บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 811 ต้นไม้เดียวดายยากจะยืนหยัด
บทที่ 811 ต้นไม้เดียวดายยากจะยืนหยัด
การเคลื่อนไหวของหลิ่วหมิงรวดเร็ว ฉินเฟิงพอใจมาก
เรื่องการเตรียมทางหนีทีไล่ยังไม่จำเป็นต้องให้ฉินเฟิงกังวล เขาเลยทิ้งตัวนอนลงบนเตียง แล้วพักผ่อน
กระทั่งฟ้าเริ่มมืด ฉีย่ามาถึงจุดพักม้า
“ท่านโหวฉิน สถานที่เลี้ยงอาหารแม่ทัพเฉินจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว เป็นหอสุราที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงเป่ยตี๋ หอสุราหอมเหนือปัชชุน”
“ท่านไปได้ทุกเมื่อเจ้าค่ะ”
ฉินเฟิงยืดตัว พลางอ้าปากหาว สายตามองสำรวจฉีย่าตั้งแต่หัวจรดเท้า
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กสาวหน้าตาสดใสน่ามอง แต่นิสัยนางดุดันเกินไปหน่อย
จิ่งฉือได้รับความโปรดปราน ในฐานะสาวใช้คนสนิทฉีย่าเลยพลอยได้อวดเบ่งไปด้วย
หากวันหน้าจิ่งฉือตกอับ นางคงจะเป็นคนแรกที่ถูกแก้แค้น
“เจ้าชื่อฉีย่าใช่หรือไม่? ข้าขอถามเจ้า หากวันหน้า องค์หญิงที่แท้จริงของเป่ยตี๋กลับมายังเมืองหลวง เจ้าจะยังคงจงรักภักดีต่อจิ่งฉือหรือจะเลือกไปอยู่กับผู้มีอำนาจกว่า?”
ได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าน้อย ๆ ของฉีย่ามืดครึ้ม
“ท่านโหวฉิน ชีวิตของข้าไม่ต้องให้ท่านเป็นห่วง”
ฉินเฟิงยักไหล่ “ข้าเป็นคนใจดีมาแต่ไหนแต่ไร ทนเห็นคนบ้านแตกสาแหรกขาดไม่ได้”
ฉีย่าเป็นคนฉลาดหลักแหลม รู้ทันทีว่าฉินเฟิงมีเจตนาแอบแฝง นางถามเสียงขรึม “ท่านโหวฉินหมายความว่าอย่างไร?”
ฉินเฟิงหรี่ตามองพลางกล่าว “ฉีย่า เจ้าเป็นคนจัวโจว แซ่หวังแต่กำเนิด บิดามารดาเป็นชาวนา เพราะยากจนข้นแค้นจึงจำต้องขายเจ้าให้เจ้าของที่ดิน ผ่านมือหลายทอดกว่าจะถูกคัดเลือกเข้าวัง”
ฉีย่าอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
ตามมาด้วยความหวาดกลัว นางไม่คิดว่าฉินเฟิงจะตามสืบเรื่องของนางละเอียดขนาดนี้
ฉีย่ากำหมัดแน่น แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง “ท่าน…ท่านหมายความว่าอย่างไร? ข้าน้อยเป็นเพียงบ่าวต่ำต้อย มีอะไรให้สืบด้วย? ท่านโหวฉิน ท่านคิดมากเกินไปแล้ว”
ฉินเฟิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย มองฉีย่าอย่างสนใจ “เจ้าเป็นนางกำนัลคนสนิทขององค์หญิงจิ่งฉือ การสืบประวัติเจ้าไม่ใช่เรื่องปกติหรอกหรือ?”
“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”
“บิดามารดาของเจ้ายังอยู่ที่จัวโจว ใช้ชีวิตทุกข์ทน แต่เจ้ากลับไม่ใช้เส้นสายของตนเองช่วยหาเงินทองให้บิดามารดาใช้ประทังชีวิต ข้าควรกล่าวว่า เจ้ารู้รักษาตัวรอด หรือเรียกว่าอกตัญญูดีเล่า?”
