คนเลวย่อมได้รับกรรม”
“องค์หญิง ฉินเฟิงมากเล่ห์แสนกล แม้ตอนนี้ไม่อาจคาดเดาแผนการของเขา แต่เรื่องการซื้อร้านค้าแน่นอนว่าต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลัง มีอุบายซ่อนเร้น ยังต้องระมัดระวังให้มาก”
จิ่งฉือถอนหายใจ แม้ไม่อาจยอมรับได้ทุกสิ่ง แต่หลังเหตุการณ์ที่เมืองอวี๋นางก็เกรงฉินเฟิงมากกว่าดูถูกเขาแล้ว
“เมื่อคราวแม่ทัพเฉินซือเดินทางไปเยือนต้าเหลียง และได้เห็นอำนาจของฉินเฟิงในแคว้นต้าเหลียงกับตา”
“เขาเคยกล่าวไว้ว่า…แคว้นต้าเหลียงอาจไร้ฮ่องเต้ต้าเหลียงได้ แต่ไม่อาจขาดฉินเฟิง”
ฉีย่าไม่เคยคาดคิดว่า แม้แต่แม่ทัพเฉินซือก็ยังให้ค่าฉินเฟิงมากนัก ทั้ง ๆ ที่เจ้าคนสารเลวฉินเฟิงสังหารญาติพี่น้องของเขา ฝังความแค้นที่ไม่อาจลบเลือน ยากจะอยู่ร่วมฟ้า
แต่เฉินซือกลับยังรักษาสติและประเมินเช่นนี้ ชัดเจนแล้วว่าฉินเฟิงอันตรายเพียงใด
“องค์หญิง หากเป็นเช่นนั้น พวกเรายิ่งต้องระวังฉินเฟิงให้มากขึ้น” ฉีย่าเตือนด้วยความหวาดหวั่น
จิ่งฉือส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “ฮ่องเต้ต้าเหลียงเป็นผู้ปราดเปรื่องเฉียบแหลม กระทั่งเขาก็ยังไม่อาจเอาชนะฉินเฟิง ได้แต่มองดูฉินเฟิงเติบโตอยู่ใต้จมูก แล้วพวกเรายังจะทำอะไรได้หรือ?”
“ฉินเฟิงควบคุมชายแดนเหนือของต้าเหลียง เพียงแค่กำลังทหารของชายแดนเหนือก็ทำให้เขาเป็นผู้ไร้พ่าย ภายในแคว้นต้าเหลียงไม่มีกองกำลังใดกล้าเผชิญหน้ารบกับเขาอีกแล้ว”
“ไหนจะเศรษฐกิจของชายแดนเหนืออีกเล่า รุ่งโรจน์ตั้งเท่าไร กลายเป็นดินแดนที่มั่งคั่งเป็นอันดับสามของต้าเหลียงไปแล้วด้วยซ้ำ”
“ราชวงศ์หลี่แห่งต้าเหลียงไม่อาจกำจัดฉินเฟิงได้ ทว่าฉินเฟิงกลับมีอำนาจมากพอจะโค่นล้มราชวงศ์หลี่ได้ง่าย ๆ เขาน่าสะพรึงกลัวเกินไป ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขา เป่ยตี๋ถึงได้แพ้พ่ายและอับอายอย่างวันนี้”
“หากเจ้ายังไม่เข้าใจ ข้าจะบอกเจ้าอีกเรื่อง ฮ่องเต้ต้าเหลียงเสด็จประพาสทางตะวันออก องค์ชายเจ็ดหลี่ยงรักษาราชการแทน ตามหลักนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่หลี่ยงจะแย่งชิงอำนาจ ทว่าเขากลับทำได้เพียงจัดการกับขุนนางในเมืองหลวง เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากฉินเฟิง มือของเขาจึงไม่อาจยื่นออกนอกเมืองหลวงได้แม้แต่น้อย”
ฉีย่ายิ่งตกใจ เย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง นางไม่คิดเลยว่าฉินเฟิงจะแข็งแกร่งขนาดนี้ ทั้งฮ่องเต้ต้าเหลียงและองค์ชายผู้รักษาราชการ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจควบคุมฉินเฟิงได้
กล่าวได้ว่า เมื่อเผชิญหน้ากับฉินเฟิง ก็ทำได้เพียงแสดงไมตรีจิตเท่านั้นหรือ?
ช่วงเวลาเดียวกัน ฉินเฟิงที่ควบม้าอยู่ข้างหนิงหู่มองเห็นเมืองหลวงเป่ยตี๋อยู่แค่เอื้อมแล้ว เขาอารมณ์ดีอย่างยิ่ง
กลับเป็นหนิงหู่ที่กังวลใจ “พี่ฉิน หลี่ยงเข้าครองตำหนักบูรพา กลายเป็นรัชทายาทแห่งต้าเหลียง บัดนี้ยังได้อำนาจจากฮ่องเต้ต้าเหลียงให้บริหารราชการแทน พอพวกเรากลับไป เกรงว่าทุกอย่างคงเปลี่ยนแปลงไปหมด เจ้าไม่กังวลเลยหรือ?”
ฉินเฟิงยังคงยิ้มแป้น ยักไหล่ไม่ใส่ใจ “กังวลหรือ? ต้องกังวลอะไรกัน?”
“สถานการณ์ในแคว้นต้าเหลียงชัดเจนว่ามีสี่กลุ่มอำนาจใหญ่ นอกจากพวกเรา ก็ฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้ ตระกูลหลินแห่งเจียงหนาน และตระกูลใหญ่ทางใต้”
“แต่ตระกูลหลินแห่งเจียงหนานก่อกบฏไปแล้ว ตระกูลใหญ่ทางใต้ก็คอยดูท่าที ถึงหลี่ยงจะควบคุมฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้ได้ ก็เพียงแค่ครอบครองหนึ่งในสี่ของแผ่นดิน”
“ตอนฮ่องเต้ต้าเหลียงขึ้นนั่งบัลลังก์ แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย แต่ด้วยฮ่องเต้ต้าเหลียงมีวิธีการแยบคาย เชี่ยวชาญการควบคุมความคิดเห็นของประชาชน และทำให้ทุกคนได้เห็นว่าฝ่าบาทเป็นฮ่องเต้ที่เฉลียวฉลาดอยู่เสมอ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากทั่วหล้า”
“แล้วหลี่ยงเล่า? ตราบใดฮ่องเต้ต้าเหลียงไม่สละบัลลังก์ เขาก็เป็นได้แค่รัชทายาทผู้รักษาการณ์ไปจนตาย”
“หากเขากล้าลงมือกับฮ่องเต้ต้าเหลียง ข้าไม่สนใจว่าคนอื่นจะทำอย่างไร แต่ข้า ฉินเฟิง จะต้องกลับไปปกป้องฮ่องเต้ต้าเหลียงแน่นอน!”
“พูดตามตรง หลี่ยงยังขาดความน่าเกรงขาม แม้แต่ผายลมก็ยังไม่มีเสียง”
หากอยู่ในเขตแดนแคว้นต้าเหลียง ฉินเฟิงพูดเช่นนี้ หนิงหู่คงตกใจจนต้องร้องขอชีวิต แต่ที่นี่ห่างไกลจากต้าเหลียงหลายพันลี้
หนิงหู่เลยรักษาความสงบได้ ทั้งยังพยายามยิ้มออกมาเล็กน้อย “หลี่ยงอดทนมาหลายปี ในที่สุดก็ได้หัวเราะ เหตุใดเจ้าดูถูกนัก”
ฉินเฟิงถ่มน้ำลาย “ถุย เขาอดทนมากเกินไป ความอดทนของเขาเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย”
“หากข้าเป็นหลี่ยง ข้าคงเริ่มแย่งชิงอำนาจตั้งแต่หลี่เฉียนล้มแล้ว แต่เขากฃลับมัวแต่อดทน กระทั่งฝ่าบาทรักษาสถานการณ์จนกลับมามั่นคงค่อยเริ่มแย่งชิงอำนาจ แม้แต่ดอกลิลลี่เหลืองก็เย็นแล้ว*[1]”
“วางใจเถิด ข้าจะบอกให้ ความลึกล้ำและกลยุทธ์ของฝ่าบาท หลี่ยงไม่อาจเทียบ นับตั้งแต่ตอนหลี่ยงใช้กำลังบีบฮ่องเต้ต้าเหลียงประพาสทางตะวันออก ก้าวแรกของเขาก็ผิดพลาดแล้ว”
“หากเขากัดฟันทุ่มสุดตัว บุกเข้าวังแย่งชิงอำนาจเบ็ดเสร็จในคราวเดียว ข้าก็ยังนับถือว่าเขาเป็นลูกผู้ชาย แต่เมื่อไม่เป็นอย่างนั้น สิ่งที่รอเขาอยู่ก็มีเพียงต้องอดทนไปตลอดกาล”
หนิงหู่เบิกตาโพลง มองฉินเฟิงตาค้างอย่างไม่อยากเชื่อ “พี่ฉิน เจ้า..เจ้าอย่าขู่ข้าเล่นเชียว เจ้าหมายความว่าหลี่ยงจะลงมือสังหารฝ่าบาทแย่งชิงอำนาจหรือ?!”
ฉินเฟิงไม่ใส่ใจ “ข้าไม่ได้ทิ้งจ้าวอวี้หลงไว้ในเมืองหลวงหรอกหรือ ไม่ต้องกังวล ตั้งแต่แรกข้าปิดทางที่หลี่ยงจะสังหารฝ่าบาทแย่งชิงอำนาจไปแล้ว กลัวแต่เขาจะไม่แย่งชิงอำนาจเสียอีก หากเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยเขาก็ยังเป็นองค์ชายที่มีอิสระได้”
หนิงหู่ยิ่งตกตะลึง เขาไม่เคยคิดเลยว่า การที่ฉินเฟิงให้จ้าวอวี้หลงรั้งอยู่ในเมืองหลวง ไม่ใช่เพียงปกป้องทรัพย์สินและญาติพี่น้อง แต่เป็นเพื่อ…ป้องกันไม่ให้หลี่ยงปลงพระชนม์ฝ่าบาท…
[1] ดอกลิลลี่เหลืองเย็นชา (黄花菜都凉了) เป็นสำนวนจีน หมายถึง ถ้าพลาดโอกาสก็สายเกินไปแล้ว มักใช้วยิพากษ์วิจารณ์คนที่ชักช้าไม่มีไหวพริบ