สีหน้าของฉีย่าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาว นางรู้ชัดว่าฉินเฟิงกำลังข่มขู่อย่างโจ่งแจ้ง
เมื่อฉินเฟิงสามารถสืบค้นฐานะของครอบครัวนางได้ แค่คำพูดเดียวจากเขาก็ทำให้บิดามารดานางหายไปจากโลกนี้ได้
นางพยายามจะตวาดต่อว่าอยู่หลายครั้ง แต่คำพูดกลับติดอยู่ที่ปาก และสุดท้ายก็ต้องกลืนกลับลงไป
ด้วยนางรู้ดีว่า ฉินเฟิงไม่ใช่คนดี
เขาทำลายกองพลหมาป่าเหมันต์ได้ในชั่วข้ามคืน
เรียกว่า ‘ฆ่าคนไม่กะพริบตา’ ก็ไม่เกินจริง
ดวงตาฉีย่าเริ่มแดง “ท่าน…ท่านต้องการอะไรจากข้า?!”
ฉินเฟิงหุบยิ้ม ท่าทีเริ่มจริงจัง “ไม่มีอะไรมาก แค่เจ้าคอยจับตาองค์หญิงจิ่งฉือให้ข้า รายงานทุกความเคลื่อนไหวของนางอย่างละเอียดก็พอแล้ว”
ฉีย่ากำหมัดแน่น กัดฟันกรอด “ท่านจะให้ข้าทรยศองค์หญิง? ฝันไปเถิด!”
ฉินเฟิงคาดการณ์ไว้แล้วว่าฉีย่าจะต้องปฏิเสธ เขาประหลาดใจแต่อย่างใด เพียงกล่าวนิ่ง ๆ “คิดให้ดีก่อนตอบเถอะ”
“เจ้าคิดว่าข้าจะใช้บิดามารดาของเจ้ามาข่มขู่หรือ? วิธีการต่ำทรามและเสื่อมเสียทางศีลธรรมเช่นนั้น ข้า ฉินเฟิง ไม่อยากใช้เลย”
“แต่วันนี้ที่ประตูเมือง ในเมื่อข้าช่วยจิ่งฉือได้ ข้าก็ทำลายนางได้เหมือนกัน”
“การที่เจ้าแอบช่วยข้าสอดส่องนางไม่เพียงแต่ไม่ใช่การทรยศ แต่เป็นการทำเพื่อประโยชน์ของนางด้วยซ้ำ มีเพียงวิธีนี้ นางถึงจะไม่ต้องกังวลไปชั่วชีวิต”
ฉีย่าจ้องฉินเฟิง สายตาเคียดแค้น ต่อให้นางโง่เขลาก็ไม่มีทางหลงเชื่อคำลวงของฉินเฟิง
เขาพูดจาไพเราะยิ่งกว่าเสียงเพลง
การทรยศก็คือการทรยศ ต่อให้มีเงื่อนไขอะไรก็ไม่อาจเป็นความภักดีไปได้
แต่ฉีย่าก็ไม่มีทางเลือก ชายตรงหน้าไม่มีทางพูดจาเลื่อนลอย ทุกคำที่เขาพูด เขาย่อมทำได้จริงแน่นอน
ฉีย่ากับจิ่งฉือ ถ้ารุ่งโรจน์ก็รุ่งโรจน์ด้วยกัน ล่มจมก็ร่วมล่มหัวจมท้าย
นางไม่เคยกล้าจินตนาการด้วยซ้ำว่า ถ้าจิ่งฉือถูกส่งเข้ายังตำหนักเย็น ชะตากรรมของนางจะเป็นเช่นไร
หลังต่อสู้กับตัวเองอยู่นาน ในที่สุดฉีย่าก็ยอมประนีประนอม “ข้าน้อยช่วยท่านได้ แต่…ท่านต้องให้คำมั่นว่าจะไม่ทำร้ายองค์หญิง ไม่อย่างนั้น ต่อให้ต้องตายข้าก็จะตามจองล้างจองผลาญท่าน”
ฉินเฟิงพลันหัวเราะลั่น “ฮ่า ๆๆ คำพูดแบบนี้ข้าไม่รู้ว่าได้ยินมากี่ครั้งแล้ว”
“บนสนามรบที่ชายแดนเหนือต้าเหลียง ในสมรภูมิของซางโจวที่เสียงการต่อสู้สะท้านฟ้า ในคืนที่ไม่อาจหลับใหลซึ่งถูกย้อมไปด้วยเลือด มีคนมากมายขู่และสาปแช่งข้า แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์เป็นเช่นไร??”
“ฉีย่า เจ้าแค่ทำตามคำสั่งข้าให้ดี ข้าย่อมรับประกันความปลอดภัยของเจ้า”
“หาไม่ ข้าก็จะไม่ปรานีเจ้าเช่นกัน!”
ฉีย่าหลับตาลง สูดหายใจลึก นิสัยเย่อหยิ่งจากการอยู่ข้างกายจิ่งฉือ ตอนนี้เผชิญหน้ากับฉินเฟิงกลับไม่อาจทำอะไรได้แม้แต่น้อย
นางไร้ความมั่นใจ ได้แต่ยอมจำนน “ข้า…ข้าน้อยเข้าใจแล้ว”
ผู้เข้าใจสถานการณ์จึงนับว่าฉลาด ฉินเฟิงมาเป่ยตี๋ไม่ใช่เพื่อมิตรภาพระหว่างสองแคว้น เขาแบกรับภาระในการฟื้นฟูแคว้นต้าเหลียง รักษาแผ่นดินเกิดให้สงบสุข
ฉินเฟิงโบกมือ หนิงหู่พลันก้าวเข้ามา แล้วกล่าวเสียงทุ้ม “พี่ฉิน ข้าสั่งองครักษ์เสื้อแพรให้เดินทางไปเมืองจัวโจว มอบเงิน หนึ่งพันตำลึงให้แก่ครอบครัวฉีย่าแล้ว”
“เป็นเงินมากพอให้คู่ผู้เฒ่าสุขสบายไปตลอดชีวิตแล้ว”
ฉินเฟิงพยักหน้าเบา ๆ สายตาพอใจ เขามองฉีย่าแล้วกล่าวว่า “นี่คือผลประโยชน์แรกที่เจ้าได้รับจากการทำงานให้ข้า ต่อไปภายภาคหน้า ผลเจ้าย่อมได้ผลประโยชน์มากขึ้นเรื่อย ๆ”
“จงจำคำพูดของข้าไว้ให้ดี แคว้นเป่ยตี๋ ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต มีเพียงองค์หญิงที่แท้จริงเพียงองค์เดียวเท่านั้นคือ จิ่งเชียนอิ่ง”
“ส่วนจิ่งฉือ หากนางโชคดีพอ ในอนาคตอาจได้เป็นองค์หญิงใหญ่”
องค์หญิงใหญ่…
ฉีย่าตระหนักได้ทันที ฉินเฟิงคิดจะผลักดันจิ่งเชียนอิ่งขึ้นสู่บัลลังก์ของฮ่องเต้เป่ยตี๋
ต้องรู้ไว้ว่า จิ่งเชียนอิ่งเป็นสตรี ไม่ว่าจะเป็นเป่ยตี๋ ต้าเหลียง หรือทั้งใต้หล้ากว้างใหญ่ที่มีแคว้นนับไม่ถ้วน ไม่ว่าแคว้นใดฮ่องเต้ไม่เคยเป็นสตรี…
แต่พอเห็นสายตามั่นใจของฉินเฟิง ฉีย่ากลับรู้สึกได้ลาง ๆ ว่า ฉินเฟิงอาจจะทำให้สิ่งที่ไม่มีผู้ใดคิดฝันให้เป็นจริงได้…
“เจ้าไปเถอะ”
ฉินเฟิงโบกมือ สั่งให้หนิงหู่พาฉีย่าออกไป ส่วนตัวเขาก็ไปล้างหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
พอหนิงหู่กลับมาก็เย้าแหย่ “พี่ฉิน เจ้ารังแกสาวน้อยเช่นนี้ เกินไปหน่อยกระมัง?”
“เจ้าไม่รู้หรอก ตอนฉีย่าเดินกลับไป นางน้ำตาไหลตลอดทาง ฮ่า ๆๆ เจ้าบุรุษโหดร้าย”
ฉินเฟิงไม่เห็นด้วย “การที่นางต้องทนทุกข์เล็กน้อยตอนนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่างน้อยในอนาคต ก็ไม่ต้องจ่ายราคาที่แพงกว่านี้”
“ส่วนเรื่องให้จิ่งฉือเป็นองค์หญิงใหญ่ ข้าไม่ได้พูดเล่น”
“เมื่อเชียนอิ่งกลับสู่เป่ยตี๋ รอบข้างนางจำเป็นต้องมีคนสนับสนุน ต้นไม้เดียวดายยากจะยืนหยัดกลางพายุ…”